บทที่ 95: แม่สามีที่แสนดี
เรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิตนั้น หากเป็นคนอื่นจะกล้าลงมือทำหรือไม่ เจียงถังไม่อาจล่วงรู้ได้ และใจจริงของเธอก็ไม่ได้อยากจะไปรับรู้เรื่องราวของคนอื่นให้หนักสมอง
แต่ถ้าถามถึงตัวเธอเองแล้วล่ะก็... บอกเลยว่าเธอทำได้
ยามที่เจียงถังเข้าสู่โหมดการทำงาน ร่างเล็กๆ นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นดั่งเครื่องจักรสังหารที่ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิด
รวดเร็ว แม่นยำ และเด็ดขาด คือคุณสมบัติพื้นฐานที่ฝังรากลึกอยู่ในสัญชาตญาณของเธอ!
ใบมีดคมกริบในมือข้างหนึ่งตวัดกรีดลงไปบนหน้าท้องของแม่หมูจนเกิดเป็นรอยแผลเปิดกว้าง ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งของเธอก็กดตรึงแผ่นหลังของมันเอาไว้อย่างมั่นคง เพื่อป้องกันไม่ให้มันดิ้นรนลุกหนีจากความเจ็บปวด
ท่ามกลางความตึงเครียด เธอยังสามารถแบ่งแยกสติสัมปชัญญะหันไปสั่งการเว่ยกั๋วต้งให้รีบเร่งมือ
“เร็วเข้า! รีบล้วงเอาลูกหมูออกมาเดี๋ยวนี้”
“ครับ! ได้ครับ ได้ครับ!”
เว่ยกั๋วต้งรับคำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนหวาดเสียว ภายใต้การบัญชาการของเจียงถัง เขาจำต้องรวบรวมความกล้าล้วงมือเข้าไปในช่องท้องของแม่หมูเพื่อดึงเอาลูกหมูที่คลอดติดขัดออกมาทีละตัว
หนึ่งตัว... สองตัว... สามตัว...
การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งลูกหมูตัวที่แปดถูกดึงออกมาสู่โลกภายนอกได้อย่างปลอดภัย ภารกิจทำคลอดฉุกเฉินครั้งนี้จึงถือว่าเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์
เจียงถังไม่รอช้า เธอคว้าเข็มและด้ายขึ้นมาเย็บปิดปากแผลด้วยความชำนาญ
เธอใช้มือเพียงข้างเดียวตวัดปลายเข็มเย็บแผลอย่างคล่องแคล่วว่องไว โดยมีเว่ยกั๋วต้งคอยช่วยจับปากแผลให้ประกบกัน ทั้งสองคนทำงานประสานสอดคล้องกันได้อย่างลงตัวราวกับรู้ใจ จนกระทั่งฝีเข็มสุดท้ายถูกเย็บเสร็จสิ้น ไม่มีจุดไหนผิดพลาด หรือหลุดรอดสายตาไปแม้แต่น้อย
เมื่อจัดการทำความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อยทุกอย่างเสร็จสรรพ ทั้งคู่จึงพากันเดินออกมาจากคอกหมู
ภาพของลูกหมูตัวน้อยๆ ทั้งแปดตัวที่กำลังรุมดูดนมแม่หมูอย่างหิวโหย ปรากฏแก่สายตาของไทยมุงด้านนอกที่ยืนลุ้นระทึกกันมานาน สายตาของทุกคนที่มองมายังเจียงถังในเวลานี้เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและความชื่นชมยินดีอย่างปิดไม่มิด
เติ้งผิงถอดถุงมือยางเปื้อนเลือดออกล้างทำความสะอาด พลางหันไปกระเซ้าเย้าแหย่เจียงถัง
“เห็นไหมล่ะ พวกเขาอึ้งกันไปหมดแล้วนะ ฝีมือเธอนี่ยอดเยี่ยมจริงๆ ฉันล่ะนับถือเลย”
ทว่า เจียงถังผู้ซึ่งเมื่อครู่ยังดูองอาจเข้มแข็งราวกับขุนศึกในสนามรบ บัดนี้เมื่อภารกิจจบลง เธอก็ถอดผ้ากันเปื้อนและถุงมือออก พร้อมกับใบหน้าที่งอง้ำลงทันตาเห็น ริมฝีปากบางเบะออกน้อยๆ อย่างน่าเอ็นดู
“เก่งแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ ในเมื่อความเก่งของฉันมันเสกให้ลู่ฉางเจิงกลับมาหาไม่ได้สักหน่อย”
เติ้งผิงถึงกับอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
“นี่แม่คุณ... ถึงขั้นอยากจะเสกคนเป็นๆ ให้โผล่มาเลยเหรอ ทำไมไม่ขอให้ตัวเองเหาะขึ้นฟ้าไปเลยล่ะง่ายกว่าไหม”
“ก็พี่รู้อยู่แล้วนี่ว่าฉันเหาะไม่ได้” เจียงถังตอบกลับเสียงอู้อี้ ใบหน้าหวานแสดงออกถึงความหดหู่ใจอย่างชัดเจน ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีออกจากโรงเลี้ยงหมูไปดื้อๆ ทิ้งงานเก็บกวาดที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของเว่ยกั๋วต้งและคนอื่นๆ รับผิดชอบกันต่อไป
คุณป้าคนหนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ เดินเข้ามาสะกิดถามเติ้งผิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“สหายเติ้ง สหายเจียงเขาเป็นอะไรไปหรือ ทำไมดูหน้าตาบอกบุญไม่รับแบบนั้นล่ะ”
เติ้งผิงแค่นเสียงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอ ก่อนจะตอบกลับไปแบบตรงไปตรงมา
“จะเป็นอะไรไปได้ล่ะคะ ก็โรคคิดถึงผัวกำเริบน่ะสิ”
พูดจบ เธอก็ยังมิวายแอบบ่นงึมงำไล่หลังไปอีกประโยค
“เกิดมาฉันก็เพิ่งจะเคยเจอคนคลั่งรักหนักขนาดนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ วันๆ เอาแต่คิดถึงผัว”
เจียงถังที่เดินออกไปไม่ไกลนักได้ยินเสียงนินทาระยะเผาขนของเติ้งผิงเต็มสองหู แต่เธอเลือกที่จะทำหูทวนลมไม่โต้ตอบ
ก็ลู่ฉางเจิงเป็นสามีของเธอนี่นา เธอจะคิดถึงสามีตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน? อีกอย่าง เธอก็ทำตัวเป็นภรรยาที่แสนดี ว่านอนสอนง่ายจะตายไป ตอนเขาจะออกไปปฏิบัติภารกิจ เธอก็ไม่ได้ร้องไห้งอแงถ่วงแข้งถ่วงขาเขาสักหน่อย แล้วพอเขาไม่อยู่ จะให้เธอคิดถึงเขาบ้างไม่ได้หรือไง
ช่างเถอะ! ใครจะมองยังไงก็ช่างหัวมัน พวกเธอจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เธอมีสิทธิ์จะคิดถึงสามีตัวเองได้เต็มที่ ใครหน้าไหนจะมาวิจารณ์ก็ไม่มีผลกับความรู้สึกของเธอหรอก
เติ้งผิงได้แต่มองตามหลังร่างเล็กนั้นไปพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดูท่าทางแล้วคงจะกู่ไม่กลับเสียแล้ว
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ชีวิตประจำวันของเจียงถังวนเวียนอยู่กับการทำงานสลับกับการนั่งเหม่อลอยคิดถึงลู่ฉางเจิง
ล่วงเข้าสู่วันที่ยี่สิบหลังจากที่ลู่ฉางเจิงเดินทางออกจากบ้านไป ขณะที่เจียงถังกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้านพักเขตทหาร จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่จากที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขวิ่งมาแจ้งข่าวว่ามีโทรศัพท์ทางไกลโทรมาหาเธอ
“ใครโทรมาเหรอคะ”
“ปลายสายแจ้งว่าเป็นคุณแม่ของท่านรองลู่ครับ”
เมื่อได้ยินว่าเป็นใคร เจียงถังที่เดิมทีตั้งใจจะเมินเฉยก็ดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เธอรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวไปยังที่ทำการไปรษณีย์
เมื่อไปถึง เธอนั่งรออยู่เพียงไม่กี่นาที เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ต้องเป็นสายที่โทรมาหาเธออย่างแน่นอน
เจียงถังสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียงนุ่มนวลอบอุ่นของเหอลี่หัวดังลอดผ่านมาตามสายสัญญาณ
“นั่นหนูถังถังใช่ไหมลูก”
“คุณแม่เหรอคะ”
น้ำเสียงของเจียงถังเจือความประหลาดใจเล็กน้อย แต่คำเรียกขานว่า ‘คุณแม่’ นั้นกลับลื่นไหลเป็นธรรมชาติไม่มีติดขัด
เหอลี่หัวที่อยู่ปลายสาย เมื่อได้ยินลูกสะใภ้เรียกตนเองว่าแม่เต็มปากเต็มคำ หัวใจของคนแก่ก็พองโตด้วยความสุขหวานล้ำ
“โอ๊ย... ถังถังของแม่น่ารักจริงๆ เลยลูก แม่ส่งพวกอาหารทะเลตากแห้งกับเห็ดป่าไปให้หนูกับเจ้าลู่ฉางเจิงนะลูก เดี๋ยวพอของไปถึงแล้ว หนูบอกให้เจ้าลู่ฉางเจิงมันทำให้กินนะลูกนะ ถ้ากินหมดแล้วก็บอกแม่ ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวแม่ส่งไปให้อีก”
ด้วยความที่เหอลี่หัวมีเงินเดือนประจำและสวัสดิการที่ดี การดูแลตัวเองจึงไม่ใช่ภาระที่หนักหนาอะไรสำหรับนาง
นางไม่เพียงแต่ไม่เคยเรียกร้องให้ลูกชายส่งเงินกลับมาเลี้ยงดู แต่ในทางตรงกันข้าม นางกลับมักจะสรรหาของดีๆ ส่งไปบำรุงลูกชายที่ค่ายทหารอยู่เสมอ
เมื่อก่อนตอนที่ลูกชายยังโสด นานๆ ทีปีหนนางถึงจะส่งของไปให้สักครั้ง แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ลูกชายของนางมีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว นางในฐานะแม่สามีก็ต้องดูแลลูกสะใภ้ให้ดี ยิ่งต้องส่งของไปให้บ่อยขึ้นกว่าเดิม
เจ้าลูกชายตัวดีจะไม่กินก็เรื่องของมัน แต่ลูกสะใภ้ของนางต้องได้กินของดีๆ บำรุงร่างกาย
เจียงถังเกิดมายังไม่เคยลิ้มรสอาหารทะเลมาก่อน แต่ในเมื่อเป็นของที่คุณแม่สามีอุตส่าห์ส่งมาให้ด้วยความรัก มันจะต้องเป็นของวิเศษและรสชาติยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
เธอพยักหน้าตอบรับกับโทรศัพท์ด้วยความดีใจ
เหอลี่หัวซักถามสารทุกข์สุกดิบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา ถามไถ่ว่าตั้งแต่ย้ายไปอยู่ที่นั่น สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นบ้างหรือยัง
“หนูยังอายุน้อย ร่างกายก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ได้บำรุงรักษาให้ดี หนูฟังแม่นะลูก อย่าเพิ่งรีบร้อนมีลูกนะรู้ไหม”
“เรื่องลูกเอาไว้ก่อนได้ ก่อนหน้านี้แม่ก็เคยกำชับเจ้าลู่ฉางเจิงไปแล้วเหมือนกัน แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าไอ้ลูกชายตัวดีมันจะจำใส่สมองหรือเปล่า หนูเองก็ต้องระวังตัว ต้องรู้จักรักตัวเองให้มากๆ อันไหนที่เห็นว่าไม่ไหวหรือเจ็บปวด ก็ต้องปฏิเสธให้เด็ดขาด อย่าไปตามใจมันมากนัก เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหมลูก”
คำพูดของเหอลี่หัวแม้จะดูอ้อมค้อม แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่นั้นชัดเจน
นางต้องการจะสื่อว่า ลูกชายของนางครองตัวเป็นโสดมานานหลายสิบปี เก็บกดความต้องการมานาน พอได้แต่งงานมีภรรยาสาวสวย เวลาทำเรื่องบนเตียงก็กลัวว่าจะหน้ามืดตามัว ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ทำอะไรไม่รู้จักถนอมร่างกายฝ่ายหญิง
ในฐานะหัวหน้าสมาคมสตรี นางผ่านโลกมามาก เห็นผู้ชายมาเยอะแยะที่เห็นแก่ตัว สนใจแต่ความสุขส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของภรรยา และผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักจะใจอ่อน ยอมตามใจสามีจนตัวเองต้องเจ็บตัว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกสะใภ้ของนาง
เหอลี่หัวไม่อยากให้เจียงถังต้องมาทนรองรับอารมณ์ของลู่ฉางเจิงเพียงเพราะคำว่าหน้าที่ภรรยา
“ถ้ามันกล้ารังแกหนู หรือทำอะไรให้หนูเจ็บ หนูโทรมาฟ้องแม่ได้เลยนะลูก เดี๋ยวแม่จะจัดการตีมันให้เอง”
แม้ระยะทางจะห่างไกลกันคนละฟากฟ้า แต่เจียงถังกลับสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่เหอลี่หัวส่งผ่านมาทางน้ำเสียง
แม่ของลู่ฉางเจิงดีกับเธอเหลือเกิน... ดีจนเธอรู้สึกตื้นตันใจ
และเพราะแบบนั้น เธอจึงไม่อยากให้คุณแม่เข้าใจสามีของเธอผิด
“ลู่ฉางเจิงไม่ได้รังแกหนูเลยค่ะคุณแม่ เขาดีกับหนูมากๆ เลย คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ลู่ฉางเจิงเป็นคนที่ดีกับหนูที่สุดในโลกเลยค่ะ”
เหอลี่หัวได้ยินน้ำเสียงปกป้องสามีอย่างจริงจังของลูกสะใภ้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าออกมาด้วยความเอ็นดู นางนึกสนุกอยากจะแกล้งแหย่เด็กสาวดูสักหน่อย
“อ๋อ... ในเมื่อเขาดีกับหนูที่สุดในโลก แล้วแม่ล่ะจ๊ะ แม่คนนี้ไม่ดีกับหนูเหรอ”
“อื้ม... คุณแม่ก็ดีค่ะ คุณแม่ดีที่สุดในโลกเป็นอันดับสอง”
ถึงแม้ว่าแม่สามีจะแสนดีขนาดไหน แต่สำหรับเจียงถังแล้ว ลู่ฉางเจิงยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในดวงใจของเธออย่างเหนียวแน่นไม่มีใครมาโค่นล้มได้
ก็เขาดีกับเธอที่สุดจริงๆ นี่นา
คำตอบที่ซื่อตรงและน่ารักของเจียงถังทำเอาเหอลี่หัวยิ้มไม่หุบ นางหัวเราะอย่างมีความสุขก่อนจะกำชับให้เจียงถังดูแลตัวเองให้ดี มีปัญหาอะไรก็ให้หันหน้าปรึกษาลู่ฉางเจิง ขาดเหลืออะไร หรืออยากกินของโปรดอะไรที่หาซื้อแถวนั้นไม่ได้ ก็ให้รีบเขียนจดหมายหรือโทรศัพท์มาบอก
นางจะพลิกแผ่นดินหาซื้อส่งไปให้ถึงที่
“ขอบคุณค่ะคุณแม่...”
“คุณแม่ดีจังเลยค่ะ... ฮึก...”
น้ำเสียงของเจียงถังเริ่มสั่นเครือและขึ้นจมูกเล็กน้อย คล้ายกับคนกำลังกลั้นสะอื้น
เหอลี่หัวได้ยินเสียงลูกสะใภ้แล้วก็นึกพาลไปถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเนิ่นนาน ขอบตาของหญิงสูงวัยก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเช่นกัน
“เอาล่ะๆ แม่ไม่กวนหนูแล้วนะ แม่ต้องกลับไปทำกับข้าวกินแล้วล่ะ”
“สวัสดีค่ะคุณแม่”
“ไว้ถ้าลู่ฉางเจิงว่างเมื่อไหร่ หนูสัญญาว่าจะชวนเขากลับไปเยี่ยมคุณแม่ที่บ้านนะคะ”
“ได้จ้ะ ได้เลยลูก ถังถังของแม่น่ารักจริงๆ เป็นเด็กดีมาก”
บทสนทนาจบลงด้วยความอาลัยอาวรณ์ของทั้งสองฝ่าย
ทางฝั่งของเหอลี่หัว หลังจากวางหูโทรศัพท์ลง นางก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ซึมออกมาบริเวณหางตา หลี่เหวินลี่เพื่อนสนิทที่นั่งจิบชาสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เห็นภาพนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
“แปลกคนจริงเชียว เพื่อนคนอื่นเขาคุยกับลูกชายแล้วร้องไห้ขี้มูกโป่ง แต่นี่เธอคุยกับลูกสะใภ้ทำไมถึงมานั่งน้ำตาซึมได้ล่ะเนี่ย”
“ลูกสะใภ้ไม่ใช่คนในครอบครัวหรือไง”
เหอลี่หัวหันไปสวนกลับเพื่อนรักทันควัน น้ำเสียงเจือความขุ่นเคืองแบบไม่จริงจังนัก
หลี่เหวินลี่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันพร้อมเสียงหัวเราะ นางไม่ได้มีเจตนาจะค่อนขอดเสียหน่อย เพียงแต่แปลกใจที่เห็นแม่ผัวรักลูกสะใภ้ได้ขนาดนี้ มันช่างหาได้ยากยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน
“ว่าแต่ถามจริงๆ เถอะ... เธอไม่คิดจะบอกลูกสะใภ้สุดที่รักของเธอหน่อยเหรอ ว่าพี่ชายพี่สะใภ้ตัวแสบของแม่หนูคนนั้นทำวีรกรรมอะไรเอาไว้บ้างช่วงนี้”
“จะบอกไปทำไมกัน เด็กมันอยู่ไกลขนาดนั้น บอกไปก็มีแต่จะทำให้ถังถังไม่สบายใจเปล่าๆ”
เหอลี่หัวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาที่เคยอดทนอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นยามเอ่ยถึงคนกลุ่มนั้น
“อีกอย่าง ตอนนั้นฉันก็ฟาดเงินใส่หน้ายัยหวังชุนไปตั้งหนึ่งร้อยหยวนแล้ว ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าเงินหนึ่งร้อยหยวนนี้คือค่าขาดกัน ถือว่าฉันซื้อตัวถังถังออกมาจากนรกขุมนั้น ให้ตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านตระกูลเจียงอย่างถาวร”
“นี่เวลาเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ นังงูพิษนั่นคิดจะกลับคำ จะมาขอเงินเพิ่มอีกอย่างนั้นเหรอ ฝันกลางวันไปเถอะ อย่าหวังว่าจะได้แอ้มเงินฉันอีกแม้แต่แดงเดียว!”
[จบบท]