หนิวเฉียวหยุนจอดรถสามล้อ ก่อนหยิบบุหรี่ที่เพิ่งซื้อมาออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย“คุณลุงคะ ฉันมาพบผู้อำนวยการหม่ากั๋วเฉียง มีธุระจะคุยกับเขาค่ะ”
ลุงยามโบกมือปฏิเสธบุหรี่ ก่อนตอบอย่างใจดี
“หนูเอ๊ย โรงงานไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป”
“ถ้าจะพบผู้อำนวยการหม่า ก็รออยู่หน้าประตูนี่แหละ บ้านเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงงาน อีกเดี๋ยวก็คงกลับมากินข้าวเที่ยงแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ คุณลุง”
ไม่นาน ระฆังพักเที่ยงก็ดังขึ้น
คนงานจำนวนมากกรูกันออกจากโรงงานราวกับคลื่นทะเล ทำให้หนิวเฉียวหยุนแยกไม่ออกว่าใครคือหม่ากั๋วเฉียง
ขณะที่กำลังมองหาอย่างร้อนใจ ลุงยามก็รีบโบกมือเรียก
“สาวน้อย เร็วเข้า!”
“ผู้ชายที่ถือกระเป๋าเอกสารคนนั้นแหละ ผู้อำนวยการหม่า”
หนิวเฉียวหยุนชะงัก ก่อนถามด้วยความสงสัย
“คุณลุง... ผู้อำนวยการหม่าเคยเป็นทหารใช่ไหมคะ”
กู้เหวินซินบอกว่าอีกฝ่ายเป็นสหายร่วมรบของเขา เธอจึงนึกภาพไว้ต่างจากนี้
ลุงยามหัวเราะ
“ใช่สิ เขาปลดประจำการแล้วถึงมาทำงานที่นี่”
“ขอบคุณค่ะ”
เห็นหม่ากั๋วเฉียงเดินออกไปแล้ว หนิวเฉียวหยุนจึงรีบวิ่งตามทันที
“ผู้อำนวยการหม่า!”
“กู้เหวินซินให้ฉันมาพบคุณค่ะ”
ยังไม่ทันที่เธอจะหยิบโน้ตแนะนำตัวออกมา หม่ากั๋วเฉียงก็ยิ้มก่อน
“คุณคือหนิวเฉียวหยุนใช่ไหม”
“เมื่อวานเหวินซินโทรมาหาฉันแล้ว”
“เอาตัวอย่างมาด้วยหรือเปล่า”
“เอามาค่ะ รอสักครู่นะคะ ฉันไปหยิบจากรถสามล้อก่อน”
หม่ากั๋วเฉียงยกข้อมือดูนาฬิกา ก่อนพยักหน้า
“ได้ฉันไปกับคุณด้วย”
รถสามล้อจอดอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกล ทั้งสองเดินไปถึงในเวลาไม่นาน
หนิวเฉียวหยุนหยิบกระดาษแข็งตัวอย่างส่งให้
หม่ากั๋วเฉียงตรวจดูอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้าด้วยความพอใจ
“ถ้าคุณรับประกันได้ว่าคุณภาพทุกแผ่นเป็นแบบนี้ โรงงานของเราจะรับซื้อครึ่งหนึ่งของที่คุณผลิต”
หนิวเฉียวหยุนดีใจแทบกลั้นไว้ไม่อยู่ แต่ยังตอบอย่างสุขุม
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ผู้อำนวยการหม่า ฉันรับประกันคุณภาพได้แน่นอน”
หม่ากั๋วเฉียงยิ้ม
“เหวินซินแนะนำคนได้ไม่ผิดจริง ๆ”
“บ่ายนี้ฉันจะคุยกับลุงยามไว้ พรุ่งนี้คุณก็นำของมาส่งได้เลย”
พูดจบ เขาก็เหลือบดูนาฬิกาอีกครั้ง สีหน้าร้อนใจ
หนิวเฉียวหยุนจึงรีบพูด
“ผู้อำนวยการหม่า ขอโทษที่ทำให้เสียเวลานะคะ”
“คุณรีบกลับไปทำงานเถอะ พรุ่งนี้ตอนฉันมาส่งของ เราค่อยคุยกัน”
“ตกลง”
ระหว่างขี่รถกลับบ้าน หนิวเฉียวหยุนแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ในหัวของเธอมีแต่เรื่องกำไร
หากขายกระดาษแข็งให้โรงงานโดยตรง แทนที่จะขายต่อให้จางต้าจุน เธอก็จะได้เพิ่มอีกสองเฟินต่อกิโลกรัม
เมื่อกลับถึงบ้าน กลิ่นอาหารหอม ๆ ก็ลอยมาเตะจมูกทันที
เฉียนตัวต้วนยืนยิ้มอยู่หน้าประตู
“พี่เฉียวหยุน กลับมาแล้ว!”
“หนูทำกับข้าวเสร็จแล้ว มากินข้าวกันค่ะ”
หนิวเฉียวหยุนหัวเราะ “ตัวต้วนของเรานี่เก่งจริง ๆ”
“ฉันได้กลิ่นหอมตั้งแต่ยังไม่ถึงบ้านเลย”
เธอล้างมือ ก่อนนั่งลงหยิบตะเกียบคีบกะหล่ำปลีตุ๋นเข้าปาก
รสชาติดีกว่าที่คิดเสียอีก หลังอาหารกลางวัน หนิวเฉียวหยุนเห็นว่ายังมีเวลา จึงตั้งใจออกไปรับซื้อของเก่าอีกรอบ
“ตัวต้วน ฉันจะออกไปรับซื้อของเก่า”
“ถ้ามีคนมาเคาะประตู อย่าเปิดนะ”
“ค่ะ”
หนิวเฉียวหยุนออกจากบ้านตอนบ่ายโมงครึ่ง
ครั้งนี้เธอไม่ได้ขี่รถไปไกล เพียงตระเวนตามชุมชนใกล้บ้าน
แต่หลังจากขี่วนอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมง ก็ไม่เจอของเก่าเลยแม้แต่น้อย
เธอจึงมุ่งหน้าไปยังชุมชนข้างเคียง ทันทีที่เข้าไป ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกลูกค้า
หนิวเฉียวหยุนขี่รถตามเสียงไป ก่อนเห็นชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อ ๆ กำลังรับซื้อของเก่าอยู่
เธอรู้ดีว่าธุรกิจนี้คงทำได้ไม่นาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีคู่แข่งมาเร็วขนาดนี้
กำลังจะหันรถกลับ ก็มีเสียงหญิงชราคนหนึ่งเรียกเธอ
“สาวน้อย!”
“เธอนี่ไม่ซื่อสัตย์เลยนะ”
“วันนี้มีคนมารับซื้อของเก่าแถวบ้านฉัน พอถามราคา ถึงรู้ว่าฉันขายกระดาษแข็งกับขวดให้เธอถูกเกินไป”
“เขาให้ค่ากระดาษแข็งแพงกว่าเธอตั้งหนึ่งเฟิน”
เมื่อได้ยินราคา หนิวเฉียวหยุนก็หันไปมองชายวัยกลางคนด้วยความประหลาดใจ
ราคาที่เขารับซื้อ เท่ากับราคาที่จางต้าจุนรับซื้อจากเธอพอดีเลย
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหน้า แต่ยังนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
หนิวเฉียวหยุนจึงยิ้มให้หญิงชรา
“ป้าคะ ราคาของเก่าก็เหมือนราคาผักค่ะ”
“วันนี้ถูก พรุ่งนี้อาจแพง”
“อีกไม่กี่วัน กระดาษแข็งอาจขึ้นไปถึงห้าเฟินก็ได้”
พอได้ยินแบบนั้น หญิงชราก็รีบคว้ากระดาษแข็งคืนจากชายคนนั้นทันที
“งั้นฉันยังไม่ขาย!”
ชายวัยกลางคนรีบอธิบาย
“คุณป้า อย่าไปเชื่อเธอเลย”
“กระดาษแข็งจะขึ้นถึงห้าเฟินได้ยังไง”
“พี่ชายฉันเปิดสถานีรับซื้อของเก่า ฉันให้ได้สามเฟินครึ่งก็ถือว่าสูงแล้ว”
เมื่อได้ยินคำว่า พี่ชาย หนิวเฉียวหยุนก็เข้าใจทันที ไม่น่าแปลกที่อีกฝ่ายจะดูคุ้นหน้า
เขาหน้าคล้ายจางต้าจุนมากนี่เอง ตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน
และอีกฝ่ายถูกส่งมาแย่งลูกค้าของเธอ
หลังตระเวนสองชุมชนโดยไม่ได้ของเก่าแม้แต่ชิ้นเดียว หนิวเฉียวหยุนก็กลับบ้านด้วยความหดหู่
พอเห็นเธอเข็นรถสามล้อเข้ามาในลานบ้าน เฉียนตัวต้วนก็รีบวิ่งออกมา
“พี่เฉียวหยุน วันนี้กลับเร็วจัง”
เธอตั้งใจจะช่วยยกของ แต่พอเห็นรถว่างเปล่า และได้ยินหนิวเฉียวหยุนถอนหายใจ ก็รีบถาม
“พี่เฉียวหยุน เป็นอะไรหรือเปล่า”
หนิวเฉียวหยุนเดินเข้าบ้านพลางตอบ
“ช่วยกันเก็บของหน่อย”
“แล้วเราไปตลาดกลางคืน ตั้งแผงขายหนังสือมือสองกัน”
“ได้ค่ะ!”
ทั้งสองขี่รถสามล้อมาถึงตลาดกลางคืน ก็พบว่าพ่อค้าแม่ค้าหลายเจ้าจับจองที่กันแล้ว
เฉียนตัวต้วนมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น
“ตลาดกลางคืนนี่คึกคักจัง!”
“มีของขายทุกอย่างเลย”
หนิวเฉียวหยุนตั้งใจจะขายหนังสือ จึงเลือกที่ใต้เสาไฟ เพื่อให้มีแสงสว่างตอนค่ำ
เธอเข็นรถไปจนสุดตลาด ก่อนหาจุดเหมาะ ๆ
“ตัวต้วน ช่วยปูผ้าใบหน่อย”
เธอไม่อยากวางหนังสือลงกับพื้นโดยตรง เพราะกลัวจะเปื้อน หลังจัดร้านเสร็จ ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มมืด
ผู้คนเดินผ่านมากขึ้นเรื่อย ๆ หนิวเฉียวหยุนจึงเตือนเด็กหญิง
“ตัวต้วน อย่าเดินไปไหนคนเดียวนะ”
“ในเมืองมีพวกค้ามนุษย์เยอะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่เฉียวหยุน”
แต่เวลาผ่านไปนาน ก็ยังไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว
หนิวเฉียวหยุนเริ่มกังวล เฉียนตัวต้วนเองก็ถามอย่างผิดหวัง
“พี่เฉียวหยุน ทำไมไม่มีใครมาซื้อหนังสือเราเลยล่ะ”
“ข้างหน้าคนเยอะมาก แต่ตรงนี้เงียบจัง”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มปลอบ
“เราอยู่ท้ายตลาด”
“หลายคนเดินไม่ถึงตรงนี้ก็กลับบ้านแล้ว”
“วันนี้เรามาช้า เลยไม่ได้ที่ดีๆ พรุ่งนี้เรามาให้เร็วกว่านี้หน่อย”
เฉียนตัวต้วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่นาน ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
“เก็บค่าแผงแล้ว!”
“ทุกคนเตรียมเงินไว้!”
หนิวเฉียวหยุนเพิ่งรู้ว่าตลาดกลางคืนต้องเสียค่าแผง จึงหันไปถามหญิงที่ขายไหมพรมข้าง ๆ
“พี่คะ ที่นี่เก็บค่าแผงด้วยเหรอ”
หญิงคนนั้นหัวเราะ
“แน่นอนสิ”
“ร้านฉันเสียวันละหนึ่งหยวน”
“ส่วนของเธอกินพื้นที่ตั้งเยอะ แบบนี้เขาอาจเก็บสองหรือสามหยวนก็ได้”
หนิวเฉียวหยุนถอนหายใจ
“เฮ้อ... ฉันยังขายไม่ได้สักเฟินเลย”
ยังไม่ทันพูดจบ คนเก็บค่าแผงก็เดินมาหยุดตรงหน้า
“แผงนี้ของใคร”
“กินพื้นที่ตั้งขนาดนี้ รีบจ่ายค่าแผงมาเดี๋ยวนี้!”