เมื่อเห็นว่าลุงฉินเป็นคนรู้เรื่อง หนิวเฉียวหยุนก็เลิกอ้อมค้อมแล้วถามตรง ๆ
“ลุงฉินคะ บ้านหลังนี้มีเอกสารโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
“มีสิ เพิ่งทำเสร็จเมื่อวาน ถ้าเธอจ่ายเงิน ฉันก็โอนให้ได้ทันที”
หนิวเฉียวหยุนคำนวณในใจ ช่วงนี้รายได้จากการรับซื้อของเก่าและแผงหนังสือรวมกันเกินสามพันหยวนแล้ว
ซื้อบ้านหลังนี้ได้โดยไม่ลำบากนัก
“งั้นฉันซื้อค่ะ ลุงช่วยทำสัญญาได้เลย”
“ตกลง คืนนี้มาเซ็นสัญญากัน”
คุณป้ากัวที่อยู่ข้าง ๆ อดเตือนไม่ได้
“สาวน้อย ลองคิดดูอีกทีไหม บ้านหลังนี้แพงเกินไปจริง ๆ”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มตอบอย่างซาบซึ้ง
“ขอบคุณค่ะคุณป้า แต่ฉันชอบบ้านหลังนี้จริง ๆ ตอนเซ็นสัญญา อยากรบกวนคุณป้ามาเป็นพยานให้ด้วยนะคะ”
“ได้สิ ฉันจะคอยดูให้ จะได้ไม่โดนตาเฒ่านั่นเอาเปรียบ”
ตกเย็น หนิวเฉียวหยุนพาคุณป้ากัวกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ก็เห็นลุงฉินกำลังนั่งเขียนสัญญาอยู่
“เขียนเสร็จแล้ว ลองอ่านดู”
เธอรับสัญญามาอ่านอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ลุงคะ ช่วยเพิ่มอีกข้อหนึ่งได้ไหม ว่าคนในครอบครัวลุงจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรือทวงบ้านคืนในทุกกรณี”
ลุงฉินชะงักไปเล็กน้อย
“ฉันจะไปเอาบ้านคืนทำไม จะเขียนหรือไม่เขียนก็เหมือนกัน”
คุณป้ากัวรีบพูดขึ้น
“คุณฉิน ก็แค่เพิ่มอีกประโยคเดียว จะอิดออดทำไม”
ลุงฉินจึงจำใจเขียนเพิ่ม
หลังเซ็นสัญญา หนิวเฉียวหยุนหยิบเงินมัดจำสองร้อยหยวนส่งให้
“ลุงคะ นี่เงินมัดจำ อีกสองพันแปดร้อยหยวน ฉันจะกลับไปเอามาจ่ายให้ครบ”
ลุงฉินนับเงินอยู่สองรอบ ก่อนพยักหน้า
“ได้ ฉันจะรออยู่ที่บ้าน”
แม้จะเซ็นสัญญาแล้ว แต่หนิวเฉียวหยุนก็ยังไม่วางใจจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์เสร็จ เธอจึงรีบกลับบ้านไปเอาเงิน
“พี่เฉียวหยุน วันนี้กลับเร็วจัง ฉันยังไม่ได้ทำกับข้าวเลย” เฉียนตัวต้วนเอ่ย
หนิวเฉียวหยุนกำลังค้นเงินที่ซ่อนไว้ใต้เตียงในบ้านหลัก จึงตอบโดยไม่เงยหน้า
“ยังไม่ต้องทำหรอก ฉันเพิ่งซื้อบ้าน ต้องกลับมาเอาเงิน”
บ้านหลักไม่มีคนอยู่ เธอจึงซ่อนเงินทั้งหมดไว้ใต้เตียงมาตลอด
เธอดึงกล่องเหล็กออกมา เทเงินทั้งหมดใส่กระเป๋าสะพายโดยไม่ได้นับ
“ตัวต้วน ไม่ต้องรอฉันกินข้าวนะ พอจ่ายเงินเสร็จ ฉันต้องไปสำนักงานจัดการบ้านเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ ไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่”
พูดจบ เธอก็รีบออกจากบ้าน
เมื่อไปถึง ลุงฉินก็ยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว
หนิวเฉียวหยุนตบกระเป๋าที่สะพายอยู่ตรงอก
“ลุง ขึ้นรถเลยค่ะ ฉันพาไปสำนักงาน”
การโอนกรรมสิทธิ์ผ่านไปอย่างราบรื่น หลังออกจากสำนักงาน ลุงฉินพูดขึ้น
“สาวน้อย ถ้าเธอไม่มีเวลา ฉันช่วยหาคนมารื้อประตูให้ก็ได้นะ”
ตอนนี้บ้านยังต้องเข้าออกผ่านลานของลุงฉิน อีกทั้งเมื่อเปิดร้านหนังสือก็จำเป็นต้องเปิดประตูด้านหน้ามหาวิทยาลัย หนิวเฉียวหยุนจึงตอบทันที
“ถ้าอย่างนั้นรบกวนลุงช่วยปิดประตูเดิม แล้วเปิดประตูใหม่ฝั่งมหาวิทยาลัยให้ด้วยนะคะ”
“ไม่มีปัญหา หลานชายฉันเป็นช่าง เดี๋ยวให้เขามาทำ วันเดียวก็เสร็จ”
หลังซื้อบ้าน หนิวเฉียวหยุนคิดถึงเรื่องหนึ่งทันที
เธอต้องโอนทะเบียนบ้านให้เร็วที่สุด
ตราบใดที่ทะเบียนบ้านยังอยู่กับตระกูลหนิว เธอก็ยังตัดขาดจากครอบครัวนั้นไม่ได้อย่างแท้จริง
ตกเย็น ระหว่างตั้งแผงขายหนังสือ เธอบอกลูกค้าประจำทีละคนว่าร้านกำลังจะย้าย
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นโหวจื่อกับเจ้าอ้วนเดินมา
“พี่หยุน ได้ยินว่าแผงหนังสือจะย้ายเหรอ” โหวจื่อถาม
“ฉันซื้อบ้านหลังเล็กตรงข้ามมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกสองสามวันจะย้ายไปเปิดที่นั่น
เลยอยากให้พวกนายช่วยขนของสักหน่อย”
เจ้าอ้วนตอบทันที “แค่พี่สั่ง พวกเราจะช่วยเต็มที่”
“ใช่ เรื่องยกของพวกเราถนัดที่สุด” โหวจื่อหัวเราะ
หนิวเฉียวหยุนยิ้ม
“จริง ๆ ยังมีอีกเรื่อง ฉันกำลังจะกลับหมู่บ้านหนิวเจียเพื่อโอนทะเบียนบ้าน อยากให้พวกนายไปเป็นเพื่อนหน่อย”
“ไม่มีปัญหา” โหวจื่อตอบทันที “บอกวันมา พวกเราจะลางานไปด้วย”
“ขอบคุณนะ”
เจ้าอ้วนโบกมือ “พี่หยุน อย่าพูดเหมือนคนแปลกหน้าเลย”
หลังทั้งสองจากไป หนิวเฉียวหยุนก็เห็นจางเล่ยเดินมา
“จางเล่ย อีกไม่กี่วันร้านฉันจะย้ายไปฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ฝากบอกเพื่อน ๆ ด้วยนะ”
“เยี่ยมเลย แบบนี้ก็จะยืมหนังสือสะดวกกว่าเดิม”
จู่ๆ หนิวเฉียวหยุนคิดอะไรขึ้นมาได้
“แล้วช่วยถามเพื่อนในห้องให้หน่อยสิ ว่ามีใครสนใจทำงานพิเศษไหม ฉันอยากจ้างพนักงานขายสองคน”
จางเล่ยรีบพูด
“ให้ฉันช่วยได้ไหมครับ ตอนว่างจากเรียน ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างก็ได้ ขออ่านหนังสือฟรีก็พอ”
หนิวเฉียวหยุนหัวเราะ
“ไม่ได้หรอก ทำงานก็ต้องได้เงิน เดือนละสิบหยวน มีอาหารให้ด้วย หนังสือในร้านอ่านได้ทุกเล่ม
แต่ห้ามเอากลับบ้าน”
จางเล่ยยิ้มกว้าง “ตกลงครับ ฉันจะตั้งใจทำงาน ดูแลร้านให้ดี”
คืนนั้น หลังเก็บแผงกลับบ้าน หนิวเฉียวหยุนก็เห็นเสิ่นเหยียนเฟยยืนรออยู่หน้าประตู
เธอรีบลงจากรถสามล้อ
“เสิ่นเหยียนเฟย ขาคุณหายดีแล้วเหรอ”
เขาดับบุหรี่แล้วพยักหน้า
“ได้ยินจากเจ้าอ้วนว่าคุณจะกลับไปโอนทะเบียนบ้านใช่มั้ย ไหน ๆ ก็ซื้อบ้านแล้ว ควรจัดการให้เสร็จโดยเร็ว
พรุ่งนี้ฉันจะลางานไปด้วย”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณนะ”
เสิ่นเหยียนเฟยส่ายหน้า
“ไม่ต้องเกรงใจ”
พูดจบก็หันหลังเดินออกไป ระหว่างนั้นเขาเห็นเฉียนตัวต้วนยังนั่งอยู่บนรถสามล้อ จึงพูดขึ้น
“หนูตัวน้อย อย่าไปกับพี่สาวเลย ไปอยู่บ้านแม่ฉันสักสองสามวันดีกว่า”
หนิวเฉียวหยุนยังไม่ทันเอ่ยขอบคุณ เขาก็เดินจากไปเสียแล้ว
คืนนั้นเธอนอนไม่หลับอีกครั้ง การต้องกลับไปหมู่บ้านหนิวเจีย ทำให้ร่างกายและจิตใจตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว
เช้าตรู่ ขณะเก็บของ เธอหันไปบอกเฉียนตัวต้วน
“ตัวต้วน วันนี้พี่กับพี่เสิ่นจะไปโอนทะเบียนบ้าน เธอไปอยู่กับป้าเสิ่นสักสองวันนะ ต้องเชื่อฟังป้าด้วย่ะ”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ไม่ต้องห่วงค่ะพี่เฉียวหยุน หนูจะเป็นเด็กดี”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
หนิวเฉียวหยุนเดาได้ทันทีว่าเป็นเสิ่นเหยียนเฟยกับอีกสองคน จึงหยิบสัมภาระแล้วเปิดประตู
“ไปกันเถอะ”
ทั้งสี่พาเฉียนตัวต้วนไปส่งที่บ้านตระกูลเสิ่น ก่อนมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟ
จากเมืองไปอำเภออานเหอซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านหนิวเจีย ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งวัน
เพราะไม่ได้ซื้อตั๋วล่วงหน้า พวกเขาจึงได้เพียงตั๋วยืน
ยิ่งรถไฟแล่นเข้าใกล้อำเภออานเหอมากเท่าไร หนิวเฉียวหยุนก็ยิ่งกำหมัดแน่น ความตึงเครียดถาโถมเข้ามาไม่หยุด
ไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้น
“ขบวนรถไฟได้เดินทางมาถึงอำเภออานเหอแล้ว”