รถไฟค่อย ๆ ชะลอความเร็วและเทียบชานชาลา หนิวเฉียวหยุนกำสายกระเป๋าแน่น พยายามสะกดความกังวลที่ถาโถมอยู่ในใจ
เมื่อทั้งสี่เดินออกจากสถานี เสิ่นเหยียนเฟยก็หยุดถาม
“จะเข้าหมู่บ้านหนิวเจียเลยไหม?”
หนิวเฉียวหยุนยกข้อมือดูเวลา ก่อนส่ายหน้า
“บ่ายสองแล้ว พวกเราหาที่พักก่อนเถอะ คืนนี้นายกับโหวจื่อแอบไปหาผู้ใหญ่บ้าน
ขอให้เขาออกมาคุยข้างนอกคนเดียว”
ก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับหนิวต้าหลี่และภรรยา เธอต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อน
เป้าหมายของเธอคือขอให้ผู้ใหญ่บ้านออกหนังสือรับรองว่าทะเบียนบ้านสูญหาย เพื่อจะได้โอนทะเบียนออกจากตระกูลหนิวอย่างเงียบที่สุด
เสิ่นเหยียนเฟยมองไปยังเกสต์เฮาส์ด้านหน้า
“มีที่พักอยู่พอดี คืนนี้ฉันกับโหวจื่อไปเอง เจ้าอ้วนอยู่เป็นเพื่อนคุณ”
“ตกลง”
หนิวเฉียวหยุนกดหมวกลงต่ำ เดินตามทั้งสามเข้าเกสต์เฮาส์อย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากเจอคนจากหมู่บ้านหนิวเจีย
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ หนิวไฉ่เซียก็นั่งรถไฟขบวนเดียวกันกลับมา
ครั้งนี้เธอเดินทางไปปินโจวเพื่อตามหาหนิวชิวเหยียน หวังให้ช่วยแนะนำชายหนุ่มในเมืองให้รู้จัก
ช่วงนี้หนิวชิวเหยียนกำลังปวดหัวกับแม่สามี จึงไม่มีเวลาสนใจหลานสาวคนนี้ เพียงซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้สองชุดกับตั๋วรถไฟกลับบ้านก็ถือว่าหมดหน้าที่
ทันทีที่ลงจากรถไฟ หนิวไฉ่เซียก็จำหนิวเฉียวหยุนได้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีผู้ชายสามคนอยู่ด้วย เธอจึงไม่กล้าเข้าไปหา ได้แต่แอบเดินตามจนถึงเกสต์เฮาส์
เกือบห้าทุ่มแล้ว เสิ่นเหยียนเฟยกับโหวจื่อยังไม่กลับมาอีก
หนิวเฉียวหยุนนั่งไม่ติด เดินวนอยู่ในห้องไม่หยุด
เจ้าอ้วนจึงปลอบ
“พี่หยุน อย่ากังวลเลย ถนนชนบทหลังฝนตกเดินลำบาก กว่าจะไปกว่าจะกลับต้องใช้เวลา”
เธอเข้าใจเหตุผลนั้นดี แต่ก็ยังไม่อาจวางใจ
ที่หมู่บ้านหนิวเจีย
เมื่อคืนฝนตกหนัก ถนนเต็มไปด้วยโคลน
เสิ่นเหยียนเฟยกับโหวจื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านเกือบห้าทุ่มแล้ว
ทันทีที่เคาะประตูบ้านผู้ใหญ่บ้าน สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ก็เห่าเสียงดังไม่หยุด จนทั้งคู่สะดุ้งถอยหลัง
โหวจื่อสบถเบา ๆ
“ตกใจหมดเลย”
เสิ่นเหยียนเฟยรีบเตือน
“เบาเสียงหน่อย หนิวเฉียวหยุนบอกแล้วว่าบ้านนี้เลี้ยงหมาไว้”
ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านในชุดคลุมก็เปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ดึกดื่นป่านนี้ มีเรื่องอะไร? พวกคุณเป็นใครกัน?”
เสิ่นเหยียนเฟยนึกถึงสิ่งที่หนิวเฉียวหยุนกำชับไว้ จึงตอบอย่างสุขุม
“สวัสดีครับลุงหนิว พวกเราเป็นสหายของหนิวเซียงเฉียน ลูกชายของลุง เขาฝากของมาให้”
พอได้ยินชื่อลูกชาย ผู้ใหญ่บ้านก็รีบเปิดประตู
“รีบเข้ามาก่อนสิ แม่บ้าน ตื่นเร็ว เพื่อนของลูกมา...”
เสิ่นเหยียนเฟยรีบขัด
“ไม่ต้องรบกวนคนในบ้านหรอกครับ พวกเรามีธุระ เดี๋ยวคุยกันในครัวก็พอ”
เมื่อเข้าไปด้านใน เขาก็พูดตรงเข้าประเด็น
“ผู้ใหญ่บ้าน หนิวเฉียวหยุนฝากเงินมาให้คุณ”
ผู้ใหญ่บ้านชะงัก
“หนิวเฉียวหยุน? ไม่ใช่ว่าเธอหนีออกจากหมู่บ้านไปแล้วหรือ?”
เสิ่นเหยียนเฟยมองเขานิ่ง
“ฉันเชื่อว่าคุณรู้ดีว่าทำไมเธอถึงต้องหนี”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “ฉันเป็นแค่ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องในครอบครัวคนอื่นจะไปยุ่งได้ยังไง พ่อแม่จะให้ลูกแต่งกับใครก็เป็นเรื่องของเขา”
เสิ่นเหยียนเฟยพูดเสียงเข้ม
“แล้วคุณรู้ไหมว่า หนิวเฉียวหยุนไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของหนิวชิวเหยียน”
ผู้ใหญ่บ้านเบิกตากว้าง “อะไรนะ?”
โหวจื่อเสริมทันที
“พี่หยุนถูกลักพาตัวมาตั้งแต่เด็ก ถ้ายังช่วยปกปิด คนที่รู้เห็นก็อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดได้”
เสิ่นเหยียนเฟยกล่าวต่อ
“พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอกำลังสืบเรื่องนี้ อีกไม่นานความจริงก็จะถูกเปิดเผย”
ผู้ใหญ่บ้านเงียบไปพักใหญ่ ก่อนถามเสียงแผ่ว
“แล้วพวกคุณต้องการอะไร”
“แค่ช่วยออกหนังสือรับรองว่าทะเบียนบ้านของหนิวเฉียวหยุนสูญหาย เพื่อขอออกใหม่ หลังโอนทะเบียนเสร็จ
เธอจะให้คุณสองร้อยหยวน ถือเป็นค่าตอบแทน คุณไม่ได้เสียอะไรเลย”
ผู้ใหญ่บ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้...แต่เรื่องนี้ต้องไม่มีใครรู้นะ”
“ไม่ต้องห่วง พอโอนทะเบียนเสร็จ พวกเราจะออกจากที่นี่ทันที”
“พรุ่งนี้แปดโมงครึ่ง ฉันจะไปรอที่อำเภอ”
พูดจบ เขาก็รีบส่งทั้งสองออกจากบ้าน เพราะกลัวสุนัขจะเห่าจนปลุกชาวบ้าน
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ตั้งแต่สุนัขเริ่มเห่า หนิวต้าหลี่ก็แอบซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว
แม้จะฟังบทสนทนาไม่ครบ แต่เขาได้ยินชัดเจนว่า
“พรุ่งนี้แปดโมงครึ่ง...เจอกันที่อำเภอ”
หลังไฟในบ้านดับ เขารีบวิ่งกลับบ้านทันที
ที่เกสต์เฮาส์ อำเภออานเหอ
หนิวเฉียวหยุนเดินวนอยู่ในห้องอย่างกระสับกระส่าย
“เจ้าอ้วน...ฉันได้ยินเสียงคนเดิน”
สิ้นเสียง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“หนิวเฉียวหยุน เปิดประตู”
เธอรีบเปิดทันที “ว่าไงผู้ใหญ่บ้านตกลงหรือเปล่า?”
เสิ่นเหยียนเฟยพยักหน้า พลางปิดประตู
“ตกลงแล้ว พรุ่งนี้แปดโมงครึ่ง เขาจะไปพบพวกเราที่อำเภอ”
หนิวเฉียวหยุนถอนหายใจ “หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี...”
แม้จะได้คำตอบแล้ว แต่หัวใจของเธอก็ยังเต้นแรงไม่หยุด
สิบแปดปีในหมู่บ้านหนิวเจีย เธอแทบไม่มีตัวตนในสายตาชาวบ้าน แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็แทบไม่เคยพูดกับเธอสักครั้ง
คืนนั้น หนิวเฉียวหยุนนั่งอยู่คนเดียวจนฟ้าสาง
เช้าตรู่ เสียงเจ้าอ้วนดังขึ้นหน้าประตู
“พี่หยุน เปิดประตู พี่เฟยซื้อซาลาเปามาแล้ว กินก่อนค่อยออกเดินทาง”
เธอรีบลุกไปเปิดประตู พอเห็นใบหน้าซีดเซียวของเธอ เสิ่นเหยียนเฟยก็ขมวดคิ้ว
“นี่คุณไม่นอนทั้งคืนเลยเหรอ?”
หนิวเฉียวหยุนพยักหน้า รับซาลาเปามาไว้ในมือ
“ฉันยังรู้สึกไม่สบายใจ” เจ้าอ้วนกัดซาลาเปาคำหนึ่งก่อนพูด
“ไม่ต้องคิดมากหรอก ผู้ใหญ่บ้านแค่ช่วยออกใบรับรองก็ได้ตั้งสองร้อยหยวน ถ้าไม่รับต่างหากถึงจะน่าแปลก”
โหวจื่อหัวเราะเห็นด้วย
“ใช่”
หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสี่ก็ไปยืนรอผู้ใหญ่บ้านหนิวที่หน้าที่ว่าการอำเภอ
เวลาล่วงเลยถึงแปดโมงสี่สิบนาทีแล้ว แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่ปรากฏตัว
หนิวเฉียวหยุนเดินไปเดินมา ใจยิ่งร้อนรน
“หวังว่า...ผู้ใหญ่บ้านจะไม่เปลี่ยนใจนะ”