“เขาส่งคุณถึงโรงพยาบาลแล้วก็รีบกลับไป บอกว่ามีภารกิจต้องทำค่ะ”
เมื่อรู้ว่ากู้เหวินซินจากไปแล้ว หนิวเฉียวหยุนก็รู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
เธอก้มมองตัวเอง ก่อนสังเกตเห็นว่าเครื่องแบบทหารถูกคลุมอยู่บนร่าง
เมื่อหยิบขึ้นมาดู ก็พบคราบเลือดแห้งติดอยู่บนเนื้อผ้า
หัวใจของเธอกระตุกวูบ รีบเรียกพยาบาลที่กำลังจะเดินออกจากห้อง
“คุณพยาบาลคะ! ทหารที่พาฉันมาส่ง...เขาบาดเจ็บหรือเปล่าคะ”
พยาบาลหยุดเดิน ก่อนหันมาตอบ
“ไม่นะคะ ฉันได้ยินจากเพื่อนทหารของเขาว่า พวกเขามาฝึกภาคสนามแถวนี้”
ทันใดนั้น หนิวเฉียวหยุนก็รู้สึกปวดท้องน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าประจำเดือนมาแล้ว
คราบเลือดบนเครื่องแบบ คงเปื้อนตอนที่กู้เหวินซินอุ้มเธอมาสินะ
พยาบาลเองก็สังเกตเห็นคราบเลือด จึงยิ้มอธิบาย
“ตอนที่คุณถูกส่งมา ประจำเดือนเลอะกางเกงหมดเลยค่ะ หัวหน้าพยาบาลเลยเอากางเกงของตัวเองที่ไม่ได้ใช้มาให้คุณเปลี่ยนก่อน”
“ขอบคุณมากนะคะ”
เพียงนึกถึงนิสัยรักความสะอาดของกู้เหวินซิน หนิวเฉียวหยุนก็รู้สึกอับอายจนแทบอยากมุดดินหนี
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ นอกจากเครื่องแบบแล้ว คราบเลือดยังเปื้อนกางเกงของเขาอีกด้วย
หลังกลับถึงค่าย กู้เหวินซินตรงไปเข้าห้องน้ำทันที ก่อนถอดกางเกงออกซักด้วยตัวเอง
หลินอันคังตั้งใจจะมาคุยเรื่องการฝึกภาคสนามในวันนี้ แต่หาเขาไม่เจอ
เมื่อถามคนในหน่วย จึงรู้ว่าเขาอยู่ในห้องน้ำ
พอเดินเข้าไปเห็นกู้เหวินซินกำลังซักคราบเลือดอยู่ ก็รีบถามด้วยความตกใจ
“เหวินซิน นายบาดเจ็บหรือเปล่า”
กู้เหวินซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบๆ
“ระหว่างทางเจอแมวจรจัดบาดเจ็บ เลยอุ้มมันไว้ เลือดก็เลยเปื้อนกางเกง”
หลินอันคังพยักหน้าโดยไม่ติดใจสงสัย
คืนนั้น ข้างนอกมืดสนิทแล้ว หนิวเฉียวหยุนเห็นว่าตัวเองพักฟื้นได้มากพอ จึงตัดสินใจค้างที่โรงพยาบาลอีกคืน
แล้วค่อยออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น เพราะนอนมาทั้งบ่าย ตอนนี้เธอจึงไม่ง่วงเลย
เธอยืมกะละมังกับสบู่จากคุณป้าบนเตียงข้างๆ แล้วถือเครื่องแบบของกู้เหวินซินกับกางเกงของตัวเองไปซักที่ห้องน้ำ
ระหว่างซักผ้า เธอก็ครุ่นคิดถึงแผนในอนาคต
“กู้เหวินซินไม่ได้ประจำการอยู่เมืองปินตั้งแต่เด็กหรอกเหรอ...”
“มณฑลคังจินก็อยู่ห่างจากเมืองปินไม่มาก แล้วทำไมเขาถึงมาช่วยฉันที่นี่ได้”
ยิ่งคิด หัวใจก็ยิ่งเต้นแรง พรุ่งนี้หลังออกจากโรงพยาบาล เธอจะไปเมืองปินทันที
แต่ไม่นาน เธอก็หรี่ตาลง
“จริงสิ...คนที่ฉันแต่งงานด้วยในชาติก่อน ก็อยู่เมืองปินเหมือนกัน”
มือที่กำลังซักผ้าค่อยๆ กำแน่น ดวงตาของหนิวเฉียวหยุนเย็นเฉียบ ก่อนแสยะยิ้มบางๆ
“หนิวเฉียวหยุน...เธอจะกลัวอะไรอีก”
“ชาติก่อนพวกมันทำกับเธอถึงขนาดนั้น”
“ในเมื่อทุกคนอยู่เมืองเดียวกัน แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...จะได้คิดบัญชีทีละคน”
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิวเฉียวหยุนจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาล
เมื่อเห็นว่ากู้เหวินซินจ่ายค่ารักษาล่วงหน้าไว้ถึงเจ็ดวัน และเธอได้รับเงินทอนคืนสามสิบห้าหยวน
เธอก็อดบ่นกับตัวเองไม่ได้
“คนอะไรใจดีเกินไปแล้วนะ”
“ช่วยคนแปลกหน้าแล้วยังจ่ายเงินให้ตั้งมากมายขนาดนี้”
“ไม่แปลกเลย...ที่คนในครอบครัวจะเอาเปรียบคุณ”
เธอเดินไปหาหัวหน้าพยาบาลเพื่อคืนกางเกง แต่ไม่พบ แต่กลับเจอพยาบาลคนเดิมจากเมื่อวาน
หนิวเฉียวหยุนรีบยื่นกางเกงให้เธอ
“ฉันทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว กางเกงก็ซักสะอาดแล้ว ฝากคืนหัวหน้าพยาบาลด้วยนะคะ
แล้วก็ช่วยบอกด้วยว่าฉันขอบคุณมาก”
พยาบาลรับกางเกงไว้พร้อมยิ้ม
“วันนี้หัวหน้าพยาบาลหยุดค่ะ ฉันจะคืนให้พรุ่งนี้”
เธอมองสีหน้าของหนิวเฉียวหยุนอย่างเป็นห่วง
“คุณยังดูอ่อนเพลียอยู่เลย รีบออกจากโรงพยาบาลแบบนี้จะไหวหรือ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันดีขึ้นมากแล้ว”
พยาบาลมองเสื้อผ้าเก่าของเธอ แล้วเดาได้ว่าคงไม่อยากเสียค่ารักษาเพิ่ม จึงไม่ได้รั้งไว้อีก
หนิวเฉียวหยุนกลัวว่าคนตระกูลหนิวจะตามมาพบ
เธอจึงซื้อซาลาเปาสองลูกจากโรงอาหาร ก่อนมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล
สถานีรถไฟคังจินเป็นสถานีเล็กๆ ผู้โดยสารในห้องรอมีไม่มาก เธอเดินตรงไปยังช่องขายตั๋ว
“สหายคะ รถไฟไปเมืองปินออกกี่โมง”
เจ้าหน้าที่ตอบโดยไม่เงยหน้า
“มีทุกครึ่งชั่วโมง เหลือแต่ตั๋วยืน ราคาใบละสามหยวน”
หนิวเฉียวหยุนโล่งใจทันที
“งั้นช่วยออกตั๋วให้ฉันหนึ่งใบค่ะ”
ก่อนมาเธอยังกังวลว่าจะซื้อตั๋วไม่ได้
เมื่อรู้ว่ายังมีตั๋ว เธอรีบจ่ายเงินโดยไม่ลังเล
หลังซื้อตั๋วเสร็จ เธอเลือกนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง
ไม่นาน หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมก็เข้ามานั่งข้างๆ พร้อมชวนคุยอย่างสนิทสนม
“หนูจะไปเมืองปินเหรอ ไปทำงานใช่ไหม”
หนิวเฉียวหยุนไม่ตอบ เพราะชีวิตสิบเจ็ดปีในเรือนจำสอนให้เธอรู้ว่า คนแปลกหน้าไม่ใช่ทุกคนที่หวังดี
หญิงคนนั้นยังคงพูดต่อ
“พี่เขยของฉันเปิดโรงงานอยู่ที่เมืองปิน กำลังรับคนงานผู้หญิงเยอะเลย เงินเดือนตั้งสามร้อยหยวน ดีกว่าทำนาตั้งเยอะ”
หนิวเฉียวหยุนเริ่มรำคาญ จึงตอบเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้ไปหางาน”
“แฟนของฉันเป็นทหารอยู่เมืองปิน ฉันจะไปหาเขา”
หญิงวัยกลางคนทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อเห็นชุดทหารในถุงตาข่ายที่หนิวเฉียวหยุนถืออยู่ ก็รีบกลืนคำพูดกลับลงคอ
ไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้น
“ผู้โดยสารรถไฟขบวน 1212 ปลายทางเมืองปิน เชิญขึ้นรถได้แล้ว”
ผู้โดยสารมีไม่มาก หนิวเฉียวหยุนจึงไม่รีบร้อน ปล่อยให้คนอื่นขึ้นไปก่อน
เมื่อก้าวขึ้นชานชาลา เสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้น รถไฟจอดเพียงไม่นาน ผู้โดยสารต่างรีบขึ้นขบวน
หนิวเฉียวหยุนยังคงระแวงหญิงวัยกลางคนคนนั้น ทันทีที่ขึ้นรถ เธอจึงเดินข้ามไปยังตู้อื่นทันที
ภายในรถแน่นขนัด เธอยืนเกาะพนักเบาะอยู่พักใหญ่จนเหงื่อซึม จึงเดินไปยังจุดเชื่อมระหว่างตู้เพื่อรับลม
แต่เพียงเงยหน้าขึ้น เธอก็ชะงัก เพราะหนิวต้าหลี่ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้น
เพียงแวบเดียว เธอก็เดาเหตุผลได้ทันที เขาคงกำลังจะไปหาหนิวชิวเหยียน น้องสาวสุดที่รักของตัวเอง
เพราะหากเธอหนีสำเร็จ ตัวตนของเฟิงเว่ยเจียวในฐานะลูกสาวตัวปลอมย่อมสั่นคลอนทันที
หนิวเฉียวหยุนรีบก้มหน้า หมุนตัวกลับ แล้วเดินเข้าไปยังตู้อีกฝั่ง
แต่เธอกลับพบหญิงวัยกลางคนคนนั้นอีกครั้ง เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็น แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายพูดคุยกับเด็กสาวที่นั่งข้างๆ
“น้องสาว จะไปเมืองปินเหรอ ถ้าไปด้วยกันก็ดีเลยนะ”
“พี่เขยของฉันเปิดโรงงาน รับคนงานผู้หญิงเยอะเลย เงินเดือนเดือนละสามร้อยหยวน”
เด็กสาวตอบสั้นๆ
“อืม”
หญิงชราที่นั่งข้างๆ พูดด้วยความอิจฉา
“สามร้อยหยวนเยอะจริงๆ น่าเสียดาย ฉันแก่เกินไปแล้ว ไม่งั้นคงไปทำเหมือนกัน”
“โรงงานคิดค่าแรงตามผลงานนะ ถ้าขยันหน่อย เดือนหนึ่งได้ถึงห้าร้อยหยวนเลย”
หนิวเฉียวหยุนฟังอยู่เงียบๆ เพียงไม่นาน เธอก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นพวกหลอกลวง
เด็กสาวเริ่มสนใจขึ้นมาจริงๆ
“แล้วโรงงานของพี่เขยคุณผลิตอะไรคะ...ยังรับคนอยู่หรือเปล่า?”