หนิวเฉียวหยุนเองก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ
“ช่วยหาที่พักให้ฉันสักแห่งได้ไหมคะ”
ทันทีที่พูดจบ เธอก็กลัวว่ากู้เหวินซินจะเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย พร้อมบีบน้ำตาให้ไหลออกมาสองหยด
“พี่ชายบุญธรรมจะขายฉัน ฉันเลยหนีออกมาจากบ้าน”
“ฉันเพิ่งมาถึงเมืองปิน ยังไม่รู้จักใคร ขอบคุณที่ช่วยฉันนะคะ ฉันจะรีบหาเงินมาคืน ทั้งค่ารักษาพยาบาลและเงินที่คุณออกให้”
กู้เหวินซินไม่ได้ตอบทันที เขายังคงขับรถอย่างเงียบ ๆ
กระทั่งรถเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็ก เขาจึงเอ่ยขึ้น
“บ้านหลังนี้คุณตา ยกไว้ให้ฉัน ปกติฉันอยู่ที่กองทัพ ไม่ค่อยได้กลับมา”
“ถ้าคุณยังไม่มีที่ไป ก็พักที่นี่ก่อนได้”
“ส่วนเรื่องเงิน...ไม่ต้องรีบคืน”
หนิวเฉียวหยุนต้องการที่พักพอดี จึงไม่ปฏิเสธ
“ถ้าอย่างนั้น...พอฉันหาเงินได้แล้ว จะจ่ายค่าเช่าให้คุณนะคะ”
กู้เหวินซินจอดรถหน้าลานบ้าน ก่อนหันมามองหญิงสาวร่างผอมบางตรงหน้า
“ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน”
“รอคุณตั้งหลักได้ก่อนค่อยว่ากัน”
“เข้ามาดูบ้านก่อนดีกว่า ถ้าขาดอะไรค่อยบอกฉัน”
พูดจบ เขาก็ลงจากรถ หยิบกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกง แล้วเปิดประตูพาเธอเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ลานบ้าน หนิวเฉียวหยุนก็ชอบที่นี่ทันที
ลานสี่เหลี่ยมสะอาดเป็นระเบียบ ตรงกลางปลูกต้นแอปเปิลต้นใหญ่ที่กำลังออกผล ดกเต็มต้น
กู้เหวินซินเดินเข้าไป เด็ดแอปเปิลลูกหนึ่ง เช็ดกับเสื้อเบา ๆ แล้วส่งให้เธอ
“กินรองท้องก่อนสิ”
“ต้นนี้คุณตาปู่ปลูกไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่”
“ขอบคุณค่ะ”
หนิวเฉียวหยุนรับแอปเปิลมาอย่างสุภาพ
เธอออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่เช้า ยังไม่ได้ดื่มน้ำเลย จึงกัดแอปเปิลทันที
ความเปรี้ยวจัดทำเอาเธอแทบน้ำตาไหล
เธอเงยหน้ามองผลแอปเปิลสีแดงเต็มต้น ก่อนยิ้มออกมา
“ผลไม้พวกนี้เพิ่งสุกใช่ไหมคะ”
“ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปจะเสียของ ถ้าคุณมีเวลาช่วยเก็บให้หน่อยนะคะ เดี๋ยวฉันทำผลไม้เชื่อมเก็บไว้ให้”
“ได้”
กู้เหวินซินพยักหน้า ก่อนพาเธอเดินดูห้องต่าง ๆ
“ครอบครัวฝั่งคุณตาของฉันเป็นคนเมืองปิน เดิมทำการค้าจนมีเงิน แล้วสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา”
“ห้องใหญ่ฝั่งรับแดดเป็นห้องของคุณตาคุณยาย”
“ห้องข้าง ๆ เป็นของลุงใหญ่”
“ส่วนฉันอยู่ฝั่งนี้มาตั้งแต่เด็ก”
เมื่อเดินมาถึงห้องด้านในสุด เขาก็หยุดฝีเท้า
“ห้องนี้...เคยเป็นห้องของแม่ฉัน”
“หลังแต่งงานกับพ่อ ท่านก็ไม่เคยกลับมาอยู่ที่นี่อีก”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมาบอก
“คุณพักห้องของลุงใหญ่ก็แล้วกัน”
“ลุงย้ายไปต่างประเทศหลายปีแล้ว ไม่เคยกลับมาเลย”
หนิวเฉียวหยุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมา
“พี่น้องของคุณ...ไม่คิดจะแย่งบ้านหลังนี้เหรอคะ”
ทันทีที่ถามจบ เธอก็รู้สึกตัวว่าพูดมากเกินไป
ในชาติที่แล้ว ครอบครัวกู้มีพี่น้องห้าคน และทุกคนต่างเอาเปรียบกู้เหวินซินมาตลอด
เธอกลัวว่าเขาจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงรู้เรื่องเหล่านี้
กู้เหวินซินเพียงส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรหรอก”
เขาไม่คิดอธิบายเพิ่มเติม เพียงเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนยื่นกุญแจบ้านให้เธอ
“ฉันต้องกลับหน่วยแล้ว”
“อยู่คนเดียวก็อย่าลืมล็อกประตู”
“ค่ะ”
หนิวเฉียวหยุนรับกุญแจมา
พอรู้ว่าเขาจะไป น้ำตาก็เอ่อขึ้นอีกครั้ง เธอได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้ามองเขาตอนเดินไปส่ง
หลังจากกู้เหวินซินจากไป หนิวเฉียวหยุนก็เริ่มทำความสะอาดบ้าน
เพิ่งเก็บกวาดห้องนั่งเล่นเสร็จ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“หนิวเฉียวหยุน เปิดประตูหน่อย”
เมื่อจำเสียงได้ว่าเป็นกู้เหวินซิน เธอก็นึกว่าเขาคงลืมของไว้ จึงรีบไปเปิดประตู
ทันทีที่ประตูเปิด เขาก็ยื่นถุงใบใหญ่ใส่มือเธอ
“ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องใช้อะไรบ้าง เลยซื้อมาให้เท่าที่นึกออก”
จากนั้นเขาก็หยิบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในกระเป๋ากางเกง ยัดใส่มือเธอ
“นี่เป็นเงินทั้งหมดที่ฉันมี”
“คุณเอาไว้ใช้ก่อน”
หนิวเฉียวหยุนก้มมองเงินในมือ ความอบอุ่นค่อย ๆ เอ่อขึ้นในหัวใจ
“ฉัน...”
เธอพูดอะไรไม่ออก
กู้เหวินซินรีบกลับหน่วย จึงไม่ได้อยู่ต่อ
หนิวเฉียวหยุนถือถุงของกลับเข้าห้อง เมื่อเปิดดูของด้านใน เธอก็เห็นทั้งน้ำตาลทรายแดง กระดาษชำระ และของใช้สำหรับผู้หญิง ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิวเฉียวหยุนตื่นแต่เช้า ตั้งใจออกไปสำรวจละแวกบ้าน
ทันทีที่ล็อกประตูเสร็จ ก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังหิ้วตะกร้าผักออกมาจากบ้านข้าง ๆ
อีกฝ่ายยิ้มให้ ก่อนเดินเข้ามาทัก
“ฉันแซ่จ้าว อยู่บ้านติดกัน”
“หนูเกี่ยวข้องอะไรกับเหวินซินหรือจ๊ะ”
หนิวเฉียวหยุนไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิด จึงรีบตอบอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ ป้าจ้าว”
“ฉันชื่อหนิวเฉียวหยุน เป็นลูกพี่ลูกน้องของกู้เหวินซินค่ะ”
พอได้ยินเช่นนั้น ป้าจ้าวก็ยิ้มกว้าง
“อย่างนั้นหนูก็เป็นญาติฝั่งตระกูลฟางสินะ”
หนิวเฉียวหยุนพยักหน้าโดยไม่ทันคิด
เมื่อรู้ว่าเธอเป็นญาติฝั่งตะกูลฟาง ป้าจ้าวก็ยิ่งเอ็นดู
“เพิ่งมาถึงคงยังไม่คุ้นแถวนี้”
“ถ้าขาดเหลืออะไร ก็บอกป้าได้”
“ขอบคุณค่ะ ป้าจ้าว”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มตอบ ก่อนพูดคุยอีกสองสามประโยคแล้วขอตัว
ตอนนี้ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือเงิน
สำหรับเธอ มีเพียงเงินและอำนาจเท่านั้น ที่จะทำให้เหยียบย่ำคนพวกนั้นคืนได้
เดินไปเรื่อย ๆ ไม่นาน เธอก็มาถึงสุดซอย
ขณะที่กำลังจะหันกลับ สายตาก็สะดุดเข้ากับสถานีรับซื้อของเก่า
ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นทันที
ในชาติที่แล้ว หลังพ้นโทษออกจากคุก ไม่มีที่ไหนยอมรับเธอเข้าทำงาน
สุดท้ายเธอต้องเก็บของเก่าขาย แม้งานจะเหนื่อย แต่ก็ไม่ต้องลงทุน และไม่มีใครมาหลอกใช้
ตอนนี้เธอต้องหาเงินให้เร็วที่สุด งานทั่วไปได้เงินช้า อีกทั้งเธอไม่มีเงินทุนเลย
การค้าของเก่าจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด
ยิ่งคิด หนิวเฉียวหยุนก็ยิ่งฮึกเหิม
เธอเดินตรงเข้าไปในลานรับซื้อของเก่าทันที
เจ้าของร้านเห็นว่าเป็นหน้าใหม่ จึงเงยหน้าขึ้นถาม
“มาขายของเก่าหรือ”
หนิวเฉียวหยุนยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบอย่างมั่นใจ
“เถ้าแก่คะ”
“ฉันอยากคุยกับคุณเรื่องการทำธุรกิจระยะยาวค่ะ”