เย่ซีซีนั่งรออยู่ในห้องรับแขกของบ้านตระกูลเจิ้ง เธออาศัยจังหวะที่เจิ้งเซี่ยงหรงขึ้นไปชั้นบนเพื่อเอาเงินและเขียนใบสัญญา ลอบสำรวจบ้านหลังนี้อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม
บ้านของตระกูลเจิ้งเป็นบ้านสวัสดิการของโรงงานเครื่องจักร แบ่งเป็นสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น พื้นเป็นปูนซีเมนต์ ผนังขาวสะอาดทาสีปูนขาว มีห้องครัวและห้องน้ำในตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำจากไม้เนื้อแข็ง ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามีราคาค่างวดไม่น้อย
โดยเฉพาะโต๊ะแปดเซียนในห้องรับแขก ตู้เสื้อผ้าไม้แท้ยี่ห้อ ‘เซี่ยงไฮ้’ ในห้องนอน ตู้ลิ้นชักยี่ห้อ ‘ความสุข’ วิทยุยี่ห้อ ‘โคมแดง’ รวมถึงจักรยานที่จอดอยู่มุมห้อง
ในยุคสมัยนี้ ถือว่ามีฐานะความเป็นอยู่ดีเยี่ยมเลยทีเดียว
เธอนึกสงสัยว่าเจ้าของร่างเดิมทำไมถึงไม่มีสมองคิดบ้างเลย ผู้ชายที่ครอบครัวมีพร้อมขนาดนี้ ทำไมถึงมาหลงรักผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแถมยังตั้งท้องแก่ใกล้คลอดแบบเธอ?
เพียงเพราะเธอสวยอย่างนั้นหรือ?
เมื่อเจิ้งเซี่ยงหรงเดินลงมาจากชั้นบน เย่ซีซีที่นั่งหลังตรงอยู่บนโซฟาก็รับเงินสด 2,000 หยวนและใบสัญญามาจากมือเขา เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “คุณวางใจเถอะ พอฉันได้เงินจากตระกูลซ่งมาแล้ว เงินของเราทั้งหมดฉันจะยกให้คุณดูแล”
ให้ก็บ้าแล้ว!
เดิมทีเจิ้งเซี่ยงหรงยังรู้สึกเสียดายเงินที่ควักออกไป แต่พอได้ยินเธอพูดเช่นนั้นก็คลายมือพลางหัวเราะร่า “ซีซี ผมรู้ว่าคนที่คุณรักที่สุดคือผม การที่ต้องปล่อยให้คุณไปรับมือกับคนบ้านซ่งพวกนั้นเพียงลำพัง ผมเองก็ปวดใจเหลือเกิน แต่นี่ก็เพื่ออนาคตของเราสองคน คุณเข้าใจผมใช่ไหม?”
“แน่นอนค่ะ ฉันเข้าใจ”
เย่ซีซีรับเงินและใบสัญญามาด้วยความเบิกบานใจ เธอมองเจิ้งเซี่ยงหรงด้วยแววตาที่ดูมีจริตจะก้านมากขึ้น “เพียงแต่ทางน้าเยว่หลิงกับอวี้เหยา คงต้องรบกวนคุณช่วยไปพูดให้หน่อย ฉันกลัวว่าพวกแกจะไม่ยอมควักเงินออกมา...”
เธอทำท่าทางขัดเขินปนกังวลมองไปที่เขา
“ไม่ต้องห่วง ผมมีวิธี พวกเขาต้องตกลงแน่ เราไปกันเถอะ ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงานพอดี พวกเขาน่าจะอยู่บ้าน”
เจิ้งเซี่ยงหรงพยายามจะเอื้อมมือมาคว้ามือเธอ แต่เธอก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างแนบเนียน
“โอ๊ย... จู่ๆ ฉันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา อยากจะถ่ายหนักน่ะค่ะ ขอยืมใช้ห้องน้ำบ้านคุณหน่อยได้ไหม?”
“...” เจิ้งเซี่ยงหรงถึงกับพูดไม่ออกด้วยความขยะแขยงในความหยาบโลนของหญิงสาว เขาชี้ไปทางห้องน้ำพลางทำหน้าระอา “ทางโน้น รีบๆ เข้าล่ะ ผมจะรออยู่ตรงนี้”
ผู้หญิงคนนี้หยาบคายชะมัด เห็นทีจะมีแค่อวี้เหยาของเขาเท่านั้นที่เรียบร้อยอ่อนหวาน
“ค่ะ”
เย่ซีซีประคองท้องกลมมนเดินต้วมเตี้ยมไปทางห้องน้ำ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเธอก็รีบลงกลอน ทรวงอกพลันรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวจากจี้หยกสีแดงรูปครึ่งวงกลมที่สวมอยู่
เธอหลับตาลง ใช้กระแสจิตสำรวจดู และเมื่อได้เห็น ‘มิติลับ’ เธอก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างออกมา
มิติของเธอก็ข้ามภพตามมาด้วยจริงๆ!
เย่ซีซีตื่นเต้นจนแทบคลั่ง เธอวิ่งไปมาในมิตินั้นด้วยความดีใจ นี่คงเป็นของขวัญจากสวรรค์สินะ?
มิติเก็บของนี้ เย่ซีซีค้นพบมันโดยบังเอิญตอนอายุสิบขวบ ในตอนนั้นเธอได้รับความกระทบกระเทือนใจจากการหย่าร้างของพ่อแม่จนเตลิดหนีออกจากบ้าน สองวันถัดมาพ่อแม่ก็พบเธอนอนจมกองเลือดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอก็พบว่ามีจี้หยกสีแดงนี้ติดตัวอยู่ ทว่าแรงกระแทกจากอุบัติเหตุทำให้ความทรงจำก่อนอายุสิบขวบของเธอหายไปจนหมดสิ้น
เธอจำไม่ได้ว่าหยกนี้ซื้อมาเองหรือมีใครให้มา รู้เพียงแต่มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด เธอจึงสวมมันติดตัวมาตลอด
ต่อมาเมื่อหยดเลือดของเธอหยดโดนจี้หยกโดยบังเอิญ มิติลับก็เปิดออก ภายในนั้นมีทุ่งหญ้าเขียวขจีและมวลผกาเบ่งบาน แบ่งออกเป็นสองโซนหลัก
โซนแรกคือพื้นที่โกดังเก็บของที่กว้างขวางเท่ากับสนามฟุตบอลมาตรฐาน 4 สนาม กรอบประตูทำจากไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลเข้ม บนขื่อมีอักษรสลักไว้จางๆ ว่า ‘คลังเสบียง’
ส่วนอีกโซนหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวหนาทึบ มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ เย่ซีซีพยายามลองเปิดดูหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
หลายปีที่ผ่านมา เธอทยอยสะสมสิ่งของใส่ไว้ในมิตินี้จนครบครัน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ
ไม่ว่าจะเป็นไวน์แดงลิมิเต็ดจากไร่ดัง วิสกี้บ่มปีเก่า หรือวัตถุดิบระดับไฮเอนด์อย่างเนื้อวากิวญี่ปุ่น ตับห่านฝรั่งเศส ทรัฟเฟิลดำดำจากเปรีกอร์ ไปจนถึงคาร์เวียร์ปลาสเตอร์เจียนจากทะเลสาบแคสเปียน...
รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพงอย่างผง PDRN น้ำมันตับปลาจากนอร์เวย์ และแคปซูลนัตโตะจากญี่ปุ่น
ในฐานะหญิงสาวที่ใส่ใจตัวเอง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณเธอก็สะสมไว้ไม่น้อย รวมถึงเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับหลากหลายสไตล์
มีช่วงหนึ่งที่ข่าวลือเรื่องวันสิ้นโลกแพร่สะพัด เธอจึงกวาดซื้อเสบียงพื้นฐานมาตุนไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เวชภัณฑ์ ยา ตลอดจนชุดเครื่องนอนและอุปกรณ์ในครัว
เรียกได้ว่าต่อให้วันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ เธอก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ในมิตินี้ได้อย่างสุขสบายไปตลอดชาติ
เย่ซีซีผลักประตูไม้ของคลังเสบียงเข้าไป แสงสีส้มอ่อนโยนสาดส่องลงมา ชั้นวางของตั้งเรียงรายสูงตระหง่านจดเพดาน รูปแบบคล้ายกับห้างสรรพสินค้าแบบคลังสินค้าในโลกอนาคต
กล่องเสบียงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แถวหน้าสุดคือกล่องที่เขียนว่า ‘แอลกอฮอล์การแพทย์’ ‘ยา’ ‘หน้ากาก N95’ โดยมีลายเซ็นของเธอประทับอยู่บนเทปกาว
ถัดไปคือชั้นเวชภัณฑ์ยาฆ่าเชื้อ ชุดปฐมพยาบาล และผ้ากอซ ถัดจากนั้นเป็นโซนธัญพืชที่มีข้าวหอมมะลิ ข้าวฟ่าง แป้งสาลี แป้งข้าวโพด แป้งมันเทศ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง รวมถึงน้ำมันพืชบรรจุถัง ซึ่งแต่ละอย่างมีน้ำหนักรวมกันเป็นหลายตัน
โดยเฉพาะข้าวและแป้งที่กองสูงเป็นภูเขาเลากา แค่ข้าวสารก็มีถึง 500 ตัน และแป้งอีก 200 ตัน
นอกจากนี้ยังมีคุกกี้บีบอัดสำหรับกรณีฉุกเฉินอีกหลายลัง บนกล่องพิมพ์คำว่า ‘เสบียงฉุกเฉิน’ อย่างชัดเจน
ส่วนชั้นวางริมผนัง เต็มไปด้วยเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์ส่องสว่าง เสื้อผ้า ผ้าพับ และรองเท้าละลานตา
ฝั่งขวามือคือส่วนที่ใหญ่ที่สุด บรรจุตะกร้าผักสดๆ ทั้งมันฝรั่ง ผักกาดขาว หัวไชเท้า มะเขือเทศ พริกหยวก และถั่วฝักยาว
ส่วนผลไม้มีอย่างละหนึ่งตะกร้าใหญ่ ทั้งแอปเปิล กล้วย ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกโตที่เธอโปรดปราน
ไข่เป็ดไข่ไก่ นมสดนับพันลัง น้ำดื่มบริสุทธิ์นับหมื่นลัง รวมถึงเนื้อสัตว์กระป๋องและผลไม้กระป๋องทุกชนิด
มีแม้กระทั่งเนื้อหมูและเนื้อวัวอย่างละ 20 ตัวที่ชำแหละสะอาดแล้วแขวนไว้ ไก่เป็ดห่านอย่างละ 500 ตัวแยกอยู่ในกรงไม้ ส่วนกุ้งหอยปูปลาก็ยังว่ายวนอยู่ในถังน้ำที่เติมออกซิเจนไว้ตลอดเวลา
มิตินี้มีคุณสมบัติในการรักษาความสดใหม่ของสิ่งของ ไม่ว่าจะใส่อะไรลงไป คุณภาพจะคงเดิมเหมือนตอนที่ใส่เข้าไปครั้งแรกเสมอ
เช่นเดียวกับน้ำเดือดจัดที่หากใส่ลงไป มันก็จะคงอุณหภูมิที่จุดเดือดนั้นไว้ได้ยาวนาน
ทางด้านชั้นวางฝั่งขวา ยังมีข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ของเด็กทารก ไปจนถึงของใช้ผู้สูงอายุ รวมถึงหนังสืออ่านเล่นและของเล่นเด็กสีสันสดใสที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงาม
เสบียงเหล่านี้คือสิ่งที่เธอควักเงินส่วนตัวหลายล้านหยวนเพื่อเตรียมไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว
นึกไปถึงตอนเตรียมเสบียง เธอต้องค้นคว้าข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจนได้รายการยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษเอสี่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมหาศาล
แต่ยังไม่ทันได้บริจาค เธอก็มาด่วนจากไปเสียก่อน
นึกถึงเจิ้งเซี่ยงหรงที่รออยู่ข้างนอก เย่ซีซีไม่มีเวลาดูรายละเอียดมากนัก เธอใช้กระแสจิตเคลื่อนย้ายตำแหน่งภายในมิติไปโผล่ที่ห้องนอนของเจิ้งเซี่ยงหรงบนชั้นสอง
ภายในมิติจี้นี้ เธอสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายนอกได้ และยังสามารถกำหนดจุดปรากฏตัวตามตำแหน่งที่ต้องการได้อีกด้วย
เมื่อเข้ามาในห้องนอน เย่ซีซีไม่รอช้า เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส สิ่งของเหล่านั้นก็ถูกดูดเข้าสู่มิติทันที เพียงไม่นาน ห้องที่เคยมีข้าวของก็เหลือเพียงความว่างเปล่า แม้แต่ม่านเธอก็ไม่เว้น
ต่อมาคือห้องนอนของพ่อแม่เจิ้งเซี่ยงหรง เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองว่ามีอะไรบ้าง แต่กวาดทุกอย่างโยนเข้ามิติไปจนหมด
ไม่ถึงสิบนาที บ้านตระกูลเจิ้งนอกจากห้องรับแขกแล้ว ก็ถูกเย่ซีซีกวาดเรียบจนเกลี้ยง
เธอจึงเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางสบายๆ ตรงไปหาเจิ้งเซี่ยงหรง “เราไปกันเถอะค่ะ”
เจิ้งเซี่ยงหรงที่รอจนเริ่มรำคาญลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำออกไปทางประตูโดยไม่หันมามอง “ชักช้าจริง รีบไปเถอะ”
เย่ซีซีเดินตามหลัง และอาศัยช่วงที่เขาไม่ทันสังเกต แอบลูบของมีค่าในห้องรับแขกเข้ามิติไปทีละชิ้นจนหมดสิ้น
กว่าทั้งสองจะก้าวพ้นบ้านตระกูลเจิ้ง เจิ้งเซี่ยงหรงก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าบ้านของตนเองกลายเป็นบ้านร้างไปแล้ว เขายังคงยิ้มกริ่ม วางแผนในใจว่าจะเกลี้ยกล่อมอวี้เหยาอย่างไรให้ไปกล่อมจูเยว่หลิงยอมคายเงินและทองออกมา
เจิ้งเซี่ยงหรงเดินนำไปอย่างเร่งรีบ ราวกับอยากจะอยู่ห่างจากเย่ซีซีให้มากที่สุด
แม้ทั้งคู่จะแอบคบกันอยู่ แต่ในที่สาธารณะเขาก็ไม่กล้าเปิดเผยความสัมพันธ์ เพราะเย่ซีซียังมีสามีเป็นตัวเป็นตน หากใครรู้ว่าเขาแอบคบชู้กับผู้หญิงท้องโตแบบนี้ อนาคตของเขาคงจบเห่
เขาจะไม่ยอมให้ผู้หญิงโง่คนนี้มาดึงเขาลงเหวเด็ดขาด!
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดแสงสีทองงดงามไปทั่วท้องฟ้า
เย่ซีซีและเจิ้งเซี่ยงหรงเดินตามกันไปจนถึงเขตที่พักอาศัยโรงงานสิ่งทอทางตอนใต้ของเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านตระกูลเย่ ที่นี่มีบ้านพักรวมอยู่ 4 ครอบครัว และบ้านของตระกูลเย่คือบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น
ประกอบด้วยสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น และห้องเก็บของ
เมื่อถึงบ้าน จูเยว่หลิงและจูอวี้เหยาอยู่กันพร้อมหน้า ทั้งคู่เพิ่งเลิกงานและกำลังนั่งเด็ดผักอยู่ที่โซฟา เมื่อเห็นเย่ซีซีเดินเข้ามาพร้อมกับเจิ้งเซี่ยงหรง ทั้งสองก็ปรายตามองกันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยัน
“ซีซี ทำไมวันนี้กลับมาเร็วจังล่ะจ๊ะ?”
จูเยว่หลิงสวมชุดช่างสีน้ำเงิน รองเท้าหนังสีดำ ผมถักเปียรวบขึ้นไปม้วนไว้อย่างเรียบร้อย แผ่นหลังตั้งตรง
เธอยิ้มกริ่มอย่างอ่อนโยนพลางเดินเข้ามาต้อนรับ
“อุ๊ยตาย วันนี้พี่เซี่ยงหรงไม่ได้พาไปดูหนังเหรอจ๊ะ ถึงได้กลับมาเร็วขนาดนี้”
น้ำเสียงจิกกัดประชดประชันฟังแล้วชวนรำคาญหูนั้นมาจากจูอวี้เหยา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนปกคมกริบ ผมยาวถักเปียสองข้าง ผูกโบว์ผ้าโปร่งสีแดงสดตามแฟชั่นยอดนิยม
เธอนั่งนิ่งไม่ขยับมือที่กำลังเด็ดผัก
ดวงตาเรียวรีฉายแววร้ายกาจ ตวัดมองเย่ซีซีราวกับจะเหลือกตาใส่ ท่าทางจองหองพองขนราวกับนกยูงที่หลงคิดว่าตนเองสูงส่ง
“น้าเยว่หลิงคะ” เย่ซีซีไม่สนใจคำประชดของจูอวี้เหยา “ฉันมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาหน่อยค่ะ”
เธอเริ่มร่ายแผนการเดิมที่เคยคุยกับเจิ้งเซี่ยงหรงให้ทั้งคู่ฟัง
“...เพราะฉะนั้น ฉันอยากจะรบกวนให้น้าเยว่หลิงช่วยเอาเงินกับเครื่องประดับที่ฉันฝากไว้ก่อนหน้านี้ออกมาให้ฉันก่อน ฉันต้องเอาไปยืนยันกับคนบ้านซ่ง ถึงจะหลอกเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายของพวกนั้นมาได้ค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าบ้านซ่งยังมีเงินเหลืออยู่อีกมาก จูเยว่หลิงก็ตาเป็นประกายทันที “ตระกูลซ่งยังมีเงินเยอะขนาดนั้นจริงเหรอ? สองสามหมื่นหยวนนี่ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ เรื่องจริงหรือเปล่า?”
“จริงแท้แน่นอนค่ะน้าเยว่หลิง น้าไม่เคยได้ยินเหรอคะว่า ‘อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า’ คนบ้านซ่งน่ะซ่อนเงินเก่งจะตาย ฉันสงสัยว่าพวกเขาน่าจะมีเงินเก็บมากกว่าที่ฉันกะไว้ซะอีก”
“แต่ว่า...”
จูเยว่หลิงยังมีท่าทีลังเล เงินที่เย่ซีซีเคยเอามาฝากไว้ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ ถ้าเอาออกมาแล้วไม่ได้คืนจะทำอย่างไร?
จูอวี้เหยาเองก็มีสีหน้าไม่พอใจ จะให้คายเนื้อชิ้นมันที่กลืนลงท้องไปแล้วออกมา ใครมันจะไปยอม?
เย่ซีซีเห็นท่าไม่ดี จึงสะกิดแขนเจิ้งเซี่ยงหรงเป็นสัญญาณให้เขาช่วยพูด
“อวี้เหยา ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณหน่อย”
เจิ้งเซี่ยงหรงส่งสายตาปลอบประโลมเย่ซีซี ก่อนจะเดินเข้าไปหาจูอวี้เหยาแล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ทั้งคู่จึงเดินเลี่ยงไปคุยกันที่มุมห้องนั่งเล่น
เย่ซีซีบอกลาจูเยว่หลิงสั้นๆ แกล้งทำเป็นเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปหาน้ำดื่ม
เหอะ... ดูสายตาที่เจิ้งเซี่ยงหรงกับจูอวี้เหยามองกันสิ หวานหยดย้อยจนแทบจะกลืนกินกันอยู่แล้ว
ขนาดอยู่ต่อหน้าเธอ เจิ้งเซี่ยงหรงยังไม่คิดจะปิดบังความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดจนถึงขั้นกระซิบข้างหูกับน้องสาวเธอเลย
เจ้าของร่างเดิมคงจะทึ่มทื่อขนาดไหนถึงดูไม่ออกว่าสองคนนี้มีอะไรกัน?
ปล่อยให้เจิ้งเซี่ยงหรงไปเกลี้ยกล่อมสองแม่ลูกนั่นแหละดีแล้ว เธอจะหาเรื่องเลี่ยงออกมา เพื่อให้พวกเขาสะดวกในการปรึกษาแผนการที่จะหลอกใช้เธอ
ทันทีที่เย่ซีซีก้าวเข้าห้องครัวและปิดประตู เธอก็หายวับเข้าไปในมิติลับ แล้วเดินไปยืนแอบฟังบทสนทนาที่ห้องนั่งเล่นจากภายในมิติ
“อวี้เหยา ผมรู้ว่าคุณหึงที่ผมต้องอยู่กับยัยเย่ซีซี แต่ผมสาบานได้เลยนะว่าผมไม่เคยแม้แต่จะแตะต้องปลายนิ้วยัยนั่นเลย ในใจผมมีแค่คุณคนเดียว”
เจิ้งเซี่ยงหรงลอบเกี่ยวปลายนิ้วจูอวี้เหยาเบาๆ ทั้งคู่สบตากันด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง หากไม่ใช่เพราะมีจูเยว่หลิงอยู่ในห้องด้วย เย่ซีซีสงสัยว่าสองคนนี้คงจะจูบกันไปแล้ว
“ฉันไม่ได้ไม่เชื่อใจคุณหรอกนะคะ แต่ทุกครั้งที่เห็นคุณอยู่กับยัยผู้หญิงโง่นั่น ฉันก็รู้สึกไม่ดีทุกที ฉันกลัวว่าคุณจะเห็นว่ายัยนั่นสวยแล้วจะปันใจไปรักยัยนั่นจนเลิกรักฉัน...”