“ซ่งเยี่ยนโจว ฉันอยากตรวจอัลตราซาวด์ด้วยค่ะ พี่สะใภ้เฉินเพื่อนบ้านฉันมีญาติทำงานโรงงานทอผ้า ลูกสาวเขาตั้งท้องได้ห้าเดือนก็ได้ตรวจอัลตราซาวด์ เห็นว่ามองเห็นลูกดูดนิ้วได้ด้วยนะ!”
เย่ซีซีดึงมือหนาของซ่งเยี่ยนโจวมาวางบนหน้าท้องที่นูนเด่นของเธอ พลางฟ้องด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร
“แล้วก็น้าเหยียนหงจือแม่บุญธรรมคุณกับจ้าวอวี้เฟิ่งสะใภ้บ้านนั้นน่ะ ชอบพูดต่อหน้าฉันว่าท้องฉันใหญ่กว่าคนท้องเจ็ดแปดเดือนเสียอีก พูดจาแดกดันฉันสารพัด ครั้งนี้ที่ฉันหนีกลับบ้านเดิม พวกเขาไปใส่ร้ายคุณใช่ไหมว่าฉันจะหนีตามผู้ชายไป? ที่ฉันหนีมาเพราะทนพวกเขายั่วยุไม่ไหวน่ะสิ!”
“ในเมื่อฉันมี 'อะไร' กับคุณแค่คนเดียว แต่พวกเขากลับมาใส่ความฉันแบบนั้น... เอาเป็นว่า ตรวจอัลตราซาวด์ให้เห็นชัดๆ ไปเลยจะได้จบเรื่องค่ะ”
เมื่อพูดถึงคำว่า "มีอะไรกัน" ใบหน้าของเย่ซีซีก็แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เธอแอบชำเลืองมองชายหนุ่มข้างกาย
ใบหูของซ่งเยี่ยนโจวแดงเถือกขึ้นมาทันที ลูกกระเดือกใต้ปกเสื้อสีน้ำเงินขยับขึ้นลง เขากะจะชักมือที่ถูกเย่ซีซีกุมไว้ออก แต่ก็กลัวจะกระทบกระเทือนลูกในท้อง
เขาจึงได้แต่ปล่อยให้ฝ่ามือที่หยาบกร้านแนบชิดกับหน้าท้องอุ่นๆ ของเธออย่างเกร็งๆ
ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความโค้งมนของหน้าท้อง ทันใดนั้นก็มีความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขยับเบาๆ อยู่ข้างใน ราวกับระลอกคลื่นน้ำเล็กๆ ที่กระเพื่อมผ่านฝ่ามือ ทำให้เขาเผลอสะดุ้งสุดตัว
“อย่า... อย่าพูดจาเรื่อยเปื่อย” เขาหันหน้าหนีด้วยความลนลาน น้ำเสียงเหมือนมีก้อนสำลีจุกคอ “พวกเขา... ก็แค่พวกปากสว่าง คุณอย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย”
เขาไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง
แต่เขาก็ฟังคำของซุนซู่เจวียนกับเหยียนหงจือมา ถึงได้รีบเดินทางมาที่นี่ไม่ใช่หรือ?
หรือว่าฉันจะเข้าใจหล่อนผิดไปจริงๆ? บางทีครั้งนี้หล่อนอาจจะแค่เสียความรู้สึกจนหนีออกมาจริงๆ ก็ได้
เขากระแอมแก้เขิน ค่อยๆ ชักมือกลับ น้ำเสียงอ่อนโยนลงกว่าเมื่อครู่มาก “อัลตราซาวด์ถ้าอยากทำก็ทำเถอะ ต่อไปถ้าเจอเรื่องคับข้องใจแบบนี้อีก ให้บอกผมตรงๆ อย่าเก็บไว้คนเดียว”
เขาหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “แล้วก็อย่าหนีออกมาคนเดียวแบบนี้อีก ตอนนี้ท้องคุณใหญ่แล้ว มันอันตราย”
ดวงตาของเย่ซีซีเป็นประกายใสราวกับสระน้ำในฤดูใบไม้ผลิ เธอขานรับด้วยน้ำเสียงหวานอ้อน “ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
เธอเงยใบหน้าเล็กๆ เท่าฝ่ามือขึ้น ปลายจมูกเกือบจะชนกับคางของซ่งเยี่ยนโจว ขนตางอนยาวกะพริบปริบๆ มือเล็กๆ คู่นั้นดึงชายเสื้อเขาแกว่งไปมา
ซ่งเยี่ยนโจวถูกสายตาที่ออดอ้อนและเต็มไปด้วยความเชื่อใจจ้องมองจนร้อนผ่าวไปทั้งใบหู แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงแข็งทื่อราวกับไม้กระดาน เขาเบือนหน้าหลบสายตาที่เป็นประกายของหญิงสาวด้วยความรู้สึกผิดที่มากขึ้นกว่าเดิม
“งั้น... งั้นผมไปหาหมอให้เขาออกใบสั่งตรวจก่อนนะ” พูดจบเขาก็รีบดึงชายเสื้อออกจากมือเย่ซีซีเบาๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่รีบร้อน
ผู้หญิงคนนี้ วันนี้ทำไมเอาแต่เข้าใกล้เขาตลอดเลยนะ ทั้งที่เมื่อก่อนรังเกียจจนแทบอยากจะอยู่ห่างออกไปหลายเมตร
เห็นซ่งเยี่ยนโจวรีบเดินหนีราวกับถูกผีไล่ เย่ซีซีก็หลุดหัวเราะ "พรืด" ออกมา
ผู้ชายคนนี้ ดูท่าทางจะใสซื่อกว่าที่คิดแฮะ
เมื่อไปถึงช่องชำระเงินและเห็นราคา ซ่งเยี่ยนโจวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อคืนเขารีบเร่งเข้าเมืองมาโดยมีเงินติดตัวเพียงสิบกว่าหยวนเท่านั้น
เงินออมก้อนสุดท้ายในบ้านถูกผู้หญิงคนนี้กวาดไปจนเกลี้ยง ที่เหลืออยู่รวมแล้วไม่ถึง 30 หยวน ซึ่งพ่อซ่งพกติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน
เมื่อเช้าเขาซื้อหมั่นโถวแป้งหยาบที่สถานีรถไฟไปหนึ่งลูก ราคา 3 เฟิน (0.03 หยวน) ถ้าซื้อที่อื่นคงแค่ 2 เฟิน แต่ที่สถานีของแพงกว่าหน่อย
ถ้ารู้แบบนี้ไม่น่าซื้อหมั่นโถวนั่นเลย
ค่าตรวจครรภ์รวมกับค่าอัลตราซาวด์ทั้งหมด 11 หยวน ซึ่งถ้าจ่ายไป เขาจะเหลือเงินติดตัวแค่ 4 เหมา 7 เฟิน
ทว่าค่าตั๋วรถเมล์จากเมืองกลับหมู่บ้านคนละ 6 เหมา ตัวเขาเดินเท้าข้ามเขาได้ แต่เงินที่จะให้เย่ซีซีนั่งรถเมล์กลับคนเดียวก็ยังไม่พอ
เขายืนอ้ำอึ้งอยู่หน้าช่องจ่ายเงิน อัลตราซาวด์น่ะต้องทำแน่ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่เมียต้องการอย่างมาก
เขาพยายามนึกว่ามีรายการตรวจไหนที่พอจะเลื่อนไปทำคราวหน้าได้บ้าง เดี๋ยวคราวหน้าค่อยพาหล่อนมาใหม่
ชายหนุ่มสวมแว่นด้านหลังเห็นเขายืนนิ่งอยู่นาน ไม่ยอมจ่ายเงินแต่ก็ไม่เดินออกไป จึงถามขึ้นว่า “สหาย จะจ่ายเงินไหมครับ? ถ้าไม่รีบ ให้ผมจ่ายก่อนได้ไหม?”
ซ่งเยี่ยนโจวหันกลับมา พยักหน้าขอโทษแล้วหลีกทางให้ เขาเดินไปที่มุมห้องแล้วเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงโดยสัญชาตญาณ
ทว่าเมื่อนิ้วมือสัมผัสกับกระเป๋า ใบหน้าเขาก็ฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
เขาหยิบเงินออกมาทั้งหมด นอกจากเงิน 11.4 หยวนของตัวเองแล้ว ยังมีธนบัตรใบละ 10 หยวนเพิ่มมาอีกหลายใบ นับดูแล้วมีทั้งหมด 8 ใบ รวมเป็น 80 หยวน!
เธอเอามาใส่ไว้ตอนไหน?
เธอแอบยัดเงินให้เขาก่อนงั้นเหรอ?
ซ่งเยี่ยนโจวมั่นใจมากว่าในช่วงเวลานี้มีเพียงเย่ซีซีคนเดียวที่เข้าใกล้ตัวเขา ไม่มีทางที่คนอื่นจะเข้าประชิดตัวเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัวแล้วยัดของใส่กระเป๋าแบบนี้ได้
เขาไล่เรียงเหตุการณ์ในหัวอย่างละเอียด น่าจะเป็นตอนที่หน้าโรงพยาบาลเมื่อครู่นี้ ตอนที่เธอแกล้งเดินเข้ามาเบียดเขานั่นเอง
ซ่งเยี่ยนโจวไม่ได้มัวแต่สงสัยในจุดประสงค์ของเย่ซีซี วันนี้เธอทำเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว เขาตัดสินใจไปจ่ายค่าตรวจครรภ์ก่อนเป็นอันดับแรก
เย่ซีซีนั่งรอซ่งเยี่ยนโจวอยู่บนม้านั่งตรงทางเดินโรงพยาบาล
ไม่นานนัก ซ่งเยี่ยนโจวก็เดินกลับมาพร้อมใบตรวจ ในมือยังหิ้วซาลาเปาเนื้อสองลูกกับน้ำเต้าหู้อีกหนึ่งถ้วย
“เช้านี้คุณคงยังกินไม่อิ่มใช่ไหม? กินนี่ก่อนเถอะ ผมดูแล้ว การเจาะเลือดที่คุณต้องทำเป็นการตรวจพื้นฐาน ไม่ต้องอดอาหาร”
ซ่งเยี่ยนโจวยื่นซาลาเปาให้เธอ เพราะเมื่อเช้าสถานการณ์มันตึงเครียด เธอคงกินไม่ลงหรอก
ที่จริงเย่ซีซีอิ่มมากแล้ว เธอเพิ่งฟาดซาลาเปาเนื้อไปสองลูกกับน้ำเต้าหู้หนึ่งถ้วย แต่ว่า...
เธอลูบท้อง ดูเหมือนว่าจะกินเพิ่มอีกสักลูกก็ได้
เธอเปิดห่อกระดาษ หยิบซาลาเปาออกมาลูกหนึ่งแล้วยื่นไปจ่อที่ปากซ่งเยี่ยนโจว “คุณกินเถอะ คุณวิ่งวุ่นมาทั้งเช้า ท้องต้องหิวแน่ๆ”
ซ่งเยี่ยนโจวดันซาลาเปากลับมา “ผมไม่หิว ก่อนไปบ้านเย่ผมกินหมั่นโถวมาแล้ว คุณกินเถอะ นี่ผมซื้อมาให้คุณ”
ผู้ชายตัวโตสูงกว่า 180 เซนติเมตร กินหมั่นโถวแค่ลูกเดียวจะไปพอได้ยังไง?
เย่ซีซีสงสัยว่าหมั่นโถวที่เขาว่าคงเป็นหมั่นโถวธัญพืชผสมรำข้าวที่ถูกที่สุดแน่ๆ ผู้ชายคนนี้ลำบากมาตั้งแต่เด็กจนติดนิสัยยอมอดทนเพื่อคนอื่นเสมอ ซึ่งมันเกี่ยวข้องอย่างมากกับปูมหลังการเติบโตของเขา
ซ่งเยี่ยนโจวเกิดในบ้านพักเขตทหาร เป็นลูกชายคนที่สองของตระกูลซ่ง เขาควรจะได้เติบโตมาจากการดูแลของพ่อแม่เหมือนซ่งชิงโจวพี่ชาย แต่ทว่าตอนอายุ 3 ขวบ กองพลของพ่อเขาต้องเคลื่อนย้ายด่วน ท่ามกลางความวุ่นวาย เขาพลัดหลงกับครอบครัว
ต่อมาเขาถูกสองสามีภรรยาที่เข้าป่าไปหาฟืนพบเข้า ทั้งคู่คือชาวบ้านแถวนั้น ฝ่ายชายชื่อเซี่ยเยว่จิน ฝ่ายหญิงชื่อเหยียนหงจือ
เหยียนหงจือแต่งงานมาหลายปีแต่ไม่มีวัวตัวเมียหลงมาเกิด [1] ตอนแรกหล่อนไม่อยากรับเลี้ยงซ่งเยี่ยนโจว เพราะบ้านจนมาก ไม่มีเสบียงเหลือพอจะเลี้ยงเด็กที่ไม่ใช่ลูกหลาน
แต่ทว่ามีขอทานแก่ที่เป็นหมอดูประจำหมู่บ้านบอกว่า “เด็กคนนี้มีดวงนำพาบุตรมาให้ หากพวกเจ้าเลี้ยงไว้ ไม่เกินสองปีจะได้อุ้มลูกตัวเองแน่ ถึงดวงเขาจะดูลำบากแต่เขาจะช่วยต่อลมหายใจให้ตระกูลพวกเจ้า อีกทั้งภายหน้าเด็กคนนี้จะมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ พวกเจ้าเลี้ยงเขาไว้ถือเป็นการสั่งสมกุศล”
ด้วยเหตุนี้ สองสามีภรรยาเซี่ยจึงนำซ่งเยี่ยนโจวกลับไปเลี้ยง ตอนนั้นเขาเป็นเด็กน้อยวัย 3 ขวบที่อาจจะช็อกจากการหลงป่าจนจำชื่อตัวเองไม่ได้ เหยียนหงจือจึงตั้งชื่อให้เขาว่า "โก่วตั้น" [2]
และเป็นจริงดังคำทำนาย หลังจากซ่งเยี่ยนโจวเข้าบ้านเซวียได้ไม่ถึงสองปี เหยียนหงจือก็ตั้งท้องและคลอดลูกชายคนโตชื่อเซี่ยอู่ซิง และปีต่อมาก็คลอดลูกชายคนเล็กชื่อเซี่ยหงฉี
พอมีลูกของตัวเอง เหยียนหงจือก็ยิ่งมองซ่งเยี่ยนโจวเป็นเสี้ยนหนาม อยากจะเอาไปทิ้งแต่ก็กลัวชาวบ้านจะนินทา จึงได้แต่ปิดประตูรังแกเขาอยู่ลับๆ
ซ่งเยี่ยนโจวกลายเป็น "แรงงานทาสตัวน้อย" ในบ้าน เขากินน้อยที่สุดแต่ทำงานหนักที่สุด
ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปจูงวัว หาฟืน กลางวันต้องลงนาช่วยเซี่ยเยว่จิน กลางคืนยังต้องช่วยเลี้ยงน้องชายทั้งสอง เสบียงในบ้านมีจำกัด เขาได้แต่มองน้องๆ กินจนอิ่ม ส่วนตัวเองต้องแทะหมั่นโถวธัญพืชแข็งๆ อยู่ข้างๆ
มีปีหนึ่งที่แห้งแล้งจัด พืชผลแทบไม่ได้ผลผลิต บ้านขาดแคลนอาหาร ซ่งเยี่ยนโจวที่หิวจนทนไม่ไหวแอบไปขุดมันเทศดิบจากนาหมู่บ้านข้างๆ มากินประทังหิว แต่กลับถูกตีเกือบตาย เหยียนหงจือยังดุด่าว่าทำไมไม่เอามันเทศกลับมาให้น้องๆ กิน ปล่อยให้เขานอนบาดเจ็บระบมอยู่บนพื้น ไข้ขึ้นสูงทั้งคืนก็ไม่มีใครเหลียวแล
แต่ซ่งเยี่ยนโจวเป็นคนดวงแข็ง เขาจึงรอดมาได้
แม้จะกินไม่อิ่ม นุ่งไม่อุ่น และมีงานให้ทำไม่สิ้นสุด แต่เขากลับกระหายความรู้ยิ่งนัก ในหมู่บ้านมีโรงเรียนประถมซอมซ่อแห่งหนึ่ง เขาจะหาเวลาหลังเลิกงานแอบไปเกาะหน้าต่างห้องเรียนเพื่อฟังครูสอน พอเหยียนหงจือรู้เข้าก็บิดหูตีเขาอย่างหนัก แต่พอแผลหายเขาก็แอบไปฟังอีก
ครูเฉินที่โรงเรียนประทับใจในความใฝ่เรียนและความมุ่งมั่นของเขา จึงเสนอว่าถ้าเขาทำงานเสร็จเมื่อไหร่ก็ให้มาหาเพื่อเรียนหนังสือได้ ซ่งเยี่ยนโจวจึงได้เรียนกับครูเฉินอยู่หลายปี
แม้แต่ชื่อ "เยี่ยนโจว" ครูเฉินก็เป็นคนตั้งให้ โดยบอกว่า "เขาควรชื่อเยี่ยนโจว—จากแท่นฝนหมึกสู่ทะเลหมึก ท้ายที่สุดจะกลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่"
"โก่วตั้น" ในวัย 9 ขวบ จึงมีชื่อเป็นทางการว่า "เซี่ยเยี่ยนโจว" ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นซ่งเยี่ยนโจวเมื่อพบครอบครัวที่แท้จริงภายหลัง
จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นตอนเขาอายุ 14 ปี มีผู้พันจากกองทัพคนหนึ่งลงพื้นที่สำรวจและเห็นซ่งเยี่ยนโจวใช้เครื่องมือเกษตรแบบง่ายๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ซึ่งช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นมาก
ผู้พันเห็นแววว่าเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ จึงตัดสินใจพาเขาเข้ากองทัพ ตอนแรกเหยียนหงจือคัดค้านอย่างหนัก เมื่อก่อนหล่อนอยากไล่เขาไปพ้นบ้านเพื่อประหยัดอาหาร แต่พอเขาโตขึ้นก็กลายเป็นแรงงานหลักของบ้าน ถ้าเขาไปหล่อนจะเอาแรงงานที่ไหนมาใช้สบายๆ แบบนี้?
แต่ทว่าพอญาติบอกหล่อนว่า เป็นทหารนอกจากจะมีเงินเดือนแล้ว ยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงต่างๆ อีก หมู่บ้านข้างๆ มีคนเป็นทหารส่งเงินส่งของกลับบ้านทุกเดือน เหยียนหงจือจึงเปลี่ยนใจทันที หล่อนยื่นคำขาดว่าซ่งเยี่ยนโจวต้องส่งเงินเดือนทั้งหมดกลับมาบ้าน หล่อนถึงจะยอมปล่อยตัวเขาไป
ซ่งเยี่ยนโจวทำผลงานได้ดีเยี่ยมหลังเข้าประจำการ...
เชิงอรรถ
^ไม่มีลูก
^ไข่หมา