ในกองทัพ ซ่งเยี่ยนโจวได้พบกับพื้นที่ที่เป็นของเขาอย่างแท้จริง
เขาฝึกซ้อมอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่เหน็บหนาวหรือฤดูร้อนที่แผดเผา พายุฝนฟ้าคะนองไม่เคยทำให้เขาขี้เกียจได้เลย เมื่อต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบาก เขามักจะเป็นคนแรกที่พุ่งออกไป
ในสมรภูมิ เขายิ่งกล้าหาญไร้ความกลัว รอดพ้นจากความตายท่ามกลางห่ากระสุนมาหลายต่อหลายครั้ง ด้วยผลงานที่โดดเด่นทำให้เขาได้รับความดีความชอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้พันก่อนอายุ 24 ปีเสียอีก
ตลอดสิบกว่าปีที่รับราชการทหาร ชุดทหารของซ่งเยี่ยนโจวถูกซักจนสีซีดจาง แต่เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงทั้งหมดกลับตกอยู่ในกระเป๋าของตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยเปรียบเสมือนมือที่กำเชือกว่าวที่ชื่อซ่งเยี่ยนโจวเอาไว้ ไม่ว่าเขาจะบินไปไกลแค่ไหน ก็ถูกดึงรั้งไว้ด้วยคำว่า "บุญคุณที่ชุบเลี้ยงและช่วยชีวิต" พวกเขาเรียกร้องทุกอย่างตามใจชอบจนเขาไม่อาจหลบหนีได้
เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รถยนต์สีดำของตระกูลซ่งขับทับดินเหลืองที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ครอบครัวของซ่งเจิ้นกั๋วมารับซ่งเยี่ยนโจวกลับไป
เหยียนหงจือกลัวว่า "ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง" ของบ้านจะถูกตระกูลซ่งถอนรากถอนโคนไป หล่อนตบขาตัวเองพลางร้องห่มร้องไห้ "ตั้งยี่สิบกว่าปี! ฉันเลี้ยงเขามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก! พวกคุณจะมาพาตัวไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ นี่มันลูกชายสุดที่รักของฉันนะ!"
ท้ายที่สุด หลังจากเรียกร้องเงินจากตระกูลซ่งไปถึง 8,000 หยวน หล่อนถึงยอมให้ตระกูลซ่งพาตัวเขาไปในช่วงเที่ยงวันนั้น
นึกไม่ถึงว่าหลังจากซ่งเยี่ยนโจวกลับไปอยู่กับตระกูลซ่งได้ไม่กี่เดือน ตระกูลซ่งก็เกิดเรื่อง ซ่งเยี่ยนโจวได้รับผลกระทบจนต้องลาออกจากกองทัพ จากนั้นเขาก็ติดตามครอบครัวซ่งเจิ้นกั๋วลงมาทำงานในชนบท และสถานที่ลงมาทำงานนั้นบังเอิญตกอยู่ที่คอมมูนหงฉีที่เหยียนหงจืออาศัยอยู่พอดี
เพราะกลัวว่าจะถูกซ่งเยี่ยนโจวและตระกูลซ่งดึงไปพัวพัน เหยียนหงจือถือไม้กวาดขวางซ่งเยี่ยนโจวไว้ไม่ให้เข้าบ้าน หล่อนโยนข้าวของของซ่งเยี่ยนโจวออกมาเหมือนขยะต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
"นับแต่นี้ไป บ้านเรากับพวกแกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันแม้แต่นิดเดียว แกไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่ ฉันไม่มีลูกแบบแก" เพื่อตัดความสัมพันธ์ให้ขาดสิ้น เหยียนหงจือยังให้เซี่ยอู่ซิงและเซหงฉีพี่น้องสองคนลากตัวซ่งเยี่ยนโจวไปที่คอมมูนเพื่อประทับลายนิ้วมือใน "หนังสือรับรองการสิ้นสุดความสัมพันธ์บุตรบุญธรรม"
เมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ เย่ซีซียิ่งรู้สึกว่าซ่งเยี่ยนโจวน่าสงสารจริงๆ พ่อแม่บุญธรรมตัดสัมพันธ์ พ่อแม่แท้ๆ ก็ไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งนัก อยู่ได้เพราะสายเลือดล้วนๆ พ่อไม่รักแม่ไม่หลง แต่งเมียมาเมียก็เอาแต่อาละวาด แถมยังแอบมีชู้!
โถ... พ่อคุณเอ๊ย น่าเวทนาแท้!
สายตาที่เย่ซีซีมองซ่งเยี่ยนโจวเปลี่ยนเป็นความสงสารยิ่งขึ้น เมื่อเห็นเขายืนกรานไม่ยอมกิน เธอก็คร้านจะพูดจาโยกโย้ จึงยัดซาลาเปาเข้าปากเขาโดยตรง
"อ้าปาก แล้วกินซะ!"
ซ่งเยี่ยนโจวพยายามจะขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่เย่ซีซีขยับตัวไวเกินไป ซาลาเปาเนื้อที่นุ่มนิ่มและส่งกลิ่นหอมยั่วยวนสัมผัสเข้ากับริมฝีปากของเขาแล้ว เมื่อเขาเห็นสายตาของหญิงสาวที่เปลี่ยนเป็นเข้มงวดและไม่อาจปฏิเสธได้ ร่างกายของเขาก็ตอบสนองก่อนสมองเสียอีก
เขาอ้าปากเล็กน้อย เย่ซีซีสบโอกาสยัดซาลาเปาเข้าไปทันที ซ่งเยี่ยนโจวถึงกับตาเหลือกเพราะจุก ลูกกระเดือกขยับอย่างรุนแรงเพื่อพยายามกลืน คิ้วที่เคยแข็งกร้าวราวกับถูกสลักด้วยมีดขมวดเข้าหากันเป็นปม
เย่ซีซีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "พรืด" ออกมา "รีบกินเข้าสิ กินเสร็จแล้วจะได้ไปตรวจกับฉันและเจ้าตัวเล็กไงคะ"
ใครจะเข้าใจความน่ารักที่ขัดกับลุคแบบนี้บ้าง? ผู้ชายที่ปกติดูเคร่งขรึมเย็นชา เข้าใกล้ไม่ได้ จนแม้แต่นักเลงในหมู่บ้านยังต้องเดินอ้อม แต่ตอนนี้ต่อหน้าเธอกลับเหมือน "หมาโกลเด้นตัวยักษ์" ที่ขนฟูและทำตัวไม่ถูก
เย่ซีซีกลัวเขาจะโกรธจริง จึงรีบเก็บเสียงหัวเราะแล้วก้มหน้าทำเป็นดื่มน้ำเต้าหู้ แต่ในใจกลับคิดว่า: อยากลูบหัวยุ่งๆ ของเขาจังเลย
รสชาติของซาลาเปาเนื้อแผ่ซ่านไปทั่วปาก มันเป็นรสชาติที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานมาก หลังจากกลืนลงไป เย่ซีซีก็ป้อนน้ำเต้าหู้ตามมาอีกหนึ่งอึก
"..." เขามองถ้วยน้ำเต้าหู้ที่เย่ซีซียื่นมา แล้วยื่นมือไปรับตามสัญชาตญาณ ความหวานของน้ำเต้าหู้ผสมกับรสชาติเนื้อที่ยังค้างอยู่ในปาก กลายเป็นความอบอุ่นที่แผ่ไปทั่วช่องปาก
"ฉันดื่มไม่หมด คุณช่วยดื่มหน่อยนะคะ" เย่ซีซียัดถ้วยน้ำเต้าหู้ให้ซ่งเยี่ยนโจวแล้วไม่สนใจเขาอีก ตั้งหน้าตั้งตากินซาลาเปาในมือต่อ
จะว่าไป ซาลาเปาเนื้อยุคนี้หอมจริงๆ!
หลังจากทั้งคู่กินจนอิ่มหนำ ซ่งเยี่ยนโจวก็นำถ้วยน้ำเต้าหู้ไปล้างและคืนให้ร้าน ทั้งสองไปวัดความดันและตรวจหน้าท้องก่อน จากนั้นจึงเจาะเลือดเพื่อตรวจหมู่เลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และตรวจปัสสาวะ
นี่คือรายการตรวจครรภ์ปกติสำหรับหญิงตั้งท้อง 5 เดือนกว่าๆ หลังจากทำเสร็จ ทั้งคู่ก็ไปรอหน้าห้องตรวจอัลตราซาวด์ที่ชั้น 3 ของโรงพยาบาล
ในยุคนี้ คนที่ยอมควักเงินตรวจอัลตราซาวด์มีไม่มากนัก เพราะตรวจครั้งหนึ่งต้องจ่ายถึง 5 หยวน ตอนนี้เนื้อหมูราคากิโลกรัมละประมาณ 1.6 หยวน (8 เหมาต่อชั่ง) ข้าวสารกิโลกรัมละประมาณ 0.3 หยวน (1 เหมา 5 เฟินต่อชั่ง) หมายความว่าเงิน 5 หยวนซื้อเนื้อหมูได้เกือบ 3 กิโลกรัม หรือข้าวสารเกือบ 20 กิโลกรัม เทียบเท่ากับอำนาจซื้อหลายร้อยหยวนในยุคปัจจุบัน
เย่ซีซีแอบชำเลืองมองใบสั่งยาเมื่อครู่ รายการตรวจอื่นๆ รวมกัน 6 หยวน บวกกับค่าอัลตราซาวด์ วันนี้แค่ค่าตรวจครรภ์ก็หมดไป 11 หยวน ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 3 ของเงินเดือนคนส่วนใหญ่เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้เธอแอบยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงซ่งเยี่ยนโจว ตอนนั้นรีบร้อนเธอเลยหยิบแบงก์ 10 หยวนจากมิติออกมาปึกหนึ่ง ไม่ทันได้นับว่าเท่าไหร่ แต่น่าจะประมาณ 7-8 ใบ ตอนเขาไปจ่ายเงินคงเห็นแล้วล่ะ
ปลายนิ้วของเย่ซีซีคลึงชายเสื้อเล่นโดยไม่รู้ตัว หางตาแอบมองชายหนุ่มข้างกาย ด้านข้างใบหน้าของซ่งเยี่ยนโจวถูกแสงแดดจากระเบียงตัดเป็นเส้นสายที่คมชัด กระดูกคิ้วโด่งคม ขนตาหนาเข้มทอดเงาลงใต้ตา
ผู้ชายคนนี้จริงๆ แล้วหน้าตาหล่อเหลามาก เครื่องหน้าสมบูรณ์แบบ เพียงแต่แววตามักจะเผยความเย็นชาและดุดันออกมาจนดูเหมือนคนเข้าถึงยาก
เขานั่งตัวตรงบนม้านั่ง เข่าชิดกัน มือประสานกันวางบนหน้าขา แผ่นหลังเหยียดตรงเป็นระเบียบตามแบบฉบับทหารไหล่กว้างรับกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แน่นตึงจากการฝึกฝนมานานหลายปี สามารถสัมผัสได้ถึงกฎระเบียบที่สลักลึกเข้าไปในกระดูก
ซ่งเยี่ยนโจวสัมผัสได้ถึงสายตาของหญิงสาวที่มองมา แต่พอเขาหันไปมอง เธอก็ละสายตาไปแล้ว เขาเห็นเพียงกลุ่มผมนุ่มบนหัวของเธอ ราวกับดอกแดนดิไลออนที่เพิ่งเกิดใหม่และเปียกน้ำค้าง
ใบหน้าไข่ไก่ที่ประณีต บนจมูกโด่งรั้นมีไฝเม็ดเล็กๆ อยู่ทางด้านขวา ปลายจมูกมนเล็กน่ารัก ริมฝีปากอิ่มได้รูป เพียงแต่สีปากค่อนข้างซีดจาง
เท้าข้างหนึ่งของเธอแตะพื้นเบาๆ วาดเป็นวงกลมด้วยความเบื่อหน่าย แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง ท่านั่งดูสง่างาม ท่าทางห่อไหล่ก้มหน้าเหมือนเมื่อก่อนหายไปหมดแล้ว เส้นสายที่คอและไหล่ดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ
ถ้าไม่ใช่เพราะผิวพรรณหน้าตาที่เหมือนเดิมเป๊ะๆ และท้องที่โย้พอกัน เขาคงนึกว่าเปลี่ยนคนไปแล้ว
ทันใดนั้น ซ่งเยี่ยนโจวรู้สึกคันตรงรอยข่วนที่คอ เขากำลังจะยื่นมือไปเกา แต่ข้อมือก็ถูกมือที่อบอุ่นคว้าไว้เสียก่อน
เมื่อฝ่ามือของเย่ซีซีทาบลงมา ลูกกระเดือกของเขาก็ขยับโดยไม่ตั้งใจ ในกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อพลันมีกลิ่นหอมหวานจางๆ ลอยมา
"คุณหมอบอกว่าห้ามเกาค่ะ เดี๋ยวมันติดเชื้อ" น้ำเสียงของเย่ซีซีเต็มไปด้วยความจริงจัง ดวงตาดาวคู่สวยมองเขาอย่างอ่อนโยน เขาพลันรู้สึกคันยิบๆ ในลำคอขึ้นมาแทน
รอยข่วนแค่นี้สำหรับเขาแล้วไม่ต่างจากมดกัด แผลที่โดนหนามเกี่ยวยามลาดตระเวน แผลจากคมมีดที่ลึกถึงกระดูก หรือความเจ็บปวดจากกระสุนที่ฝังในร่างกาย ครั้งไหนบ้างที่ไม่เจ็บกว่านี้เป็นร้อยเท่า?
ในใจเขาอยากจะตำหนิเย่ซีซีว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดุแกมเป็นห่วงของเธอ เขากลับยอมลดมือลงอย่างน่าประหลาด ปล่อยให้รอยข่วนที่คันยิบๆ นั้นแผดเผาผิวหนัง และลามไปถึงหัวใจ
ซ่งเยี่ยนโจวพึมพำออกมาคำเดียว "ไร้สาระ" แต่ในใจกลับเกิดระลอกคลื่นประหลาด
หน้าผากตัวเองยังปูดเป็นลูกมะนาวอยู่เลย แต่ในใจกลับมาห่วงเขา... บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะไม่ใช่พวกกู่ไม่กลับเสียทีเดียว ถ้าหล่อนยอมสงบเสงี่ยมลงจริงๆ ก็คงจะดี?
ยังเหลืออีกหนึ่งคิวถึงจะถึงตาเธอ เย่ซีซีใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นวาดรูปเล่นต่อด้วยความเบื่อหน่าย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดด้วยความไม่พอใจและหงุดหงิด "อะไรกัน? แค่ท้องนี่มันจะวิเศษวิโสมาจากไหนนักเชียว?"
เย่ซีซีเงยหน้าขึ้นมอง เห็นผู้ชายที่คาบบุหรี่อยู่ในปากถือใบตรวจ ในขณะที่พ่นควันปุ๋ยๆ ก็ไม่ลืมที่จะสั่งสอนผู้หญิงท้องแก่ข้างหลัง "แม่ฉันตอนจะคลอดแกยังเกี่ยวข้าวอยู่ในนาเลย! แกนี่วันๆ เอาแต่กินๆ นอนๆ อยู่ในบ้าน ไม่รู้จักหาเรื่องทำมาหากินช่วยจุนเจือที่บ้านบ้าง"
ข้างๆ กันมีผู้หญิงสวมเสื้อผ้าดิบสีเทาน้ำเงินน่าจะเป็นแม่ของเขา พูดด้วยน้ำเสียงจิกกัด "ปกติแกควรจะทำงานหนักๆ บ้างเพื่อเป็นการออกกำลังกาย ร่างกายขี้โรคแบบนี้จะคลอดหลานชายอ้วนท้วนสมบูรณ์ให้บ้านเราได้ยังไง?"
ผู้หญิงคนนั้นใช้สองมืออุ้มท้องขนาดมหึมา ก้มหน้าต่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงบังหน้าจนมองไม่เห็นสีหน้า แต่เห็นท่าทางยอมคนก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังไปเงียบๆ ทั้งสามคนจากไปอย่างรวดเร็ว คนรอบข้างดูเหมือนจะเห็นจนชินตาแล้วจึงไม่มีใครเงยหน้ามอง
หญิงตั้งครรภ์ผมสั้นที่นั่งอยู่ทางซ้ายของเย่ซีซี หันไปซุบซิบกับหญิงตั้งครรภ์อีกคน "ดูยัยนั่นสิ แค่มาตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล ต้องให้ทั้งสามีทั้งแม่สามีตามมาด้วย ทำเรื่องให้มันวุ่นวาย ไม่รู้ว่าในท้องนั่นมีทองคำอยู่รึไง ฉันท้อง 7 เดือนแล้ว ทุกเช้ายังต้องตื่นมาทำกับข้าวเลี้ยงคนทั้งบ้าน 8 คน ตอนเย็นยังต้องล้างเท้าให้สามีอีก ฉันยังไม่เห็นพูดอะไรเลย?" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูถูก
หญิงตั้งครรภ์อีกคนพยักหน้าเห็นพ้อง "นั่นสิ จะวิเศษวิโสอะไรขนาดนั้น ผู้หญิงเราต้องหัดเข้าใจความลำบากของสามีที่ทำงานข้างนอกบ้าง แค่ท้องเอง เรื่องเล็กน้อยจะตาย"
"..." เย่ซีซีแอบกลอกตาในใจ พี่สาวทั้งสองคะ หูหนวกหรือเปล่า?
ผู้หญิงคนนั้นโดนสามีกับแม่สามีรุมต่อว่าขนาดนั้น ในสายตาพวกคุณยังกลายเป็นความ "วิเศษวิโส" อีกเหรอ? เธอพยายามอดทนแล้ว แต่สองคนนั้นยิ่งพูดยิ่งลามปามจนทนฟังไม่ได้ เย่ซีซีจึงหันไปหาหญิงตั้งครรภ์สองคนนั้นแล้วพูดว่า:
"สหายทั้งสองคะ คำพูดของพวกคุณมันไม่ถูกนะคะ ท่านประธานเหมายังบอกเลยว่า 'ผู้หญิงแบกรับฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง'ในทุกวันนี้ไม่ว่าสาขาอาชีพไหน ผู้หญิงต่างก็มีบทบาทที่หาใครมาทดแทนไม่ได้ พวกเราพยายามสู้เพื่อประเทศและครอบครัวเหมือนผู้ชาย เพียงแต่วิธีการต่างกันเท่านั้น"
"แต่ถ้าพูดถึงเรื่องตั้งท้องคลอดลูก ความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญ ผู้ชายไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ ตั้งแต่ตั้งท้องสิบเดือนที่ต้องทนกับความไม่สบายกาย จนถึงตอนคลอดที่เหมือนก้าวขาเข้าไปในยมโลกข้างหนึ่ง มันต้องใช้ความกล้าหาญและการเสียสละอย่างมหาศาล"
เมื่อเห็นผู้หญิงสองคนนั้นมองเธอเหมือนเห็นตัวประหลาด เย่ซีซีก็พูดต่อ "สหายทั้งสองคะ พวกคุณซักผ้าทำกับข้าวดูแลงานบ้านทุกวัน ตอนนี้ยังอุ้มท้องอยู่อีก ทั้งหมดนี้คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ทำไมต้องถูกมองข้าม? ทำไมต้องคิดว่าเป็นเรื่องสมควร? ผู้หญิงถูกสวรรค์ประทานความสามารถในการให้กำเนิดบุตรมาให้ การตั้งท้องคลอดลูกคือความยิ่งใหญ่ของพวกเรา ควรค่าแก่การได้รับการปฏิบัติที่ดี และควรค่าแก่การเคารพตัวเองด้วยค่ะ"
เย่ซีซีพูดรวดเดียวจบ เธอหวังว่าหญิงตั้งครรภ์สองคนนี้จะเข้าใจว่า ถ้าแม้แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ควรค่าแก่การได้รับการปฏิบัติที่ดี ก็จะไม่มีใครมาเห็นค่าพวกเธอจริงๆ
หญิงตั้งครรภ์สองคนฟังคำพูดยืดยาวของเย่ซีซีแล้วก็ถึงกับอึ้ง ความดูถูกบนใบหน้าแข็งทื่อไปทันที หญิงผมสั้นอ้าปากเหมือนจะเถียงแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน อีกคนก้มหน้าเขี่ยชายเสื้อ พึมพำเบาๆ "มันจะรุนแรงขนาดที่คุณว่าเชียวเหรอ..." จากนั้นทั้งคู่ก็จูงมือกันลุกหนีไปนั่งที่ที่ไกลจากเย่ซีซีที่สุด
เย่ซีซีเห็นดังนั้นก็ไม่พูดอะไรต่อ เธอรู้ว่าเธอใจร้อนไปหน่อย ความคิดของบางคนมันฝังรากลึกเกินกว่าคำพูดไม่กี่คำจะเปลี่ยนได้ แต่เธอก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะ "สอน" ผู้ชายของเธอด้วย เธอไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป
ตีวัวกระทบคาด55555