“ฉันไม่ได้ไม่เชื่อใจคุณหรอกนะคะ แต่ทุกครั้งที่เห็นคุณอยู่กับยัยผู้หญิงโง่นั่น ฉันก็รู้สึกไม่ดีทุกที ฉันกลัวว่าคุณจะเห็นว่ายัยนั่นสวยแล้วจะปันใจไปรักยัยนั่นจนเลิกรักฉัน...”
จูอวี้เหยาบิดชายเสื้อไปมา ทำท่าทางออดอ้อนออเซาะราวกับดรุณีแรกรัก
“เป็นไปได้ยังไง? เย่ซีซีก็แค่ของเหลือเดน เป็นของที่คนเขาเล่นจนพรุนแล้ว ต่อให้ประเคนให้ผมฟรีๆ ผมยังไม่เอาเลย ยัยนั่นจะเทียบคุณได้ยังไง? ในสายตาผม คุณสวยที่สุดเสมอ”
“จริงเหรอคะ พี่เซี่ยงหรง”
“จริงแท้แน่นอนสิจ๊ะ ที่ตอนนี้ผมต้องฝืนทำดีกับยัยนั่นเพื่อให้ไปหลอกเอาเงินบ้านซ่งมา ก็เพื่ออนาคตของเราสองคนไม่ใช่เหรอ? ไม่อย่างนั้นนะ แค่เหลือบมองยัยนั่นแวบเดียวผมยังรู้สึกสะอิดสะเอียนเลย”
เย่ซีซี: “...”
จูอวี้เหยาเองก็ใช่ว่าจะไร้สมอง แม้จะถูกเจิ้งเซี่ยงหรงเป่าหูจนตัวลอยแต่ก็ไม่ลืมกำชับ “เย่ซีซีรังแกฉันมาตั้งแต่เด็ก พอหล่อนได้เงินจากตระกูลซ่งมาแล้ว คุณต้องช่วยฉันจัดการยัยนั่นให้สาสมนะ
แม่ฉันติดต่อพวกนายหน้าค้ามนุษย์ไว้แล้ว ถึงตอนนั้นก็ขายยัยนั่นกับลูกในท้องเข้าไปในป่าลึก ให้ไปผลิตลูกให้พวกแก่ตัณหากลับในหุบเขา คุณต้องให้ความร่วมมือกับพวกเรานะ”
“ตกลง ถึงตอนนั้นพอกำจัดยัยนั่นไปได้ ก็จะไม่มีใครมาขวางทางรักของเราสองคนอีก”
เพียงไม่กี่ประโยค ทั้งคู่ก็กำหนดชะตากรรมอันแสนอนาถของเย่ซีซีไว้เสร็จสรรพ จากนั้นจูอวี้เหยาก็อาสาไปเกลี้ยกล่อมจูเยว่หลิงเอง
“แม่คะ แม่ก็แค่เอาเงินกับเครื่องประดับออกมาให้เย่ซีซียืมไปหลอกคนบ้านซ่งก่อนสิคะ ถ้าสำเร็จเราจะได้เงินกลับมาตั้งมหาศาลเลยนะ!”
เธอขยิบตาให้ผู้เป็นแม่พลางกระซิบข้างหู “ถึงตอนนั้น ของที่ได้มาจากตระกูลซ่ง มันจะไม่ตกเป็นของพวกเราหมดเหรอคะ?”
หลายปีมานี้มีของดีอะไรบ้างที่เย่ซีซีผู้โง่เขลาคนนี้ไม่เอามาประเคนให้พวกเธอ?
ยัยนั่นทำตัวเหมือนหมาเซื่องๆ ที่คอยแต่จะกระดิกหางอ้อนวอนขอความเมตตา อีกอย่าง เจิ้งเซี่ยงหรงก็เป็นพวกเดียวกับเธอ ยัยนั่นหลงเขาหัวปักหัวปำขนาดนั้น ยังจะต้องกลัวว่าหล่อนจะหอบเงินหนีไปไหนได้อีก?
จูอวี้เหยาหว่านล้อมอยู่พักใหญ่ จูเยว่หลิงถึงได้ยอมพยักหน้าตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก
เย่ซีซีเดินตามเธอเข้าไปในห้องนอน เห็นจูเยว่หลิงลากหีบไม้ออกมาจากใต้เตียง แล้วรีบหยิบเงินปึกใหญ่ซึ่งเป็นธนบัตรใบละ 10 หยวนออกมาหลายปึก พร้อมกับกล่องเครื่องประดับอีกหนึ่งกล่อง
ก่อนที่จูเยว่หลิงจะเดินกลับมา เย่ซีซีรีบออกจากมิติแล้วแสร้งทำเป็นรินน้ำดื่มเดินออกมาจากครัว
จูอวี้เหยาและเจิ้งเซี่ยงหรงนั่งอยู่บนโซฟาโดยมีระยะห่างกันหนึ่งช่วงตัว แต่จากริมฝีปากที่แดงระเรื่อของจูอวี้เหยาก็เดาได้ไม่ยากว่าช่วงที่จูเยว่หลิงไม่อยู่ ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้แอบไปทำอะไรกันมา
เย่ซีซีทำเป็นมองไม่เห็น แล้วนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวอีกด้านหนึ่ง
ไม่นานจูเยว่หลิงก็เดินออกมาจากห้อง ยื่นปึกเงิน สมุดบัญชี และกล่องเครื่องประดับมาตรงหน้าเย่ซีซีอย่างเสียไม่ได้ “เอ้า เอาไปเถอะ จำไว้นะว่าพอเสร็จเรื่องแล้วต้องเอามาคืนให้ครบ”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แม่เลี้ยงคนนี้มักจะอ้างว่าเอาเงินไปเก็บรักษาไว้ให้ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะได้เห็นเงินเหล่านั้นย้อนกลับมา
เย่ซีซีรับปึกเงินมานับ... คุณพระ! มีตั้ง 4,000 หยวน
พอเปิดสมุดบัญชีดู ยอดเงินในนั้นคือ 10,000 หยวนถ้วน โดยใช้ชื่อของจูเยว่หลิงเป็นเจ้าของบัญชี
นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับทองเงินอีกหลายชิ้น บางชิ้นประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าดูมีราคาไม่น้อย
มิน่าล่ะ จูเยว่หลิงถึงทำท่าเหมือนจะขาดใจตายตอนที่ต้องควักมันออกมา เพราะนี่มันคือการตัดเนื้อตัวเองชัดๆ
เงิน 10,000 หยวนในสมุดบัญชีนั้น คือเงินที่แม่ของซ่งเยี่ยนโจวมอบให้เจ้าของร่างเดิมก่อนจะลงไปชนบท เพื่อขอร้องไม่ให้เธอทำแท้งและยอมคลอดลูกออกมา
ส่วนอีก 4,000 หยวนนั้น 2,000 คือเงินค่าสินสอดที่ตระกูลซ่งให้มา และอีก 2,000 คือเงินเก็บส่วนตัวที่ซ่งเยี่ยนโจวมอบไว้ให้เธอ
เจิ้งเซี่ยงหรงและจูอวี้เหยาไม่คาดคิดเลยว่าเย่ซีซีจะเคยให้เงินจูเยว่หลิงมากมายขนาดนี้ จูอวี้เหยาเบิกตาโพลงด้วยความอิจฉา อยากจะคว้าเงินเหล่านั้นมาเป็นของตัวเองใจจะขาด
ส่วนเจิ้งเซี่ยงหรงนั้นในใจรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนี้ปากก็บอกว่ารักเขาโหยหาแต่เขา แต่กลับให้เงินเขาแค่ 2,000 หยวน
ทว่ากลับประเคนให้จูเยว่หลิงตั้งหนึ่งหมื่นหยวน!
เจิ้งเซี่ยงหรงรู้สึกปวดใจเหลือเกิน เขาทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่า ในอนาคตเงินพวกนี้ก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดี ถึงได้พอจะระงับอารมณ์ให้สงบลงได้
เมื่อเห็นเจิ้งเซี่ยงหรงส่งสายตาตัดพ้อมาให้ เย่ซีซีก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนขนลุกซู่
เธอขมวดคิ้วพลางเอ่ย “น้าเยว่หลิงคะ สมุดบัญชีเล่มนี้เป็นชื่อน้า ฉันจะไปอธิบายกับคนบ้านซ่งยังไงล่ะ?”
“แกก็บอกไปสิว่าฉันช่วยเก็บไว้ให้ กลัวแกจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ถ้าแกอยากจะถอนออกมาเมื่อไหร่ ฉันก็พร้อมจะไปถอนให้ที่ธนาคารได้ทุกเมื่อ แกก็แค่เอาสมุดไปให้พวกนั้นดูยอดเงินเป็นหลักฐานว่าเงินยังอยู่ก็พอ”
จูเยว่หลิงนั่งลงบนโซฟาด้วยสีหน้าหงุดหงิด การยอมเอาของออกมาให้ขนาดนี้ถือเป็นขีดสุดของเธอแล้ว จะให้ถอนเงินหมื่นออกมาส่งให้เย่ซีซีนั้นไม่มีวันเสียหรอก
เย่ซีซีเข้าใจดีว่านี่คือสิ่งที่จูเยว่หลิงยอมถอยให้มากที่สุดแล้ว
ถึงสมุดบัญชีจะอยู่ในมือเธอ แต่ถ้าไม่มีชื่อเธอและไม่มีทะเบียนบ้านเธอก็ถอนไม่ได้ สำหรับจูเยว่หลิงแล้ว ตราบใดที่เงินยังเป็นชื่อเธอ ต่อให้เย่ซีซีคิดจะหอบเงินหนี อย่างน้อยเงินหมื่นนี้ก็ยังปลอดภัยอยู่กับเธอ
ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริงๆ
เย่ซีซีปิดสมุดบัญชีแล้วเก็บมันพร้อมกับเครื่องประดับลงในกระเป๋าผ้าใบที่สะพายมา “ตกลงค่ะ ฉันจะบอกว่าน้าเยว่หลิงกลัวฉันใช้เงินเก่งเลยช่วยเก็บไว้ให้ เชื่อว่าคนบ้านซ่งคงเข้าใจ ถ้าพวกเขาไม่ยอมฉันก็จะอาละวาดสักหน่อย ยังไงพวกเขาก็ต้องเกรงใจที่ฉันอุ้มท้องหลานเขาอยู่ คงทำอะไรฉันไม่ได้หรอกค่ะ”
“อ้อ... ยังมีอีกเรื่องนึงนะคะ” เธอชี้ไปที่จี้หยกบนคอของจูอวี้เหยา “จี้หยกอันนั้นเป็นของดูต่างหน้าที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน คราวก่อนอวี้เหยาเห็นว่าสวยเลยขอยืมไปใส่ แล้วก็ยังไม่คืนฉันเลย”
เมื่อครู่ตอนที่จูอวี้เหยากับเจิ้งเซี่ยงหรงนัวเนียกัน จี้หยกชิ้นนี้ก็หลุดร่วงออกมาจากคอเสื้อจนเข้าตาเธอ
มันช่างดูคล้ายกับจี้หยกสีแดงครึ่งวงกลมของเธอแทบจะพิมพ์เดียวกัน ต่างกันเพียงแค่ของเธอเป็นวงโค้งด้านซ้าย แต่ที่คอของจูอวี้เหยาคือวงโค้งด้านขวา
สัญชาตญาณบอกเธอว่า จี้สองชิ้นนี้มีความเกี่ยวข้องกัน มันต้องเป็นคู่กันแน่ๆ
และเธอต้องเอามันคืนมาให้ได้!
จูอวี้เหยาพอเห็นว่าเย่ซีซีจะเอาหยกคืน ก็รีบตะปบมือปิดหน้าอกพลางถอยหนีไปสองก้าว “อันนี้พี่เป็นคนยกให้ฉันเองนะ ฉันชอบมันมาก พี่จะเอาคืนไม่ได้นะ!”
เย่ซีซีหันไปมองเจิ้งเซี่ยงหรงด้วยสายตาที่ดูไร้ที่พึ่งและน่าสงสาร
“แต่เซี่ยงหรงคะ... นั่นเป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน ฉันใส่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ถูกยืมไปคราวก่อน ฉันก็นอนไม่ค่อยหลับ ตอนกลางวันก็ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเลย
คนบ้านซ่งเริ่มบ่นเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว ถ้าขืนฉันยังมีสภาพจิตใจแบบนี้ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ฉันคุมเงินบ้าน เพราะกลัวฉันจะเหนื่อยจนกระทบถึงลูกในท้องน่ะค่ะ”
“ซีซีพูดก็มีเหตุผลนะอวี้เหยา ก็แค่จี้หยกไร้ค่าอันเดียว คืนพี่เขาไปเถอะ”
จูเยว่หลิงเป็นฝ่ายเอ่ยปาก ในเมื่อเงินและทองตั้งมหาศาลยังยอมเอาออกมาได้ จี้หยกเกรดต่ำนั่นก็ดูแล้วไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย
“ใช่แล้วอวี้เหยา ถ้าคุณอยากได้จี้หยก ที่บ้านผมมีอันที่สวยกว่านี้อีก เป็นของที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ ผมยกให้คุณได้ แต่อันนี้คืนซีซีไปก่อนเถอะนะ”
เจิ้งเซี่ยงหรงเห็นพ้องต้องกัน
เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาตกม้าตายเพราะจี้หยกอันเดียวไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นทั้งจูเยว่หลิงและเจิ้งเซี่ยงหรงกดดัน จูอวี้เหยาจึงไม่อาจดื้อดึงต่อไปได้ เธอจำใจถอดหยกออกจากคอทว่ายังคงกำมันไว้ในมือแน่นราวกับไม่อยากปล่อย
ไม่รู้ทำไม ทันทีที่เธอเห็นหยกชิ้นนี้ครั้งแรกเธอก็รู้สึกดึงดูดอย่างประหลาด ราวกับว่าสิ่งนี้มีความสำคัญต่อเธอมาก
เธอต้องยึดมันไว้กับตัวให้ได้!
เย่ซีซีอาศัยความไวคว้าหยกมาจากมือจูอวี้เหยาทันทีพลางยิ้มแย้ม “ขอบคุณนะคะน้าเยว่หลิง ฉันรู้สึกเพลียๆ ขอนอนพักสักหน่อยนะคะ ถ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วค่อยปลุกฉันนะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ทั้งสามคนยืนมองหน้ากันด้วยความงุนงง
จูอวี้เหยามองตามหลังเย่ซีซีไปด้วยความรู้สึกวูบโหวงในใจ เธอรู้สึกว่าผู้หญิงโง่คนนี้ดูเปลี่ยนไป และทันทีที่หยกถูกแย่งไป หัวใจของเธอก็รู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก
เจิ้งเซี่ยงหรงที่เพิ่งจะโอบกอดจูอวี้เหยาตอนที่จูเยว่หลิงเข้าไปเอาเงิน ยังคงรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนิ่มที่ปลายนิ้ว
เขารู้สึกถึงกระแสความร้อนที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
เขาแตะมือจูอวี้เหยาเบาๆ พลางกระซิบ “อย่าเศร้าไปเลย ก็แค่หยกไร้ค่าอันเดียว เย็นนี้ผมจะพาคุณไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐบาล กินเสร็จแล้วเราไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะกันนะ...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยนัยที่ทั้งคู่ต่างเข้าใจกันดี
จูอวี้เหยานึกถึงรสจูบที่เร่าร้อนเมื่อครู่ ใบหูก็แดงระเรื่อ ความโหยหาในจี้หยกจึงมลายหายไปสิ้น เธอพยักหน้าตอบรับเบาๆ “อื้อ”
เย่ซีซีกลับเข้ามาในห้องเก็บของแล้วลงกลอนจากด้านใน
เมื่อแน่ใจว่าจะไม่มีใครมารบกวน เธอจึงหยิบจี้หยกครึ่งวงกลมทั้งสองชิ้นมาวางเรียงกัน
แสงยามเย็นลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ตกกระทบลงบนหยกสีแดงเปล่งประกายอบอุ่นละมุนตา
เงาของจี้หยกที่ทาบลงบนผนัง ดูราวกับดวงจันทร์สองดวงที่ถูกผ่าครึ่ง
ลวดลายคลื่นน้ำด้านหลังหยกทั้งสองชิ้นประกบเข้ากันได้ราวกับภาพสะท้อนในกระจก ทรงพระจันทร์เสี้ยวที่รับกันพอดี ส่วนโค้งของยอดคลื่น แม้แต่รอยบิ่นสามจุดตรงขอบก็ประกบกันได้อย่างลงตัว
สิ่งที่ต่างกันคือจี้หยกของเธอมีลูกปัดแก้วลายเมฆมงคลประดับอยู่ด้านล่าง ซึ่งตอนนี้มันกำลังทอแสงนวลราวกับหยดเลือดที่แข็งตัว
ทันทีที่ลวดลายคลื่นน้ำประกบกัน ลูกปัดสีเลือดนกพิราบก็ล็อกเข้ากับร่องของหยกครึ่งวงกลมพอดี จนเกิดเสียง “คลิก” เบาๆ
หยกครึ่งวงกลมทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
ราวกับอดีตและอนาคตได้มาบรรจบกัน ณ วินาทีนี้
เงาของดวงจันทร์ที่เคยถูกแยกออกจากกันบนฝาผนัง พลันกลับมากลมมนเป็นพระจันทร์เต็มดวงในพริบตา
ลมราตรีพัดผ่านปอยผมอันอ่อนนุ่มของเย่ซีซี พระจันทร์สีแดงสดบริสุทธิ์ในฝ่ามือแผ่ไอเย็นซ่านออกมา
มันมีพลังดึงดูดบางอย่างราวกับมีมนต์ขลัง... เมื่อมันสมบูรณ์ เธอก็รู้สึกสมบูรณ์เช่นกัน
ความรู้สึกนี้อัศจรรย์ใจยิ่งนัก ราวกับวงล้อแห่งโชคชะตาได้หมุนวนมาครบรอบ เย่ซีซีรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่างกาย
เธอนำเข็มออกมาจากมิติ ฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์แล้วสะกิดที่ปลายนิ้วเบาๆ เค้นหยดเลือดออกมาหนึ่งหยด แล้วหยดลงบนจี้พระจันทร์สีแดงเข้ม
หยดเลือดสีสดซึมซาบเข้าไปในเนื้อหยกอย่างรวดเร็วจนเหือดแห้งไป
วินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสจี้หยก หยกสีแดงพลันเปล่งแสงสีโรจน์พุ่งเข้าสู่ข้อมือซ้ายของเธอ ทิ้งรอยปานรูปดอกท้อสามกลีบสีแดงชาดเอาไว้
ส่วนจี้หยกแดงในมือพลันสูญเสียความแวววาว และความสว่างไสวไปทันที
เมื่อเธอเอื้อมมือไปลูบรอยปานดอกท้อนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดก็ถาโถมเข้ามา แสงสีแดงวาบผ่านไปอีกครั้ง และเมื่อเธอลืมตาขึ้น ทัศนียภาพรอบกายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง