ยัยจูเยว่หลิงนี่ดีแต่จิกหัวใช้ยัยหนูซีซี ปากก็พูดซะดิบดี แต่ลับหลังกลับทำเรื่องสกปรกโสมมทั้งนั้น
ถ้ายัยหนูซีซีคิดได้จริงๆ ก็คงจะดีไม่น้อย
ป้าเซี่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไปทำมื้อเช้าต่อ
หลังจากเย่ซีซีเดินพ้นจากบ้านพักรวม เธอก็ตรงดิ่งไปยังร้านอาหารรัฐบาลทันที สั่งซุปเส้นหมี่เนื้อกับซาลาเปาทอดไส้หมูสับ
น้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกวัวจนหอมกรุ่น โรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชี มีน้ำมันพริกลอยอยู่ประปราย กลิ่นหอมฟุ้งจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไป ซาลาเปาทอดก็แป้งบางก้นกรอบ น้ำซุปข้างในชุ่มฉ่ำ เย่ซีซีกวาดรวดเดียวสี่ลูก
เธอลูบท้องด้วยความอิ่มเอมใจ สมกับที่เป็นคนท้องลูกแฝดจริงๆ พลังการกินของเธอตอนนี้มากกว่าเมื่อก่อนถึงสองเท่า
ตั้งแต่เริ่มทำงานที่สถานีโทรทัศน์มณฑล เธอไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้มานานมากแล้ว
กล้องของสถานีโทรทัศน์น่ะเลือกคนจะตาย แถมยังเป็นกระจกส่องปีศาจดีๆ นี่เอง ดาราหน้าตาดีหลายคนพอมาออกกล้องของช่องมณฑลกลับดูไม่ได้ มีไม่กี่คนที่เอาอยู่
ที่เย่ซีซียังคงสวยสะดุดตาภายใต้เลนส์อาถรรพ์นั่นได้ นอกจากหน้าตาที่สวรรค์ประทานมาให้แล้ว ก็คือการมีวินัยกับตัวเองอย่างเข้มงวดวันแล้ววันเล่า
เจ้าตัวเล็กในท้องถีบเธอเข้าให้ทีหนึ่ง เย่ซีซีหลุดหัวเราะออกมา "หิวก็ถีบ กินอิ่มแล้วยังจะถีบอีกเหรอ?"
ยังไงตอนนี้เธอก็เป็นคนท้องแฝด กินเยอะหน่อยก็มีเหตุผลเพียงพอ
อีกอย่าง ตอนนี้ทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70 แล้ว คำสั่งเสียของโค้ชกับนักโภชนาการพวกนั้นก็ให้มันลงนรกไปเถอะ!
คนตายไปแล้วครั้งหนึ่งอย่างเธอ แน่นอนว่าต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดสิ
ก่อนออกจากร้านอาหารรัฐบาล เย่ซีซีสั่งซาลาเปาทอดเพิ่มอีก 100 ลูก เสี่ยวหลงเปา 50 เข่ง และน้ำเต้าหู้สด เพื่อไม่ให้เป็นจุดสังเกต เธอจึงแอบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ววนมาซื้อหลายๆ รอบ
ซาลาเปาทอดลูกละ 3 เฟิน, เสี่ยวหลงเปาเข่งละ 1 เหมา 2 เฟิน, น้ำเต้าหู้ชามละ 5 เฟิน ทั้งหมดใช้เงินไป 11 หยวน 5 เหมา พร้อมคูปองอาหาร 10 ชั่ง และคูปองเนื้อครึ่งชั่ง
เธอเก็บมื้อเช้าเข้ามิติ พอเดินกลับมาแถวบ้านพักรวมก็แอบแวบเข้ามิติ แล้ววาร์ปจากมิติกลับเข้าสู่บ้านตระกูลเย่โดยตรง
จูเยว่หลิงกับจูอวี้เหยาออกไปทำงานแล้ว ส่วนจูหมิงเซวียนก็ไม่ได้กลับบ้านมาสองวัน บ้านจึงเงียบสงัด
เย่ซีซีถกแขนเสื้อขึ้น จิบน้ำพุวิเศษไปอึกใหญ่ แล้วเริ่มลงมือสำแดงฤทธิ์!
เป้าหมายแรกคือห้องของจูเยว่หลิง เธออาศัยความทรงจำเดิมมุดลงไปใต้เตียง กวาดเอาหีบไม้แดงขนาดหนึ่งฟุตออกมา หน้าหีบมีตัวล็อกทองเหลืองสลักลายที่ติดกุญแจไว้ถึงสองชั้น
นี่คือหีบของแม่เย่ซีซี ตอนที่เจี่ยงซู่ซินแต่งงาน ลูกพี่ลูกน้องทางฝั่งพ่อที่ไปเป็นเด็กฝึกงานโรงปักผ้าที่ซูโจว ได้จ้างช่างไม้ตงหยางให้ต่อหีบใบนี้ขึ้นมาอย่างประณีตด้วยไม้พะยูงลาว
ตัวไม้ถูกแช่ในน้ำมันตงหยู่นานถึง 49 วัน ลายไม้ยังคงกรุ่นไปด้วยกลิ่นจางๆ ของการบูร ไร้ร่องรอยของมอดแมลงกัดกินจนถึงทุกวันนี้
เย่ซีซีลองยกหีบขึ้นดู น้ำหนักไม่เบาเลย เมื่อวานตอนจูเยว่หลิงเปิดมัน เธอแอบมองเห็นแล้วว่าข้างในมีของดีซ่อนอยู่เพียบ
เธอหยิบมีดพกสวิสอเนกประสงค์ออกมาจากชั้นในมิติ เลือกเครื่องมือทรงยาวออกมาเขี่ยตัวล็อกกุญแจทองเหลือง เพียงครู่เดียวตัวล็อกก็ดีดตัวออก
เมื่อเปิดฝาหีบออก ตัวล็อกทองเหลืองส่งเสียงคลิกเบาๆ แผ่นกั้นไม้แกะสลักรูปดอกไห่ถังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจางๆ ด้านในแผ่นกั้นฝังด้วยเปลือกหอยมุกเป็นรูปดอกบัวคู่ เปล่งประกายมุกวาววับภายใต้แสงจันทร์
ชั้นแรกนี้เรียงรายไปด้วยเครื่องประดับของเจียงซู่ซิน: ปิ่นปักผมหยกเขียวจัด, เข็มกลัดหยกรูปผักกาดขาว, สร้อยมุก และต่างหูมุกหนึ่งคู่
เจียงซู่ซินแม่ของเจ้าของร่างเดิม เกิดในครอบครัวเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเซี่ยงไฮ้ พ่อของเธอคือ เจียงฮุย เป็นคนปักกิ่งที่ลืมตาอ้าปากขึ้นมาจากการเป็นเด็กฝึกงานร้านข้าวสาร
เจียงฮุยเป็นคนหัวการค้า ซื่อสัตย์ และขยันหมั่นเพียร จนเจ้าของร้านเอ็นดูและยกให้เป็นมือขวา
โชคชะตาทำให้เขาได้รู้จักกับ เฉินหย่า ลูกสาวคนเดียวของเศรษฐีตระกูลเฉินในเซี่ยงไฮ้ ตระกูลเฉินมีอิทธิพลและฐานะมหาศาล บรรพบุรุษหลายรุ่นเคยเป็นขุนนางใหญ่ สมบัติที่สะสมมาหลายชั่วอายุคนนั้นยากจะประเมินค่าได้ แต่ตระกูลเฉินทำตัวต่ำต้อย ไม่เคยทำตัวเด่นดัง เป็นมหาเศรษฐีล่องหนแห่งเซี่ยงไฮ้
เจียงฮุยกับเฉินหย่ารักกันมาก พ่อตาของเขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว แถมยังมองเห็นพรสวรรค์ในตัวเจียงฮุย จึงยกลูกสาวให้ ทั้งคู่ครองรักกันยืนยาว มีลูกชายหนึ่งคนคือเจียงเชาฮุย และลูกสาวคนเล็กคือเจียงซู่ซิน
เจียงฮุยมีพรสวรรค์ด้านธุรกิจมาก เพียงสิบกว่าปีเขาก็ขยายกิจการตระกูลเฉินให้ใหญ่โตขึ้นหลายเท่า จนถูกขนานนามว่า "เจียงครึ่งเมือง" เพราะเกือบครึ่งเซี่ยงไฮ้เป็นของตระกูลเจียง
เจียงซู่ซินถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมราวกับไข่ในหิน เธอเคยไปเรียนต่อต่างประเทศด้านดนตรี
แต่ทว่าสถานการณ์บ้านเมืองผันผวน เจียงฮุยถูกตราหน้าว่าเป็นพวก "ห้าประเภทดำ" [1] ในพริบตาเดียว ตระกูลเจียงที่เคยเรืองอำนาจในเซี่ยงไฮ้ก็พังทลายลง
เจียงซู่ซินที่กลับจากต่างประเทศต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องชาติกำเนิด ทว่าเย่เหอผิงกลับไม่รังเกียจ ทั้งคู่แต่งงานและครองรักกันอย่างดี
ถึงตระกูลเจียงจะล่มสลายและทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกยึดเป็นของรัฐ แต่ "เรือล่มยังมีตะปูเหลือ" สินเดิมของเจียงซู่ซินคือสิ่งที่เจียงฮุยและเฉินหย่าเตรียมไว้ให้มานานแล้ว
ทว่ามีคนคาดเดาว่า ด้วยความมั่งคั่งของ "เจียงครึ่งเมือง" บวกกับทรัพย์สมบัติหลายชั่วรุ่นของตระกูลเฉิน ทรัพย์สินที่ถูกรัฐยึดไปในตอนนั้นอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจริงเท่านั้น
แน่นอนว่านั่นก็แค่คำคาดเดา ไม่มีใครยืนยันได้
ว่ากันว่าตอนนั้นเจียงฮุยจัดสินเดิมให้ลูกสาวอย่างอลังการ แต่เจียงซู่ซินกลับมอบเกือบทั้งหมดให้รัฐบาลต่อหน้าสาธารณชนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ดังนั้น ในหีบไม้แดงใบนี้ เครื่องประดับของเจียงซู่ซินจึงเหลือเพียง 5 ชิ้นสุดท้ายที่ดูไม่สะดุดตานัก
ชั้นแรกเต็มไปด้วยเครื่องประดับ นอกจากของแม่แล้ว ยังมีทองเงินอีกสองสามชิ้นที่น่าจะเป็นของจูเยว่หลิงเอง
ชั้นล่างสุดของหีบคือช่องลับที่ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นชักชั้นกลาง ต้องดึงลิ้นชักชั้นกลางออกทั้งหมด แล้วกดตรงเกสรดอกโบตั๋นบนผนังหีบถึงจะเปิดออกได้
พื้นที่ตรงกลางกว้างที่สุด มีของทรงเหลี่ยมห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงิน เมื่อแผ่ออก ลายดอกโบตั๋นบนผ้าสีซีดจางจนเกือบเป็นสีชมพูอ่อน เผยให้เห็นสมุดทะเบียนบ้านสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็นของเย่เหอผิงที่มีตราประทับ "ยกเลิก" ปี 1971 ทับไว้ อีกหน้าคือหน้าของเจ้าของร่างเดิมที่ระบุว่าย้ายออกแล้ว
ในยุคนี้การลงไปอยู่ชนบทต้องย้ายทะเบียนบ้านไปที่นั่น เจ้าของร่างเดิมตามคนตระกูลซ่งไปในฐานะปัญญาชนอาสา ทะเบียนบ้านจึงย้ายออกจากบ้านเย่ไปอยู่ที่หมู่บ้านชิงเหอพร้อมคนตระกูลซ่ง
ส่วนอีกเล่มคือทะเบียนบ้านของจูเยว่หลิงและลูกๆ ทั้งสอง
ข้างทะเบียนบ้านมีสมุดบัญชีสีเหลืองชื่อเจ้าของบัญชีคือ "เย่ซีซี"
เมื่อเปิดดู หน้าแรกบันทึกการฝากเงิน 500 หยวน—นั่นคือเงินบำนาญของเย่เหอผิงที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยเห็นแม้แต่เงา ที่เหลือคือเงินสงเคราะห์เดือนละ 30 หยวน
เย่ซีซีเปิดไปหน้าสุดท้าย ยอดเงินคงเหลือ: 0 หยวน
เงินทั้งหมดถูกถอนออกไปเกลี้ยง
พอดูวันที่... ทุกต้นเดือนที่เงินบำนาญเข้า วันถัดมาจูเยว่หลิงก็รีบมาถอนออกทันที
แหม... ช่างใจร้อนจริงๆ เลยนะ
นอกจากของพวกนี้ พื้นที่ส่วนที่ใหญ่ที่สุดในชั้นที่สองคือปึกธนบัตรหนาเตอะ เย่ซีซีนับดูแล้ว ปึกหนึ่งมี 100 ใบ ธนบัตรใบละ 10 หยวน มูลค่าสูงสุดในปี 1973 เท่ากับปึกละ 1,000 หยวน
เธอนับอย่างละเอียด ในหีบมีธนบัตรทั้งหมด 33 ปึก! เท่ากับเงิน 33,000 หยวน!
ในนี้คือเงินเก็บของเจียงซู่ซินและเย่เหอผิง 31,600 หยวน รวมกับเงินบำนาญและเงินสงเคราะห์สองปีครึ่งอีก 1,400 หยวน
ส่วนที่เหลือคือเงินเก็บของจูเยว่หลิงเอง ซึ่งมีอยู่แค่ไม่กี่พันหยวนเท่านั้น
เมื่อเห็นเงินเป็นปึกๆ ขนาดนี้ เย่ซีซีถึงกับยิ้มแก้มปริ
แต่ด้วยเงินเดือน 30 หยวนของจูเยว่หลิง ต่อให้รวมเงินเดือนของจูอวี้เหยาที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และจูหมิงเซวียนที่โรงงานทอผ้า ก็ไม่มีทางมีเงินเก็บเป็นหมื่นแบบนี้แน่
พูดถึงเรื่องงานของจูอวี้เหยากับจูหมิงเซวียน เย่ซีซีอดไม่ได้ที่จะด่าเจ้าของร่างเดิมว่า "สมองกลวง" จริงๆ
หลังจากพ่อตาย งานที่โรงงานทอผ้าควรจะเป็นของเย่ซีซี แต่เธอกลับทำงานได้ไม่นาน พอจูเยว่หลิงมาเป่าหูเข้าหน่อย เธอก็ยกตำแหน่งงานให้จูหมิงเซวียนหน้าตาเฉย
ต่อมาพอแต่งเข้าบ้านซ่ง ตระกูลซ่งช่วยหางานเบาๆ ในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ให้ จูเยว่หลิงก็มาบีบน้ำตาแสร้งทำเป็นน่าสงสาร เธอก็ยก "ชามข้าวเหล็ก" ใบนี้ให้จูอวี้เหยาไปอีก
สามแม่ลูกตระกูลจูมีงานทำกันทุกคน รับเงินเดือนรวมกันเดือนละกว่า 90 หยวน จูอวี้เหยายังแอบหิ้วเนื้อหมูราคาถูกกลับบ้านบ่อยๆ ชีวิตช่างสุขสบายเหลือเกิน
แต่พอจูเยว่หลิงมาแกล้งจนใส่ ยัยโง่นี่ก็ดัน เชื่อ! เชื่อ! และเชื่อ!
วันๆ เอาแต่คิดจะหอบเงิน หอบเนื้อ หอบผักจากบ้านซ่งมาประเคนให้บ้านแม่เลี้ยง พอซ่งเยี่ยนโจวดุด่า หล่อนก็กรีดร้องด่าทอ ใช้ลูกในท้องข่มขู่คนตระกูลซ่ง
มีคำกล่าวว่า "ได้ภรรยาไม่ดี ล่มจมสามชั่วอายุคน"
แต่เย่ซีซีคนเก่านี่คือดอกไม้พิฆาตทำลายล้างยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่คุณปู่ของซ่งเยี่ยนโจว ยันลูกแฝดที่ถูกฆ่าตายตอนอายุแค่เดือนเดียว
นี่มันทำลายล้างข้ามไปถึงสี่ชั่วอายุคนเลยทีเดียว
เย่ซีซีเดาะลิ้นส่ายหัวพลางค้นหีบไม้แดงต่อ นอกจากเงินและเครื่องประดับแล้ว ก็มีกองคูปองต่างๆ ที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ในกองคูปองนั้นมีคูปองผ้าและคูปองอาหารมากที่สุด แม้แต่คูปองจักรยาน คูปองนาฬิกา คูปองวิทยุก็ยังมี แถมไม่ได้มีแค่ใบเดียวด้วย
เธอกดเกสรดอกโบตั๋นตรงผนังหีบแรงๆ เสียงคลิกดังขึ้น แล้วช่องลับก็ดีดออกมา
เธอคิดว่าของที่ซ่อนไว้มิดชิดขนาดนี้ต้องเป็นของที่มีค่ามากกว่าสองชั้นแรกแน่ๆ แต่ปรากฏว่ามันคือปึกจดหมาย
มันคือจดหมายที่ตาของเจ้าของร่างเดิมเขียนถึงแม่ของเธอ มีทั้งหมด 13 ฉบับ ระหว่างปี 1952 ถึง 1953
ถ้าจำไม่ผิด เจียงฮุยเกิดเรื่องในปี 1953 และตายในคุก การติดต่อสื่อสารของพ่อลูกจึงหยุดชะงักลง
คนโลภมากและเห็นแก่ตัวอย่างจูเยว่หลิง ทำไมถึงเก็บจดหมายส่วนตัวของพ่อลูกคู่นี้เอาไว้?
แถมยังเก็บไว้ในที่ลับสุดยอดในหีบไม้แดงอีก มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
ด้วยสัญชาตญาณของนักข่าวที่เฉียบคม เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของแผนร้ายบางอย่าง
จูเยว่หลิงต้องเก็บจดหมายพวกนี้ไว้ด้วยจุดประสงค์อื่นแน่นอน!
เชิงอรรถ
^ได้แก่ เจ้าที่ดิน เศรษฐีผู้ร่ำรวย ผู้ต่อต้านการปฏิวัติ คนชั่วและพวกขวาจัด