บทที่ 10: การแบ่งมรดก
ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยของโรงพยาบาล ต่งฉียังคงชี้หน้าหลิ่วมู่มู่พร้อมกับพ่นถ้อยคำไร้สาระออกมาไม่หยุด เขาไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองเลยแม้แต่น้อย กลับเอาแต่จ้องเขม็งไปที่เด็กสาวผู้มาใหม่
คำว่า ‘พวกไร้ค่า’ ที่หลุดออกมาจากปากของเขา ไม่ได้หมายถึงแค่หลิ่วมู่มู่ผู้เพิ่งโผล่เข้ามาในบ้าน แต่ยังรวมถึงต่งเยว่ พี่สาวแท้ๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขามาตลอด
ก้นบึ้งของหัวใจต่งฉีคิดว่าคำพูดของย่าหวังกุ้ยเซียงคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เขาเชื่อว่าการที่ครอบครัวเลี้ยงดูต่งเยว่มาจนโตและส่งเสียให้เรียนหนังสือได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีมากพอแล้ว
ในอนาคตเมื่อเขาได้รับสืบทอดกิจการของครอบครัว เขาก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะไล่พี่สาวตัวเองออกไปจากบ้าน นี่คืออภิสิทธิ์ที่เขาควรได้รับในฐานะลูกชายคนโตของตระกูลต่ง
แม้ว่าต่งเยว่จะได้ยินคำพูดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนชินชา แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ดี ทว่าเธอก็ไม่เคยโต้เถียงอะไรออกไป เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าหากทะเลาะกับต่งฉีเมื่อไหร่ คนที่ต้องเป็นฝ่ายยอมรับผิดก็คือเธอเสมอ
แต่หลิ่วมู่มู่ไม่คิดจะยอมตามใจเด็กนิสัยเสียแบบนี้ เธอเหลือบตามองบนใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว
"คนไม่รู้คงนึกว่าที่บ้านมีบัลลังก์ให้สืบทอดมั้งเนี่ย สงสัยจะดื่มเหล้าปลอมเข้าไปเยอะ เลยเมาได้ขนาดนี้"
ต่งฉีแค่นเสียงเย็นชา "แกอย่ามาทำอวดดีหน่อยเลย เดี๋ยวฉันจะฟ้องพ่อให้ไล่แกออกไปจากบ้าน"
"ฉันเกรงว่านายคงต้องผิดหวังแล้วล่ะ พ่อของนายไม่มีวันไล่ฉันออกจากบ้านแน่ แต่นายสิ...โตจนป่านนี้แล้วยังไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายติดหัวเลย สงสัยตอนเด็กๆ จะกินยาบำรุงสมองน้อยเกินไปสินะ"
"ถ้านายกลัวไม่เข้าใจ ฉันจะอธิบายให้ฟัง สมมติว่าถ้าพ่อของนายตาย ตามกฎหมายแล้ว หลังจากหักส่วนที่เป็นสินสมรสของคู่สมรสออกไป มรดกของเขาจะต้องถูกแบ่งเฉลี่ยเท่าๆ กันให้กับคู่สมรสและลูกๆ ทุกคน นั่นก็หมายความว่าฉัน พี่สาวนาย แล้วก็แม่ของนาย ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่ง"
"ฉันว่า IQ ระดับนายคงยังไม่เข้าใจอยู่ดี เอาเป็นว่าฉันจะสรุปให้เลยแล้วกัน ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลต่ง แม่ของนายจะได้ไป 5 ส่วนใน 8 ส่วน ส่วนนายจะได้แค่ 1 ใน 8 เท่านั้น อยากจะฮุบทุกอย่างไว้คนเดียวเหรอ ฝันไปเถอะ"
หลิ่วมู่มู่จงใจยั่วโมโหเขาอย่างชัดเจน เธอยังอุตส่าห์เปิดหน้าเว็บค้นหาของ ‘เชียนตู้’ เกี่ยวกับกฎหมายสมรส แล้วยื่นหน้าจอโทรศัพท์ไปจ่อตรงหน้าเขา
เธอเดาว่าเด็กปัญญานิ่มคนนี้คงไม่รู้หรอกว่ามันยังมีวิธีการแบ่งมรดกอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ‘พินัยกรรม’ ซึ่งระบุโดยพ่อของเขาเอง
และก็ตามคาด ต่งฉีหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนแทบระเบิด เขาเงยหน้าตวาดพร้อมกับยกมือขึ้นหมายจะปัดโทรศัพท์ของหลิ่วมู่มู่ทิ้ง แต่เธอก็ไวกว่าจึงขยับหลบได้ทันท่วงที
เมื่อเถียงหลิ่วมู่มู่สู้ไม่ได้ เขาจึงหันไประบายอารมณ์ทั้งหมดใส่ต่งเยว่ที่ยืนเงียบมาตลอดแทน เขาชี้หน้าด่าพี่สาวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
"ต่งเยว่ นังสารเลว แกกล้าช่วยคนนอกมาจัดการฉันเหรอ เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องแม่ ให้แม่มาจัดการแก นังหน้าไม่อาย..."
คำด่าหยาบคายที่เหลือของต่งฉีถูกกลืนหายไป เพราะมีหมอนใบหนึ่งลอยมาอัดเข้าที่หน้าของเขาเต็มๆ หลิ่วมู่มู่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเตียงของเขา ดวงตาของเธอฉายแววเย็นชาขณะมองเขาด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิม
ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินหลานชายหัวแก้วหัวแหวนที่หวังกุ้ยเซียงเลี้ยงดูมาอย่างตามใจสูงเกินไปเสียแล้ว นิสัยถอดแบบกันมาเหมือนกันอย่างกับแกะ
เธอกอดอกไว้หลวมๆ ก่อนจะเริ่มยั่วโมโหต่งฉีต่อ
"อ้อ..มันยังมีวิธีแบ่งอีกแบบนึงนะ ก็นะ...ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอนนี่นา วันนี้นายดวงซวยขาหัก ใครจไปรู้ว่าพรุ่งนี้คอนายอาจจะหักก็ได้"
"ดูโหงวเฮ้งนายสิ หน้ามีแต่ความซวยขนาดนี้ ฉันว่าแปดส่วนคืออยู่ไม่ถึงวันที่ได้แบ่งมรดกพ่อนายหรอก"
“ถึงตอนนั้น เงินของบ้านตระกูลต่ง ก็จะถูกแบ่งสามเท่าให้พวกเราผู้หญิงทั้งสามคน พอคิดดูดีๆ แบบนี้มันก็ยุติธรรมดีเหมือนกันนะ ว่าไหม”
เจียงหลี ซึ่งก่อนหน้านี้ตั้งใจดึงต่งเจิ้งหาวไว้ เพื่อรอฟังหลิ่วมู่มู่พูดจาไม่ดีออกมา หวังจะให้สามีได้ยินกับหู แต่ตอนนี้สีหน้าของเธอเริ่มตึงเครียดขึ้นมา เพราะการคุยเล่นกับต่งเจิ้งหาวเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เรื่องเงินๆ ทองๆ ของตระกูลต่งเด็ดขาด
หลิ่วมู่มู่เหยียบกับระเบิดของเขาเข้าอย่างจัง แต่เรื่องที่แย่คือเธอดันลากตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย เจียงหลีไม่กล้าปล่อยให้เธอพูดพล่ามต่อไปอีก เธอจึงผลักประตูห้องเข้าไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สายตาของเธอมองตรงไปที่หลิ่วมู่มู่
"คิดการณ์ไกลดีนี่ เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่วันแรก ก็คิดจะแบ่งมรดกของพ่อเธอซะแล้ว"
พูดจบ เธอก็หันไปหาต่งเจิ้งหาวด้วยท่าทีจงใจ "เหล่าต่ง คุณนี่ตาถึงจริงๆ ที่ไปรับลูกสาวดีๆ แบบนี้กลับมา"
แต่เจียงหลีต้องผิดหวัง ต่งเจิ้งหาวไม่เพียงแต่ไม่โกรธเกรี้ยว เขากลับหันไปดุลูกชายของตัวเองแทน
"พอได้แล้ว พ่อยังไม่ทันเดินเข้าก็ได้ยินเสียงพวกแกโวยวายกันลั่นห้อง ต่งฉี! มู่มู่กับเสี่ยวเยว่เป็นพี่สาวของแกนะ ต่อไปนี้หัดพูดจาระวังปากหน่อย อย่าทำตัวปีนเกลียว"
"พ่อครับ! ก็พวกนั้นมัน..." ต่งฉีโกรธจนตัวสั่น เขาไม่เคยต้องมาเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
"เสี่ยวฉียังเด็กอยู่เลยค่ะ เขาไม่รู้เรื่องอะไรหรอก" เจียงหลีรีบช่วยพูดแก้ต่างให้
"นั่นสิคะ เด็กผู้ชายอายุ 16 ที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย" หลิ่วมู่มู่พูดขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่รู้ว่าเจียงหลีกำลังจ้องเธอด้วยสายตาอยากจะฆ่าให้ตาย
"เขารู้ว่าทรัพย์สมบัติของบ้านนี้จะเป็นของเขาในอนาคต เขารู้ว่าจะต้องไล่พี่สาวแท้ๆ ออกจากบ้านยังไง แต่ก็นั่นแหละ เขายังเด็กอยู่ ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกค่ะ"
"พ่อคะ พ่ออย่าไปถือสาคำพูดของน้องชายเลยนะคะ อีกตั้งนาน...กว่าเขาจะโตพอที่จะกล้าไล่พ่อออกจากบ้านเหมือนกัน พ่อไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ"
หลิ่วมู่มู่แสดงบทบาทการประชดประชันได้อย่างถึงแก่นที่สุด เจียงหลีได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะต่งเจิ้งหาวยืนอยู่ตรงนั้น
ตอนแรกต่งเจิ้งหาวไม่ได้รู้สึกอะไร เขามองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เด็กผู้ชายจะนิสัยเกเรบ้าง แต่พอได้ฟังที่หลิ่วมู่มู่พูด เขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ เมื่อลองคิดตามดูดีๆ พฤติกรรมของลูกชายเขามันก็ออกจะเกินเลยไปหน่อยจริงๆ
เขาจึงหันไปตวาดใส่ลูกชายคนเล็ก "ต่งฉี ยังไม่รีบขอโทษพี่สาวแกอีก"
ต่งฉีอ้าปากเตรียมจะเถียงเพื่อระบายอารมณ์ แต่ก็ต้องหุบปากฉับเมื่อโดนแม่ของตัวเองส่งสายตาดุๆ มาให้ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปมา ก่อนจะเค้นเสียงออกมาสามคำอย่างไม่เต็มใจ
"ผมขอโทษ"
หลิ่วมู่มู่เบ้ปากเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
เจียงหลีเห็นดังนั้นก็หันไปตีหลังต่งเยว่เข้าให้เต็มแรง "น้องชายลูกขอโทษแล้ว ไม่ได้ยินหรือไง เป็นใบ้เหรอ"
หลิ่วมู่มู่เหลือบตาขึ้นมองการกระทำแบบจงใจแขวะกระทบชิ่งของเจียงหลี
"เขาว่ากันว่าถ้าคนเป็นแม่ปากคอเราะร้าย ลูกสาวก็จะพูดไม่ค่อยเก่ง เฮ้อ...เป็นลูกสาวของน้าเจียงนี่ก็น่าสงสารจริงๆ นะคะ"
ต่งเจิ้งหาวน่าจะเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงทะเลาะกันด้วยวิธีแบบนี้เป็นครั้งแรก เขายืนดูอยู่อย่างสนใจ จนลืมไปแล้วว่าต้องเข้าข้างภรรยาตัวเอง
ในจังหวะที่เจียงหลีกำลังจะหมดความอดทนและเตรียมอาละวาด ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอหันไปจ้องหน้าหลิ่วมู่มู่เขม็งอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องที่ปิดไว้
ทันทีที่ประตูเปิดออก เจียงหลีที่เมื่อครู่ยังมีใบหน้าบูดบึ้งก็เปลี่ยนสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว เธอยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรให้กับคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
"อ้าว เสี่ยวเจีย ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศอยู่เหรอจ๊ะ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ"
"ก็พอดีได้ยินว่าเสี่ยวฉีเข้าโรงพยาบาลน่ะสิคะ ในฐานะน้าแท้ๆ ยังไงก็ต้องแวะมาเยี่ยมดูอาการหน่อย จริงไหมคะ พี่เขย"
ระหว่างที่พูด เจ้าของเสียงก็เดินเข้ามาด้านในห้องพัก เธอเป็นผู้หญิงที่ดูดีมากคนหนึ่ง ผมของเธอเป็นลอนคลื่นยาวสลวย อยู่ในชุดเดรสยาวสีดำสนิท บนร่างกายประดับไปด้วยเครื่องประดับทับทิมสีแดงสดที่ส่องประกายแวววาว
โครงหน้าของเธอมีความคล้ายคลึงกับเจียงหลีอยู่บ้าง แต่เธอดูอ่อนเยาว์กว่า และแน่นอนว่า...เธอก็ดูสวยกว่าเจียงหลีด้วยเช่นกัน
[จบบท]