บทที่ 106: ความลับในมุมมืด
หลังจากมั่นใจแล้วว่าเพียงแค่ถอนคุณไสยกู่ที่ฝังอยู่ในร่างลูกชายได้ คนอื่นๆ ในครอบครัวก็จะปลอดภัยหายห่วง ต่งเจิ้งหาวจึงตัดสินใจรูดซิปปากเงียบสนิท ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว
ต่งเจิ้งหาวแค่นเสียงในลำคออย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก “ลูกก็อย่าไปโทษแต่น้องชายตัวเองซะทุกเรื่อง ยายแก่แซ่จางข้างบ้านนั่น เดิมทีก็ไม่ใช่ตะเกียงพร่องน้ำมันอยู่แล้ว ใครไปยุ่งด้วยก็มีแต่เรื่องปวดหัว”
เข้าสู่วันที่สาม ในที่สุดต่งเจิ้งหาวก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ส่วนเจียงหลีวันนี้มีธุระต้องพาพ่อแม่ของเธอไปทำเรื่องย้ายโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาอาการต่อ ที่บ้านตระกูลต่งจึงเหลือเพียงเด็กสามคนที่ต้องอยู่กันลำพัง
ต่งฉีน้องชายคนเล็กเก็บตัวเงียบเชียบอยู่แต่ในห้องนอน คงเป็นเพราะแผลใจจากเหตุการณ์ระทึกขวัญยังไม่จางหาย ตอนนี้คงกำลังนอนเลียแผลใจเยียวยาตัวเองเงียบๆ
พี่สาวอย่างต่งเยว่ก็นั่งทำการบ้านช่วงปิดเทอมอยู่ในห้องของตัวเองอย่างขะมักเขม้น ปล่อยให้หลิ่วมู่มู่ยึดครองพื้นที่ห้องรับแขก นั่งต่อจิกซอว์ที่ต่งเยว่หอบหิ้วกลับมาเมื่อวานจนตาแทบจะลายเป็นก้นหอย
ผ่านไปสองชั่วโมงเต็ม นอกจากความหงุดหงิดงุ่นง่านที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว เธอก็ไม่เห็นจะได้รับความบันเทิงเริงใจอะไรจากเจ้ากระดาษชิ้นเล็กๆ พวกนี้เลยสักนิด
สุดท้ายความอดทนก็ขาดผึง เธอโยนตัวต่อจิกซอว์ในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะตัดสินใจออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอกน่าจะดีกว่า
บรรยากาศภายนอกวันนี้ช่างแตกต่างจากทางเหนืออย่างสิ้นเชิง แสงแดดเจิดจ้าสาดส่อง ผืนหญ้าและต้นไม้ยังคงเขียวขจีสดใส ไร้ซึ่งความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำเหมือนอย่างที่เคยสัมผัส
หลิ่วมู่มู่เดินทอดน่องวนรอบชุมชนไปหนึ่งรอบใหญ่ สุดท้ายก็เลือกทำเลเหมาะๆ อย่างม้านั่งหินตัวหนึ่ง หย่อนตัวลงนั่งตากแดดรับวิตามินและเสริมแคลเซียมให้กระดูกเสียหน่อย
แสงแดดยามบ่ายที่สาดลงมาทำเอาหนังตาของเธอเริ่มหนักอึ้ง ความง่วงงุนเข้าจู่โจมจนสติเริ่มจะหลุดลอย
ในจังหวะที่กำลังเคลิบเคลิ้มกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้น หูของเธอก็แว่วเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตรงเข้ามา
หลิ่วมู่มู่ปรือตาข้างหนึ่งขึ้นมอง แล้วก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เมื่อพบว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้คือลูกสะใภ้ของบ้านตระกูลจางที่อยู่ติดกัน
ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงจากเสียงทะเลาะตบตีที่ดังลั่นมาจากบ้านข้างๆ เมื่อวานหรือเปล่า บนปลายคางของหญิงสาวตรงหน้าถึงได้มีรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำปรากฏให้เห็นเด่นชัด
หลิ่วมู่มู่ขมวดคิ้วมุ่นโดยอัตโนมัติ จิตใจคนบ้านนั้นทำด้วยอะไร แม้แต่คนท้องไส้ก็ยังลงไม้ลงมือได้ลงคอเชียวหรือ
“ฉันขอนั่งตรงนี้ด้วยคนได้ไหม” หลู่เหยาเอ่ยถามหลิ่วมู่มู่ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับสายลม
ทั้งที่ดูจากวัยวุฒิแล้ว เธออายุมากกว่าหลิ่วมู่มู่ตั้งหลายปี แต่ท่าทีกลับดูหวาดหวั่นระแวดระวัง เหมือนคนที่เคยชินกับการต้องคอยรองรับอารมณ์ผู้อื่นจนกลายเป็นนิสัย
“เชิญค่ะ” แม้หลิ่วมู่มู่จะได้ยินกิตติศัพท์และเรื่องซุบซิบของเพื่อนบ้านตระกูลจางมากรอกหูอยู่บ่อยครั้ง แต่โดยส่วนตัวแล้วเธอไม่ค่อยอยากจะเอาตัวเข้าไปพัวพันกับคนบ้านนี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับหลู่เหยาคนนี้
การมีตัวตนอยู่ของหลู่เหยามักจะสะกิดใจให้หลิ่วมู่มู่คิดไปว่า เมื่อก่อนแม่แท้ๆ ของเธอก็คงต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน
ถึงเธอจะไม่เคยมีโอกาสเอ่ยปากถามต่งเจิ้งหาว และต่อให้ถามไปเขาก็คงไม่มีทางปริปากพูดความจริง แต่เจียงหลีเคยหลุดปากเล่าให้ฟังเองว่า
หวังกุ้ยเซียงกับแม่เฒ่าจางสองคนนี้มีนิสัยถอดแบบกันมา โดยเฉพาะวิธีการปฏิบัติต่อลูกสะใภ้ที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน
บางวูบหลิ่วมู่มู่ก็นึกสงสัย เป็นเพราะเมื่อก่อนแม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการใช้ชีวิตในบ้านตระกูลต่งหรือเปล่า พอได้โอกาสหนีไปแล้ว ถึงได้ไม่เคยหวนกลับมาเหลียวแลลูกสาวอย่างเธอเลยสักนิด
สมัยยังเด็กเธอเคยถามคุณปู่หลิ่ว ปู่ได้แต่บอกปัดว่าเธอกับพ่อแม่มีวาสนาต่อกันเพียงน้อยนิด ปู่พยายามเติมเต็มความรักความอบอุ่นให้เธออย่างดีที่สุด แต่ลึกๆ ในใจ เด็กคนหนึ่งก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังอยู่ดี
หลิ่วมู่มู่ไม่อยากจะนั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ขณะที่กำลังขยับตัวจะลุกหนี หลู่เหยาก็เปิดปากพูดขึ้นเสียก่อน น้ำเสียงของเธอยังคงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ “ฉันได้ยินมาว่าเธอดูดวงเป็น ใช่ไหม”
หลิ่วมู่มู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้เหมือนเจียงหลีจะเคยเล่าให้น้องสาวของลุงจางฟัง เป็นคนนั้นคาบข่าวมาบอกหรือ
ยังไม่ทันจะสงสัยจบ ก็เห็นหลู่เหยาก้มหน้าลงต่ำพลางขยายความต่อ “ฉันเคยได้ยินเสวี่ยฉีพูดถึงน่ะ”
ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ระแคะระคายมาแล้ว หลิ่วมู่มู่ก็คร้านจะปิดบัง เธอพยักหน้ารับตามตรง “ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
หลู่เหยาเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าฉายแววลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้เร่งรัดกดดัน เธอนั่งนิ่งรอให้อีกฝ่ายรวบรวมความกล้าพูดออกมาอย่างอดทน
“แม่สามีของฉัน...” เพียงแค่เอ่ยออกมาสี่คำ น้ำเสียงของเธอก็เริ่มสั่นเครือเจือสะอื้น ราวกับความคับแค้นใจที่อัดอั้นมานานกำลังจะปะทุ
เธอเบือนหน้าหนีไปปาดน้ำตาทางอื่น ก่อนจะหันกลับมาเล่าต่อ “ช่วงนี้แม่สามีของฉันฝันร้ายบ่อยมาก”
“แล้วก็ชอบละเมอพูดจาแปลกๆ เมื่อไม่กี่คืนก่อนตอนฉันลุกมาเข้าห้องน้ำ บังเอิญได้ยินแกพร่ำพูดคำว่าขอโทษไม่หยุดปาก แล้วยังพูดออกมาว่า... ไม่ได้ตั้งใจผลักคนคนนั้นตกลงไป”
โอ้โห หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง ความง่วงที่เคยเกาะกุมหายเป็นปลิดทิ้งในวินาทีนั้น
เธอยังจำได้แม่น เจียงหลีเคยเล่าว่าสะใภ้คนก่อนของบ้านตระกูลจางพลัดตกบันไดเสียชีวิตทั้งที่ยังตั้งท้อง
ตอนนั้นใครๆ ก็ลือกันให้แซ่ดว่า เป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ส่งของอัปมงคลไปกระตุ้นจนเกิดเรื่องร้าย สรุปว่าความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกหรือ
หลิ่วมู่มู่ไตร่ตรองดูแล้วก็พูดเตือนสติไปตรงๆ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกค่ะ คุณควรไปแจ้งตำรวจมากกว่านะ”
หลู่เหยาส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ “แม่สามีของฉันถึงแกจะปากร้ายนิสัยเสียไปบ้าง แต่เนื้อแท้แกไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”
“ฉันเชื่อว่าแกไม่มีทางเจตนาฆ่าคนแน่ๆ ถ้าขืนไปแจ้งตำรวจตอนนี้ เรื่องคงบานปลายจนไม่มีทางแก้ไข ฉันก็เลยอยากจะ... ขอร้องให้เธอช่วยดูให้หน่อยได้ไหมว่า สรุปแล้วแกเคยลงมือฆ่าคนจริงๆ หรือเปล่า”
คำแก้ต่างนั้นทำเอาหลิ่วมู่มู่ถึงกับไปไม่เป็น แม่เฒ่าจางทำตัวร้ายกาจขนาดนั้นยังกล้าพูดว่าไม่ใช่คนเลวร้ายอีกหรือ
บางทีในมุมมองของหลู่เหยา อีกฝ่ายอาจจะยังมีส่วนดีอยู่บ้างกระมัง แต่สำหรับหลิ่วมู่มู่แล้ว เธอไม่เข้าใจตรรกะนี้เลยสักนิด
คำขอร้องพิลึกพิลั่นแบบนี้หลิ่วมู่มู่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก พูดกันตามตรง หากวิชาดูโหงวเฮ้งของเธอแก่กล้าถึงขั้นมองปุ๊บรู้ปั๊บ ตอนที่เจอหน้าแม่เฒ่าจางครั้งแรกเธอก็คงมองทะลุปรุโปร่งไปนานแล้ว
เจอกันมาก็ตั้งหลายหน น่าเสียดายที่เธอมองไม่เห็นเงื่อนงำอะไรในตัวหญิงชราคนนั้นเลย
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่เฒ่าจาง ต่อให้ใช้วิธีเสี่ยงทายดวงชะตา เจ้าตัวก็ต้องเป็นคนมาเสี่ยงทายเองถึงจะเห็นผล แถมยังมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูงเสียด้วย
แน่นอนว่ายังมีวิธีที่ง่ายและเด็ดขาดที่สุด คือเธอเปิดเนตรสวรรค์ดูให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
เห็นหลิ่วมู่มู่นิ่งเงียบไป หลู่เหยาก็เริ่มร้อนรน ส่งสายตาเว้าวอนน่าสงสาร “ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว แล้วก็ไม่กล้าบอกสามีด้วย ขอร้องล่ะนะ ช่วยฉันหน่อยเถอะ”
สุดท้าย หลิ่วมู่มู่ก็ทำได้เพียงปฏิเสธออกไปอย่างสุภาพว่า “ขอโทษด้วยนะคะ คุณคงประเมินความสามารถฉันสูงเกินไป เรื่องนี้ฉันไม่มีวิธีดูให้ได้จริงๆ ค่ะ”
พูดจบ ไม่รอให้หลู่เหยาได้รั้งตัวไว้ หลิ่วมู่มู่ก็ลุกขึ้นเดินหนีออกมาทันที
เมื่อเห็นแผ่นหลังของเด็กสาวเดินห่างออกไป หลู่เหยาก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือ ไหล่ลู่ลงด้วยความสิ้นหวัง
เดินออกมาได้สักระยะหนึ่ง หลิ่วมู่มู่ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองหลู่เหยาที่ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ที่เดิม คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันแน่น
พอกลับเข้ามาในบ้าน หลิ่วมู่มู่ก็ยังสลัดเรื่องเมื่อครู่หลุดจากหัวไม่ได้
ชะตากรรมที่หลู่เหยาต้องเผชิญก็น่าเห็นใจอยู่หรอก แต่จุดที่ทำให้เธอติดใจไม่ใช่ความน่าสงสารนั้น แต่เป็นทัศนคติและวิธีการแก้ปัญหาของอีกฝ่ายต่างหาก
คนสติดีๆ ที่ไหนเวลาเจอเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวควรจะเป็นการแจ้งตำรวจไม่ใช่หรือ
ต่อให้จะรู้สึกว่าตำรวจอาจจะหาหลักฐานมัดตัวไม่ได้ ปิดคดีไม่ลง แต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องคิดเรื่องหย่าขาดให้รู้แล้วรู้รอดไปก่อน
แต่หลู่เหยากลับเลือกเดินมาหาหมอดู
ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง หมอดูที่มีวิชาอาคมแก่กล้าจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาได้สารพัดเรื่อง แต่ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป การดูหมอมักจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่คนจะเลือกคว้าไว้
นอกจากจะจนตรอกจริงๆ จนไม่เหลือหนทางอื่น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครหน้าไหนคิดจะใช้วิธีดูดวงมาไขคดีฆาตกรรมเป็นอันดับแรกหรอก
อีกประเด็นคือ ทำไมต้องเจาะจงมาหาเธอ
เจียงหลีเป็นคนแนะนำเธอให้จางเสวี่ยฉีรู้จัก แต่ตอนนั้นจางเสวี่ยฉีไม่ได้เลือกใช้บริการเธอ เหตุผลข้อแรกคงหนีไม่พ้นรูปลักษณ์ภายนอกของเธอที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนซินแสผู้ทรงภูมิ
คงเอาไปตบตาหลอกแม่เฒ่าจางไม่ได้ ส่วนข้อสอง ย่อมต้องแฝงความนัยว่าไม่เชื่อถือน้ำยาของเธอรวมอยู่ด้วยเป็นแน่
[จบบท]