บทที่ 121: ความลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
แม่เฒ่าจางยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเจตนาฆ่าคน และด้วยเวลาที่ล่วงเลยมานานหลายปีเช่นนี้ ตำรวจเองก็คงยากที่จะขุดหาพยานหลักฐานใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ การตัดสินคดีจะออกมาในรูปแบบไหนจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป
ทว่าสำหรับบรรดาคนที่หูตากว้างไกล พอได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังแล้ว ต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความสังเวช
ทางด้านต่งเจิ้งหาวนั้น สิ่งที่เขารู้สึกไม่ใช่แค่ความเห็นใจ แต่เป็นความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจเสียมากกว่า
ภาพซ้อนทับระหว่างแม่เฒ่าจางกับแม่แท้ๆ ของเขาช่างชัดเจนจนน่าขนลุก หากไม่ใช่เพราะว่าหญิงชราในบ้านของเขาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ยาเม็ดกำเนิดบุตร” ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าในอดีตท่านจะไม่ขวนขวายหามันมาป้อนเข้าปากเจียงหลี
“ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนแก่พวกนี้คิดอะไรกันอยู่ ทำไมถึงได้ยึดติดกับการต้องมีลูกชายสืบสกุลขนาดนั้น มีคนเดียวไม่พอยังจะดันทุรังให้มีคนที่สองอีก” ต่งเจิ้งหาวเอ่ยวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงของคนที่ผ่านโลกมามาก
หลิ่วมู่มู่แค่นเสียงในลำคอพลางปรายตามอง “ก็คงคิดว่าที่บ้านมีราชบัลลังก์ทองคำต้องให้สืบทอดล่ะมั้งคะ การคัดเลือกองค์รัชทายาทถึงได้ต้องพิถีพิถันขนาดนี้”
ต่งเจิ้งหาวรู้สึกเหมือนโดนลูกสาวเหน็บแนมเข้าให้จึงแสร้งกระแอมแก้เก้อ “อะแฮ่ม... มันก็เป็นค่านิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ยังไงซะครอบครัวก็ยังต้องการผู้ชายไว้เป็นเสาหลักค้ำจุนบ้าน”
“อ๋อ” หลิ่วมู่มู่ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง หันหน้าไปทางน้องชาย
“นี่พ่อเสาหลักของบ้าน พูดอะไรกับพ่อนายหน่อยสิ”
ต่งฉีที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาแทะปีกไก่อย่างเอร็ดอร่อยเงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อบังเกิดเกล้า “พ่อครับ... ผมว่าบ้านเรามีทายาทแค่ผมคนเดียวก็เหลือเฟือแล้วนะ”
เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนจะเสริมขึ้นอีกประโยค “มีลูกเยอะมันเปลืองเงิน พ่อดูคุณอาจางข้างบ้านสิ อยากมีลูกชายจนตัวสั่น ตอนนี้เป็นไงล่ะ ใกล้จะล้มละลายอยู่รอมร่อแล้ว”
ไอ้ลูกชายตัวแสบนี่ถึงกับกล้าสั่งสอนเขาเชียวหรือ
แต่เมื่อลองตรองดูให้ดี คำพูดของลูกชายก็ฟังดูมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย
แม้เรื่องราวเลวร้ายแบบตระกูลจางข้างบ้านจะเป็นกรณีพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่การที่ครอบครัวหนึ่งต้องมาพังทลายบ้านแตกสาแหรกขาดเพียงเพราะความอยากมีลูกชาย ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้หนาวสะท้านในใจไม่น้อย
“มีเรื่องหนึ่งที่หนูยังสงสัย คุณอาจางคนนั้น เขาไม่รู้จริงๆ เหรอว่าภรรยาเก่าของเขาตายยังไง” จู่ๆ หลิ่วมู่มู่ก็โพล่งคำถามขึ้นมา
ต่งเจิ้งหาวชะงักมือที่กำลังจะคีบอาหาร ก่อนจะวางตะเกียบลงช้าๆ “เรื่องนี้พูดยาก”
ความสัมพันธ์ของเขากับจางซื่อจิงจำกัดอยู่แค่แวดวงธุรกิจ แม้ภายนอกอีกฝ่ายจะดูเป็นคนอัธยาศัยดี แต่เรื่องจิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง
กลับเป็นเจียงหลีที่เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เขาต้องรู้อยู่แล้ว ฉันว่าที่เขารีบร้อนแต่งงานพาหลู่เหยาเข้าบ้าน ส่วนสำคัญก็เพื่อใช้เรื่องชู้สาวมาเบี่ยงเบนความสนใจ และกลบเกลื่อนความจริงเกี่ยวกับการตายของภรรยาเก่ามากกว่า”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือตัวเธอเอง ที่สนิทสนมกับจางเสวี่ยฉี เรื่องราวการตายของพี่สะใภ้คนก่อนที่ออกจากปากของจางเสวี่ยฉี ก็มีเพียงเรื่องที่ว่าผู้ตายถูกหลู่เหยากระตุ้นโทสะจนพลัดตกลงมาจากบันไดไม่ใช่หรือ
ก่อนหน้านี้จางเสวี่ยฉียังพร่ำพรรณนาว่าแม่ของตนรักใคร่เอ็นดูพี่สะใภ้คนก่อนมากเพียงใด มาตอนนี้พอลองนึกย้อนกลับไป มันช่างน่าขันสิ้นดี
ใครจะไปคาดคิดว่าสาเหตุการตายที่แท้จริงจะมีแม่เฒ่าจางเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนี้ แต่หากมีเพียงหลักฐานแวดล้อมแค่นี้ จางซื่อจิงคงไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ทางกฎหมายใดๆ
ทว่าโลกแห่งความจริงก็ได้ลงทัณฑ์เขาแล้ว ธุรกิจของจางซื่อจิงกำลังประสบปัญหาขั้นวิกฤต
ต่งเจิ้งหาวเล่าว่าเขาประกาศขายวิลล่าหรูที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่ในเมื่อข่าวการฆาตกรรมภรรยาเก่าภายในบ้านหลังนั้นแพร่สะพัดออกไป ราคาขายคงถูกกดลงต่ำจนน่าใจหาย
สองวันก่อนมหาวิทยาลัยเปิดภาคเรียน เฉียนเสี่ยวเหมิงเดินทางกลับมาถึงก่อนกำหนดและนัดหมายหลิ่วมู่มู่ให้ออกไปเที่ยวด้วยกัน ทันทีที่หลิ่วมู่มู่ก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน เธอก็ปะหน้ากับสองพ่อลูกตระกูลจางเข้าพอดี
ดูเหมือนทั้งคู่กำลังเตรียมตัวย้ายออก ข้าวของสัมภาระบางส่วนถูกจัดเตรียมไว้รอการขนย้าย
จางซื่อจิงดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเมื่อหลายวันก่อนเล็กน้อย แต่บรรยากาศรอบตัวยังคงเต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง ส่วนจางหยางนั้นดูมืดมนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงที่ถูกคุมขังไม่ได้พักผ่อนหรืออย่างไร ขอบตาของเด็กหนุ่มจึงดำคล้ำลึกโหล...
ทันใดนั้นเอง หัวใจของหลิ่วมู่มู่ก็กระตุกวูบอย่างรุนแรง ความคิดหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมอง
ก่อนหน้านี้เธอละเลยจุดสังเกตบางอย่างไป กู่ของต่งฉีได้แพร่กระจายไปสู่จางหยาง ซึ่งตามหลักการแล้ว เมื่อจางหยางกลับไปอยู่บ้าน เขาก็ควรจะแพร่เชื้อมันต่อไปยังคนในครอบครัวทุกคน
อาการของแม่เฒ่าจางในตอนนั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่เธอจำได้แม่นว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทุกครั้งที่เธอพบหน้าหลู่เหยา ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นกลับดูเปล่งปลั่งสดใส ไร้ซึ่งร่องรอยของการถูกกู่กัดกิน
จริงอยู่ที่ว่าหากไม่ได้ทำเรื่องผิดบาป กู่ชนิดนี้อาจไม่ได้ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต แต่ปุถุชนคนธรรมดา ย่อมต้องมีเรื่องให้กังวลใจหรือเรื่องที่ต้องนึกเสียใจภายหลังบ้างไม่มากก็น้อย
เหตุไฉนหลู่เหยาถึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
ตัวของหลิ่วมู่มู่เองรอดพ้นมาได้เพราะมีป้ายนักพยากรณ์คุ้มครอง แล้วหลู่เหยาล่ะ หล่อนมีอะไร
ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่เคยมีต่อหลู่เหยาก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล หลิ่วมู่มู่เริ่มมั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่
น่าเสียดายที่นับตั้งแต่หลู่เหยาหย่าขาดจากจางซื่อจิง ก็ไม่มีใครได้ข่าวคราวของหล่อนอีกเลย จะให้ไปตามสืบหาความจริงตอนนี้ก็คงสายเกินแก้
ด้วยความที่ในหัวมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของหลู่เหยา หลิ่วมู่มู่จึงไม่ได้หยุดสนทนากับสองพ่อลูกตระกูลจาง
เธอเพียงพยักหน้าทักทายตามมารยาทแล้วรีบสาวเท้าเดินผ่านไป จนกระทั่งมาถึงจุดนัดพบกับเฉียนเสี่ยวเหมิง เธอถึงสามารถสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ออกไปได้
เฉียนเสี่ยวเหมิงมารออยู่ก่อนแล้วในชุดเสื้อโค้ทสีขาวสะอาดตา ตัดกับผ้าพันคอสีแดงสดที่พันรอบคอ ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ริมถนน
ทันทีที่เห็นเพื่อนสาว เธอก็ตะโกนเรียกชื่อเสียงดังพร้อมกระโดดโบกไม้โบกมือ “มู่มู่! มู่มู่!”
โดยไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งต่างพากันเดินเลี่ยงหนีรัศมีเสียงอันดังสนั่นของเธอ
วินาทีนั้น หลิ่วมู่มู่เกิดความรู้สึกอยากจะเดินหนีไปอีกทางเสียดื้อๆ ราวกับกลัวว่าชื่อเสียงของตนจะพลอยมัวหมองไปด้วย
แต่เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่เปิดโอกาสให้เธอทำเช่นนั้น หญิงสาวผมสั้นรีบวิ่งถลาเข้ามาหาด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่เจอกันหนึ่งวันเหมือนนานนับสามฤดูใบไม้ร่วง นี่เราไม่เจอกันตั้งเดือนกว่า ฉันคิดถึงเธอจะตายอยู่แล้ว!”
หลิ่วมู่มู่ถูกรวบตัวเข้าไปกอดจนแน่น แถมยังโดนบังคับให้เอาแก้มแนบแก้มอย่างไม่มีทางสู้
“แต่เราส่งข้อความหากันแทบทุกวันเลยนะ” หลิ่วมู่มู่เถียงเสียงอู้อี้
กลุ่มแชทหอพักของพวกเธอไม่เคยเงียบเหงา มีหัวข้อสนทนาใหม่ๆ ผุดขึ้นมาให้คุยกันได้ตลอดทั้งวัน แม้แต่เมื่อวานพวกเธอยังเพิ่งถกเถียงกันในกลุ่มว่าจะไปฉลองมื้อแรกของการกลับมาเจอกันที่ร้านไหนดี
“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง เราไม่ได้เจอตัวเป็นๆ กันสักหน่อย”
ประโยคนี้ช่างคุ้นหูเสียจริง จำได้ว่าเธอเองก็เคยพูดแบบนี้กับเยียนซิวเหมือนกัน กงเกวียนกำเกวียนแท้ๆ
เมื่อเฉียนเสี่ยวเหมิงแนบแก้มจนหนำใจแล้วจึงยอมปล่อยเพื่อนสาวให้เป็นอิสระ ก่อนจะคล้องแขนหลิ่วมู่มู่อย่างร่าเริง “ไปกันเถอะ ไปช้อปปิ้งกัน!”
ทั้งคู่ไม่ได้พิสมัยการเดินตากแอร์ในห้างสรรพสินค้าเท่าใดนัก ประจวบเหมาะกับที่หลิ่วมู่มู่เพิ่งจะค้นพบสถานที่น่าสนใจแห่งใหม่ในเมืองชิ่งเฉิงเมื่อไม่นานมานี้ เธอจึงพาเฉียนเสี่ยวเหมิงมุ่งหน้าไปยังถนนค้าของเก่า
ถนนสายนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเขตเมืองเก่า ชาวบ้านร้านถิ่นเรียกขานกันจนติดปากว่าถนนค้าของเก่า
บรรยากาศที่นี่คึกคักมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ตั้งแต่ร้านแกะสลักตราประทับ แผงขายหยกและเครื่องเคลือบโบราณ ไปจนถึงคนปูเสื่อขายอิฐเก่า
และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสถานที่แบบนี้ก็คือ เหล่าหมอดูและนักพยากรณ์ที่ตั้งแผงรอลูกค้าอยู่นั่นเอง
[จบบท]