บทที่ 124: เสียงร้องไห้ยามวิกาล
เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ สีหน้าของเจิ้งชิงเหมยก็ฉายแววขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย เธอเล่าว่ากว่าจะลากสังขารจากสนามบินกลับมาถึงบ้านได้ เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว เสียเวลาอันมีค่าไปตั้งหลายชั่วโมงโดยใช่เหตุ
บอดหลิวลูบเคราแพะของตนช้าๆ พลางใช้ความคิด หากเจิ้งชิงเหมยเดินทางไปทำงานต่างเมืองตามกำหนดการปกติ
คืนนั้นคนที่ต้องนอนเฝ้าบ้านอยู่ตามลำพังก็ควรจะเป็นซ่งอวิ้เพียงคนเดียว เมื่อคิดได้ดังนั้น หรือว่าเป้าหมายแท้จริงของเรื่องราวทั้งหมดนี้ คือการพุ่งเป้าไปที่ตัวซ่งอวิ้โดยเฉพาะ?
บอดหลิวไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ หลังจากเดินสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยภายในบ้านจนทั่วแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เขาจึงหันไปบอกกับคู่สามีภรรยาด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมาว่า
“ผมตรวจไม่พบกลิ่นอายความผิดปกติอะไรเลย ดูจากโหงวเฮ้งบนใบหน้าของพวกคุณทั้งสองคน ก็ไม่มีเค้าลางของผู้ที่กำลังจะประสบเภทภัย”
ซ่งอวิ้และเจิ้งชิงเหมยหันมามองหน้ากันเอง ต่างคนต่างก็มีสีหน้ามึนงงทำตัวไม่ถูก
บอดหลิวจึงเอ่ยต่อว่า “ถ้าพวกคุณสองคนไม่รังเกียจ คืนนี้ผมอยากจะขอรบกวนค้างที่นี่สักคืน อยากจะลองฟังเสียงร้องไห้ของเด็กทารกนั่นกับหูตัวเองดูสักหน่อย”
ของพรรค์นี้มันต้องได้เห็นได้ยินกับตาเนื้อ ถึงจะรู้ว่าเป็นลูกไม้ตื้นลึกหนาบางแบบไหน อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้เขาก็มั่นใจไปแล้วกว่าแปดส่วนว่า
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ฝีมือการจัดฉากของคนใดคนหนึ่งในบ้านแน่ๆ ในเมื่อคนในไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นความเป็นไปได้เดียวที่เหลืออยู่ก็คือฝีมือของคนนอก
“ไม่มีปัญหาครับ” ซ่งอวิ้ตอบรับคำอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แล้วพวกเราจำเป็นต้องอยู่เฝ้าบ้านด้วยไหมครับ?”
ความจริงเขาเริ่มวางแผนในหัวแล้วว่าจะย้ายหนีไปหาที่อยู่ใหม่ก่อนแล้วค่อยแจ้งตำรวจจัดการ
แต่ในเมื่อภรรยาอุตส่าห์ไปเชิญปรมาจารย์ผู้เก่งกาจมาถึงที่ แล้วเธอก็ยืนยันหนักแน่นว่าท่านผู้นี้มีวิชาอาคมแก่กล้า เขาก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
“ทางที่ดีที่สุดคือพวกคุณควรจะย้ายออกไปนอนที่อื่นสักคืน และต้องทำโดยไม่ให้ใครรู้ตัว เพื่อไม่ให้เป้าหมายไหวตัวทันครับ”
เจิ้งชิงเหมยตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ “โถ่ เรื่องนั้นง่ายนิดเดียวค่ะอาจารย์ บ้านหลังข้างๆ นี่ก็ของบ้านเราเอง ประตูด้านข้างรั้วมันเจาะเชื่อมถึงกันได้ เดี๋ยวฉันกับเหล่าซ่งย้ายไปนอนฝั่งนู้นก็เรียบร้อยแล้ว”
นี่สินะ โลกของคนรวย... จะซื้อวิลล่าหรูทั้งทีก็ต้องซื้อสองหลังติดกันไปเลย
วินาทีนั้น นอกจากเจิ้งเซวียนที่ชินชาแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็ต้องทึ่งในความมั่งคั่งระดับมหาเศรษฐีของคุณป้าของเขา
เมื่อตกลงแผนการกันได้เรียบร้อย คุณป้าเจิ้งชิงเหมยก็แสดงความมีน้ำใจ รั้งตัวพวกหลิ่วมู่มู่ให้อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกัน โดยเธอลงมือเข้าครัวโชว์ฝีมือปลายจวักด้วยตัวเอง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น บอดหลิวกับซ่งอวิ้นั่งคุยกันอย่างออกรส ทราบมาว่าบรรพบุรุษของซ่งอวิ้ประกอบกิจการค้าขายของเก่ามาหลายชั่วอายุคน พอตกทอดมาถึงรุ่นของเขา กิจการก็ขยับขยายกลายเป็นบริษัทประมูลชั้นนำ
ไม่น่าเชื่อว่าสองคนนี้จะคุยกันถูกคอเป็นปี่เป็นขลุ่ย หลิ่วมู่มู่นั่งมองซ่งอวิ้ที่แทบจะยกย่องบอดหลิวเป็นสหายรู้ใจด้วยความรู้สึกซับซ้อนในอก
คนหนึ่งคลุกคลีอยู่กับของเก่าของโบราณของจริงทุกวี่วัน ส่วนอีกคนหนึ่งซื้อของเก่าทีไรก็ได้แต่ของเก๊ย้อมแมวมาตลอด... ทำไมสองคนนี้ถึงจูนกันติดได้นะ?
เอาเถอะ อย่าไปหาคำตอบเลย ถ้าจะให้ตอบก็คงเป็นเพราะบารมีและเสน่ห์อันเหลือล้นของท่านปรมาจารย์หลิวนั่นแหละ
หลังจากมื้อค่ำจบลง เจิ้งเซวียนอาสาขับรถไปส่งเฉียนเสี่ยวเหมิงที่มหาวิทยาลัยพร้อมกับหลิ่วมู่มู่ แม้ว่าวันนี้จะได้เดินเที่ยวกันแค่ครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่หนำใจเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเฉียนเสี่ยวเหมิงจะอารมณ์ดีไม่น้อย
แถมเจิ้งเซวียนยังใจป้ำ รับปากว่าเปิดเทอมเมื่อไหร่จะเลี้ยงข้าวเพื่อนร่วมห้องพักของพวกเธอทั้งห้องอีกด้วย พอรถจอดส่งที่หน้าตึก เฉียนเสี่ยวเหมิงก็หิ้วถุงเค้กและแก้วชานมที่เจิ้งเซวียนซื้อให้ เดินตัวปลิวกลับเข้าหอพักไปอย่างมีความสุข
“นี่... ทำไมฉันรู้สึกตงิดๆ ว่าพี่มีเจตนาแอบแฝงนะ?” หลิ่วมู่มู่นั่งกอดอกอยู่ในรถ ขบคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทำไมเธอได้กินแค่น้ำผลไม้ แต่ไม่มีเค้กชิ้นเล็กติดไม้ติดมือมาด้วย?
จะเลี้ยงสาวทั้งที ทำไมต้องมีมาตรฐานซ้อนเร้นเลือกปฏิบัติแบบนี้ด้วยล่ะ?
เจิ้งเซวียนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม “ก็... ก็ไม่ใช่ว่าเค้กรสส้มมันเหลืออยู่แค่ชิ้นเดียวหรอกเหรอ”
แหม ช่างบังเอิญเสียจริง เหลือเค้กรสส้มแค่ชิ้นเดียว แล้วก็ดันเป็นรสโปรดของเฉียนเสี่ยวเหมิงพอดิบพอดี ก็เลยซื้อให้แค่เธอคนเดียว ฟังดูสมเหตุสมผลไม่มีพิรุธเลยเนอะ... คิดว่าเธอเป็นเด็กสามขวบหรือไง!
หลิ่วมู่มู่ปรายตามองค้อนวงใหญ่ใส่เขา “พี่รู้ใช่ไหมว่าแฟนเก่าของสวีหลานจบไม่สวยยังไง?”
นี่ยังไม่ทันจะเริ่มจีบ ก็ริอ่านมาทำให้เพื่อนเจ้าสาวไม่พอใจเสียแล้ว ยังอยากจะมีอนาคตกับเพื่อนเธออยู่ไหม!
เจิ้งเซวียนรีบยกมือสองข้างขึ้นยอมแพ้ทันที “พี่ก็แค่มีความคิดแวบขึ้นมาเฉยๆ น่า อย่างมากวันนี้ก็แค่ให้เค้กชิ้นเดียวเอง ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำอะไรเลยนะ”
“จริงเหรอ? พวกพี่ไม่ได้แอบคบกันลับหลังฉันนะ?”
“ไม่มีจริงๆ สาบานได้ ก็แค่เทอมที่แล้วบังเอิญเจอกันบ้างบางครั้ง เคยไปนั่งกินข้าวโรงอาหารด้วยกันบ้างนิดหน่อย...” เจิ้งเซวียนตอบเสียงเบา สายตาลอกแลกมองเพดานรถ
หลิ่วมู่มู่ยกมือกุมหน้าอกด้วยความตกใจ เพื่อนร่วมห้องของพวกเธออยู่กันมาตั้งนาน กลับไม่มีใครระแคะระคายเรื่องนี้เลยสักคน
ในเมื่อสถานะของเจิ้งเซวียนเปลี่ยนจากคนรู้จักกลายมาเป็นว่าที่คนตามจีบเพื่อนรัก สายตาที่หลิ่วมู่มู่มองเขาจึงแปรเปลี่ยนไปในทันที ราวกับแม่ยายที่กำลังจ้องจับผิดลูกเขยตัวดี
หน้าตาก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไรนักหนา แถมอายุยังมากกว่าเฉียนเสี่ยวเหมิงตั้งหลายปี ผมก็หยิกหยอยดูเจ้าชู้ประตูดิน ท่าทางพึ่งพาไม่ได้แน่ๆ!
เวลาที่ปรมาจารย์หลิ่วมองใครแล้วไม่ถูกชะตา เธอก็มักจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินเอาดื้อๆ แบบนี้เสมอ
เจิ้งเซวียนถูกจ้องจนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว จึงลองต่อรองเสียงอ่อน “ท่านอาจารย์ครับ... เลิกจ้องผมแบบนั้นได้ไหม?”
“ไม่ได้!”
“งั้น... ช่วยดูดวงให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ว่ามีโอกาสจีบติดกี่เปอร์เซ็นต์?” เจิ้งเซวียนเริ่มได้คืบจะเอาศอก อาศัยจังหวะนี้ตีสนิท
“ฝันไปเถอะ” เธอสะบัดหน้าหนี ไม่มีทางดูให้หรอก
เจิ้งเซวียนทำหน้ามุ่ยด้วยความผิดหวัง ในใจหมายมั่นปั้นมือว่าเดี๋ยวกลับไปถึงบ้านจะลองไปขอคำปรึกษาจากบอดหลิว แล้วก็คงต้องอุดหนุนยันต์มหาเสน่ห์หรือเครื่องรางอะไรสักหน่อย เผื่อจะช่วยเพิ่มแต้มบุญเรื่องความรักได้บ้าง
มื้อเย็นหลิ่วมู่มู่ยังคงฝากท้องไว้ที่บ้านตระกูลซ่ง ระหว่างที่กำลังทานข้าว ก็มีเสียงโทรศัพท์จากทางบ้านดังเข้ามา
ต่งเจิ้งหาวผู้เป็นพ่อ พอรู้ข่าวว่าลูกสาวตัวดีจะหนีไปนอนค้างอ้างแรมข้างนอกอีกแล้ว ก็เริ่มบ่นกระปอดกระแปดยาวเหยียดตามประสา
หลิ่วมู่มู่ถือหูโทรศัพท์ไว้ห่างๆ ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ปากก็ร้องอือออรับคำไปส่งเดช ส่วนเนื้อหาที่พ่อพร่ำบ่นนั้นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมดสิ้น
บอดหลิวนั่งมองภาพนั้นอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มขบขันบนใบหน้า
ช่วงเวลาประมาณสามทุ่มกว่า สองสามีภรรยาตระกูลซ่งก็พากันย้ายออกไปพักยังบ้านหลังข้างๆ ตามแผน ทิ้งคฤหาสน์หลังใหญ่โตโอ่อ่าไว้ให้เหลือเพียงหลิ่วมู่มู่และชายหนุ่มต่างวัยอีกสองคน
เข็มนาฬิกาเดินไปจนถึงเที่ยงคืน ภายในบ้านเปิดไฟสว่างไสวราวกับกลางวัน แต่ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ ไม่มีเสียงผิดปกติใดๆ เล็ดลอดออกมา
ทั้งสามคนปักหลักรวมตัวกันอยู่ในห้องนอนใหญ่ หลิ่วมู่มู่นั่งกอดผ้าห่มขดตัวกลมอยู่บนโซฟาเดี่ยว ความง่วงเริ่มเข้าครอบงำจนตาจะปิด
บอดหลิวผู้เจนจัดงีบหลับไปได้สองตื่นแล้ว ส่วนเจิ้งเซวียนยังคงนั่งจิ้มโทรศัพท์เล่นเกมอยู่ข้างๆ หลิ่วมู่มู่อย่างคึกคักไม่มีทีท่าว่าจะง่วง
เสียงลูกตุ้มนาฬิกาโบราณในห้องแกว่งไปมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ติ๊ก... ติ๊ก... เผลอแป๊บเดียว เข็มสั้นก็เคลื่อนตัวไปชี้ที่เลขสอง
หลิ่วมู่มู่เพิ่งจะงีบหลับไปได้ตื่นหนึ่ง แต่เพราะท่านอนไม่ค่อยสบายนัก บวกกับอากาศที่เริ่มเย็นลง ทำให้เธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย
“ตีสองแล้ว” เจิ้งเซวียนวางโทรศัพท์ลงทันทีที่เห็นหลิ่วมู่มู่ลืมตาขึ้น เขาเอ่ยบอกเวลาเสียงเรียบ
เมื่อวานนี้ เขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารกตอนเวลานี้นี่แหละ
หลิ่วมู่มู่ยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอด ขยี้ตาที่ปวดเมื่อยด้วยความเพลีย เธอเริ่มนึกเสียใจขึ้นมานิดๆ ที่ดันทุรังตามบอดหลิวมาดูเรื่องสนุก คืนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง จะคุ้มกับเวลานอนที่เสียไปหรือเปล่า
และในวินาทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านสมอง จู่ๆ ไฟในห้องรับแขกด้านนอกก็ดับพรึบลง เหมือนมีอะไรบางอย่างจงใจทำลายหลอดไฟจนแตกเสียหาย ตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของทารกที่เจิ้งเซวียนเคยเล่าให้ฟัง มันดังแทรกความเงียบสงัดขึ้นมาทันที
มันไม่ใช่เสียงร้องไห้ของเด็กธรรมดา แต่เป็นเสียงร้องโหยหวน เยือกเย็น และน่าสะพรึงกลัวราวกับหลุดออกมาจากหนังผีสยองขวัญ
บอดหลิวสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันควัน ทั้งสามคนยังไม่ทันจะได้ตั้งหลักเตรียมรับมือ ก็เห็นเงาดำตะคุ่มๆ ขนาดไม่ใหญ่มากวิ่งวูบผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมา ไฟในห้องนอนใหญ่ที่พวกเขานั่งอยู่ก็ดับวูบลงตามไป
ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง เสียงร้องไห้นั้นยิ่งทวีความแหลมสูงบาดหูมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังยืนร้องไห้อยู่รอบๆ ตัวของพวกเขาในตอนนี้
[จบบท]