บทที่ 13: งานเลี้ยง
เจียงหลีหันไปมองต่งเยว่ด้วยสายตาตำหนิแวบหนึ่งที่ลูกสาวดูตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ไม่ได้ดั่งใจ ก่อนที่เธอจะก้าวลงจากรถไป
ส่วนต่งเยว่ที่จู่ๆ ก็โดนแม่มองค้อนใส่ได้แต่ทำหน้างงงัน ไม่เข้าใจว่าตนทำสิ่งใดผิด
ที่หน้าประตูทางเข้า จานหงเย่กับเสี่ยวเจีย สองสามีภรรยาเจ้าของงาน กำลังยืนต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ พอเห็นเจียงหลีกับสามีเดินมาพร้อมกับเด็กผู้หญิงอีกสองคนที่ตามหลัง เสี่ยวเจียก็รีบดึงแขนสามีของเธอมาแนะนำ
"นี่คือลูกสาวคนโตของพี่เขยที่เพิ่งหาตัวเจอไงคะ คุณจำได้ไหม ที่คุณเคยกังวลว่าเสี่ยวหนีลูกเราจะไม่มีเพื่อนเล่นน่ะค่ะ เด็กคนนี้เธอก็อายุเท่าๆ กับเสี่ยวหนีเลย ให้พวกเขารู้จักกันไว้น่าจะดีนะคะ"
จานหงเย่มีสีหน้าประหลาดใจไปชั่วครู่ แต่ก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็วพลางยิ้มให้กับหลิ่วมู่มู่
"เดี๋ยวน้าแนะนำให้หนูรู้จักกับลูกสาวน้านะ พวกเธอจะได้เล่นด้วยกัน"
หลิ่วมู่มู่ยังคงยืนนิ่งราวกับต้องมนตร์ เธอตกอยู่ในความประหลาดใจจนไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรกันเลยแม้แต่น้อย แม้เป็นความจริงที่จานหงเย่อาจจะไม่รู้จักเธอ แต่สำหรับเธอแล้ว เธอรู้จักผู้ชายคนนี้เป็นอย่างดี
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง ระหว่างทางที่นั่งรถมา เธอยังคุยเล่นกับต่งเยว่อยู่เลยว่ามีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งแซ่จาน ไม่คิดเลยว่า 'จาน' ทั้งสองจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
เพราะคุณจานคนนี้ก็คือพ่อของจานนี เพื่อนสมัยมัธยมปลายของเธอนั่นเอง!
คฤหาสน์ของตระกูลจานหลังใหญ่โตโอ่อ่า แขกที่ได้รับเชิญมาในงานก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ดูเหมือนจะเยอะเป็นพิเศษ
พอเดินเข้ามาในงาน ต่งเจิ้งหาวกับภรรยาก็แยกตัวไปทักทายพูดคุยกับคนที่รู้จัก ปล่อยให้หลิ่วมู่มู่กับต่งเยว่ยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหารว่างที่เรียงรายไปด้วยขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยหน้าตาน่ารักหลากหลายชนิด ซึ่งมองดูแล้วช่างยั่วน้ำลายเสียจริง
"กินได้ยังอะ" หลิ่วมู่มู่กระซิบถามต่งเยว่เบาๆ
ต่งเยว่ส่ายหน้าน้อยๆ
"ตอนนี้อย่าเพิ่งดีกว่าจ้ะ รอให้คุณน้าเขยเป่าเค้กวันเกิดก่อนนะ พอถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครมาสนใจแล้วล่ะ"
"พวกคนรวยนี่..." หลิ่วมู่มู่พึมพำกับตัวเอง ก่อนจะละสายตาจากคัพเค้กชิ้นจิ๋วอย่างเสียดาย
"วันนี้ดูเหมือนจะมีคนรุ่นๆ เรามาเยอะเลยนะ เธอไม่รู้จักใครบ้างเหรอ ไม่ต้องไปทักทายหน่อยหรือไง" หลิ่วมู่มู่มองไปรอบๆ อย่างสงสัยใคร่รู้ พลางเอ่ยถามต่งเยว่
ต่งเยว่ส่ายหน้าอีกครั้ง
"เสี่ยวฉีจะสนิทกับพวกเขามากกว่าน่ะ"
โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในชิ่งเฉิงคือโรงเรียนเต๋ออวี้ ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมปลาย คนส่วนใหญ่ในงานนี้จึงมาจากโรงเรียนเดียวกัน แน่นอนว่าย่อมรู้จักกันอยู่แล้ว แต่เรื่องความสัมพันธ์สนิทสนมคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ต่งฉีนั้นมีเงินค่าขนมเหลือเฟือ เขาจึงเข้ากลุ่มกับพวกนี้ได้สบายๆ แต่ต่งเยว่แตกต่างออกไป เธอเลยไม่ค่อยมีเพื่อนในกลุ่มนี้สักเท่าไหร่
และก็เป็นอย่างที่ต่งเยว่พูด จนกระทั่งงานเลี้ยงเริ่ม ก็ไม่มีใครเดินเข้ามาทักทายเธอเลย ดูเหมือนว่ากลุ่มวัยรุ่นพวกนั้นจะมีโลกส่วนตัวของพวกเขา และไม่สนใจคนนอกอย่างพวกเธอทั้งสอง
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสังเกตเห็นหลิ่วมู่มู่ ในวงล้อมของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้น กำลังพูดถึงเธออยู่พอดี
ต่งเจิ้งหาวไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียง การที่เขามาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้แล้วพาเด็กผู้หญิงหน้าตาไม่คุ้นเคยมาด้วย ย่อมเป็นที่สนใจของผู้คน
คนไหนที่พอจะได้ข่าวมาบ้าง ก็รู้ว่าบ้านตระกูลต่งเพิ่งจะมีเด็กผู้หญิงเพิ่มมาอีกคน
มีคนหนึ่งมองไปทางหลิ่วมู่มู่ก่อนจะพูดเยาะๆ ขึ้นมา
"ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรกันนะ จู่ๆ ก็ฮิตละครน้ำเน่าตามหาไข่มุกที่หายไปจากทะเลกันจัง"
คนอื่นๆ ที่สนิทกันหน่อยก็หันไปมองคนพูด ด้วยเพราะบ้านของเขาก็เพิ่งจะไปตามลูกนอกสมรสกลับเข้าบ้านมาเหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะอารมณ์ไม่ดี
แต่ก็มีคนพูดแย้งขึ้นมา
"พี่สาวคนนั้นดูอายุเยอะกว่าต่งเยว่อีกนะ ไม่แน่อาจจะเป็นลูกที่เกิดก่อนที่คุณต่งจะแต่งงานก็ได้"
"เกิดก่อนแต่งหรือหลังแต่ง มันก็ลูกนอกสมรสเหมือนกันนั่นแหละ ใครจะไปดีกว่าใครกัน"
กลุ่มคนเหล่านั้นเถียงกันอยู่สองสามประโยค ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นกันอย่างรวดเร็ว
ทว่ามีอยู่คนหนึ่งที่พอเห็นหลิ่วมู่มู่ ทั้งร่างก็พลันนิ่งงันไป
เจิ้งเซวียนเพิ่งจะไปผ่าตัดเล็กมา แม้จะมาอยู่ในงานเลี้ยง เขาก็ยังต้องถือแก้วน้ำส้มแทนไวน์แดง
เขากำลังนั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองสามคนซึ่งล้วนแต่ถูกที่บ้านลากตัวมาให้ร่วมงานนี้อย่างเสียไม่ได้ ขณะที่กำลังรู้สึกเบื่อๆ ก็ได้ยินคนข้างๆ พูดเรื่องซุบซิบกัน
เขาจึงมองตามหัวข้อสนทนานั้นไป แล้วก็ได้เห็นคนที่พวกเขาเรียกว่า 'ลูกนอกสมรส' ของต่งเจิ้งหาว
นั่นมัน หลานสาวของนักพยากรณ์เทวดาคนนั้นนี่นา!
นี่มันบทละครพลิกผันอะไรกันเนี่ย
หลังจากออกจากโรงพยาบาลในวันนั้น เจิ้งเซวียนก็จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกที่ว่าตัวเองอาจจะอาศัยอยู่ในโลกแฟนตาซี
เขาถึงกับไปเปิดเชียนตู้หาคู่มือฝึกวิชามาทั้งคืน แล้วพยายาม 'โคจรพลังลมปราณ' อยู่สามวันติดต่อกัน แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า สุดท้ายเลยต้องพับความฝันที่จะเป็นเซียนเก็บไป
ตอนแรกเขาก็คิดว่า ในเมื่อหมอดูคนนั้นเสียไปแล้ว ชีวิตนี้ของเขาคงถูกกำหนดให้เป็นได้แค่คนธรรมดา แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะได้มาเจอกับหลานสาวของท่านที่นี่
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่น้อย
เจิ้งเซวียนรีบเดินตรงไปหาหลิ่วมู่มู่ด้วยความตื่นเต้น แต่พอมาหยุดอยู่ตรงหน้า เขาก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดๆ กลัวว่าเธอจะจำเขาไม่ได้
โชคยังดีที่หลิ่วมู่มู่มีความจำค่อนข้างดี เธอจำเจิ้งเซวียนได้ในแทบจะทันทีที่เห็นหน้า
เหตุผลหลักๆ ก็คือช่วงที่อยู่ที่โรงพยาบาล ท่าทีของเจิ้งเซวียนที่อยากจะเหมาจับทั้งเธอและคุณปู่ไปส่งให้ตำรวจมันชัดเจนเสียจน หลิ่วมู่มู่ไม่สามารถลืมเขาลงได้จริงๆ
"หวัดดี เราชื่อเจิ้งเซวียนนะ เธอยังจำเราได้ไหม" เจิ้งเซวียนลองทักทายดูแบบหยั่งเชิง
"จำได้สิ พี่ชายที่ผ่าตัดริดสีดวงอยู่ห้องข้างๆ คุณปู่ไง"
"...แค่กๆ" เจิ้งเซวียนถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง เขาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
"จำได้ก็ดีแล้ว จำได้ก็ดีแล้ว"
"สวัสดี เราชื่อหลิ่วมู่มู่ นี่ต่งเยว่ น้องสาวเราเอง" หลิ่วมู่มู่แนะนำตัวเองกับต่งเยว่ให้เขารู้จัก
"รู้แล้วๆ วันนี้บังเอิญจังเลยที่มาเจอเธอที่นี่ เราขอแอดเพื่อนเธอหน่อยได้ไหม"
ปกติเวลาอยู่ต่อหน้าสาวๆ เจิ้งเซวียนไม่เคยเขินอายเช่นนี้มาก่อน แต่เพราะบนตัวของหลิ่วมู่มู่มีรัศมีของ 'ยอดฝีมือ' แผ่ออกมา เขาจึงทำตัวแตกต่างไปจากเดิม
หลิ่วมู่มู่ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ทั้งสองคนจึงแอดเพื่อนกันและแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ โดยหลิ่วมู่มู่บันทึกชื่อเขาไว้ว่า 'ลูกค้าเป้าหมายหนึ่ง: เสี่ยวเจิ้งริดสีดวง'
การที่จู่ๆ เจิ้งเซวียนก็เดินเข้ามาทักทาย ดึงดูดความสนใจจากต่งเจิ้งหาวกับภรรยาได้ไม่น้อย เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะเดินมาทางนี้ เจิ้งเซวียนก็รีบชูโทรศัพท์ให้หลิ่วมู่มู่ดู
"ไว้ค่อยคุยกันนะ"
จากนั้นเขาก็รีบปลีกตัวออกไป
ต่งเจิ้งหาวที่เดินเข้ามาก่อนจะมองตามทิศทางที่เจิ้งเซวียนเพิ่งเดินจากไป แล้วจึงหันมาเอ่ยกับหลิ่วมู่มู่
"นั่นลูกชายตระกูลเจิ้งน่ะ ถึงจะดูไม่ค่อยเอาการเอางานไปหน่อย แต่ตัวตนก็พอใช้ได้"
เขาดูจะพอใจอยู่ไม่น้อยที่ลูกสาวคนโตปรากฏตัวในงานสังคมครั้งแรก ก็มีหนุ่มๆ เข้ามาทักทายทำความรู้จัก ยิ่งไปกว่านั้น ลูกสาวของเขาก็หน้าตาสวยไม่เบา วัยรุ่นสมัยนี้ช่างตาถึงเสียจริง
เมื่อเห็นหลิ่วมู่มู่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร ต่งเจิ้งหาวจึงนึกว่าเธอคงเขินอาย เขาเลยเอ่ยต่ออีกสองสามประโยค
"ลูกก็อายุไม่น้อยแล้ว เริ่มคบหาดูใจกับเพื่อนๆ ไว้บ้างก็ได้นะ ไม่ต้องห่วง ทางบ้านไม่ว่าอะไรหรอก"
แม้ว่าตระกูลเจิ้งจะไม่ได้มีธุรกิจการค้าอะไรที่เกี่ยวข้องกันกับเขา แต่พวกนั้นก็หยั่งรากลึกในชิ่งเฉิงมานานกว่า แถมยังมีเส้นสายกว้างขวาง การที่จะได้ทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
[จบบท]