บทที่ 135: รายชื่อแฟนเก่า
เสียงหัวเราะคิกคักดังลั่นห้องพักนักศึกษาหญิง หลิ่วมู่มู่ดิ้นพล่านอยู่บนเตียงโดยมีสวีหลานกับเว่ยเสวี่ยช่วยกันรุมจี้เอวอย่างเมามัน
จนในที่สุดหญิงสาวผู้บ้าจี้ก็หมดทางสู้ ต้องยอมคายความลับเรื่องที่เจิ้งเซวียนกำลังตามจีบเฉียนเสี่ยวเหมิงออกมาจนหมดไส้หมดพุง
เมื่อได้เบาะแสสำคัญ ยอดนักสืบประจำหออย่างเว่ยเสวี่ยก็ไม่รอช้า เพียงวันเดียวเธอก็สามารถขุดคุ้ยรายชื่อแฟนเก่าตลอดสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยของเจิ้งเซวียนออกมาได้ครบถ้วน
กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างสาเหตุการเลิกราในแต่ละครั้งก็ยังมีบันทึกไว้
หลิ่วมู่มู่รับเอกสารมาอ่านด้วยความรู้สึกกึ่งทึ่งกึ่งหวาดหวั่น ไม่แน่ใจว่าควรจะคารวะความสามารถของเพื่อนสาว
หรือควรจะจุดธูปภาวนาให้ความปลอดภัยของเจิ้งเซวียนดี ทว่าหากมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เจิ้งเซวียนนับว่าเป็นผู้ชายที่นิสัยดีใช้ได้ทีเดียว
เส้นทางรักของพ่อหนุ่มเจิ้งเซวียนถือว่ามีสีสันไม่เบา ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาคบหาดูใจกับสาวๆ ไปแล้วถึงสามคน ยังไม่นับรวมบรรดาสาวๆ ที่เข้ามาขายขนมจีบอีกเป็นขบวน ผลประกอบการคือเลิกรากันด้วยดีสองคน และถูกฝ่ายหญิงบอกเลิกอีกหนึ่งคน
หลิ่วมู่มู่เท้าคางมองเว่ยเสวี่ยที่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลในมืออย่างขะมักเขม้น ก่อนจะกระซิบถามทีเล่นทีจริง “สรุปผลการสอบสวนเป็นยังไงบ้างคุณเว่ย ต้องลากตัวไปประหารชีวิต หรือแค่จำคุกรอลงอาญา”
เว่ยเสวี่ยวางกระดาษลงบนโต๊ะพลางขยับแว่นอย่างมาดมั่น “พิจารณาแล้ว อนุญาตให้ผ่านเกณฑ์ ลองคบหาดูได้”
“โอ้โห” หลิ่วมู่มู่ร้องเสียงสูงด้วยความประหลาดใจ ไม่บ่อยนักที่เจิ้งเซวียนจะได้รับคำชมจากปากเพื่อนร่วมห้องของเธอ
สวีหลานที่แอบฟังอยู่นานรีบชะโงกหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนา “แต่ฉันว่าประวัติความรักของรุ่นพี่เจิ้งโชกโชนไปหน่อยมั้ย เปลี่ยนแฟนบ่อยมาก”
“คนเราจะให้ขาวสะอาดเป็นกระดาษเปล่าก่อนจะมีความรักมันก็ยากอยู่นะเธอ อีกอย่างเขาเป็นเพื่อนของมู่มู่ เรื่องพื้นฐานนิสัยใจคอก็น่าจะการันตีได้ระดับหนึ่ง” ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเป็นคนดนะ
“ฉันลองไปเลียบๆ เคียงๆ ถามคนอื่นมาบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเป็นคนดนะ นิสัยส่วนตัวก็น่ารัก ถ้าเสี่ยวเหมิงมีใจให้พี่เขา จะลองพัฒนากันดูก็ไม่เสียหายนะ”
สวีหลานนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหลุดปากวิจารณ์ออกมาด้วยน้ำเสียงเสียดาย “ติดอยู่อย่างเดียว คือเขาแก่ไปหน่อย”
ธรรมดาของฝ่ายเจ้าสาวที่มักจะหาเรื่องติว่าที่เจ้าบ่าวได้เสมอ โชคดีที่เจิ้งเซวียนซึ่งเพิ่งจะอายุยี่สิบสี่ปีไม่ได้ยินประโยคนี้ ไม่อย่างนั้นคงได้สำลักน้ำลายตัวเองตาย
ยุทธการพิชิตใจสาวของเจิ้งเซวียนดำเนินไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วงเทอมสุดท้ายของชีวิตนักศึกษาปีสี่แทบไม่มีตารางเรียนเหลือแล้ว
นอกจากการเตรียมตัวสอบจบการศึกษา เขาจึงว่างพอที่จะพาตัวเองไปปรากฏตัวในทุกสถานที่ที่มีเฉียนเสี่ยวเหมิงอยู่ บางครั้งถึงขั้นเนียนมานั่งเรียนเลกเชอร์กับพวกเธอหน้าตาเฉย
การที่เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ามีโอกาสสำเร็จไปแล้วกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่หญิงสาวยังสงวนท่าที ไม่ได้รับปากเป็นแฟนอย่างเป็นทางการก็เท่านั้น
ฝ่ายชายเองก็ดูจะไม่รีบร้อน พอถึงวันพฤหัสบดีหลังจากพวกเธอเรียนคาบสุดท้ายเสร็จ เขาก็ทำหน้าที่สายเปย์ชวนสี่สาวไปกินอาหารเกาหลีร้านดังข้างนอก
แน่นอนว่าข้ออ้างบังหน้าคือการเลี้ยงข้าวหลิ่วมู่มู่ตามประสาเพื่อนฝูง แต่พออาหารมาเสิร์ฟ กลับมีแต่เมนูโปรดของเฉียนเสี่ยวเหมิงวางเรียงรายเต็มโต๊ะ
วินาทีนั้นหลิ่วมู่มู่เกิดความหมั่นไส้จนอยากจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเขย่าเรียกเยียนซิวออกมาดูเป็นขวัญตา อยากจะชี้ให้เขาเห็นว่าผู้ชายที่เขาจีบสาวเป็นน่ะเขาทำตัวกันยังไง จะได้รู้จักจำไปใช้บ้าง
แต่พออารมณ์ฉุนเฉียวผ่านไป เธอก็ได้แต่นั่งหน้ามุ่ยบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดที่ไร้เหตุผล เยียนซิวไม่ได้เป็นอะไรกับเธอสักหน่อย แล้วเธอจะไปโกรธเขาทำไมกันเนี่ย ยิ่งคิดก็ยิ่งทำแก้มป่องเหมือนปลาปักเป้าพองลม
หลังจัดการสั่งอาหารเสร็จ ระหว่างที่กำลังคุยสัพเพเหระ จู่ๆ เจิ้งเซวียนก็นึกขึ้นได้ จึงหันมาถามหลิ่วมู่มู่ “จริงสิ ได้ข่าวว่าคนตระกูลหลิวไปเชิญอาจารย์หลิวมาทำพิธีดูดวงเหรอ”
“หือ พี่ได้ไงอะ” หลิ่วมู่มู่เลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
“ลุงเขยพี่เล่าให้ฟังน่ะ ช่วงนี้คนบ้านนั้นติดต่อลุงเขยพี่ถี่ยิบ เห็นว่าเตรียมจะเอาของเก่าเก็บออกมาปล่อยขาย”
เรื่องของบอดหลิวเป็นเพียงหัวข้อสนทนาผ่านๆ ที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึง พวกเขาไม่ได้วิจารณ์อะไรเสียหาย แต่ซ่งอวิ้ผู้เจนจัดในวงการธุรกิจมีหรือจะฟังไม่ออกว่าน้ำเสียงของคนตระกูลหลิวตอนเอ่ยถึงบอดหลิวนั้นแฝงความนัยบางอย่างที่ผิดปกติ
“ขายของเก่าเหรอ”
“เห็นว่าผู้เฒ่าหลิวอาการร่อแร่เต็มที เลยกะจะรีบระบายสมบัติเปลี่ยนเป็นเงินสดมาแบ่งให้ลูกหลานก่อนตาย” เจิ้งเซวียนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“คนบ้านนั้นไม่มีใครมีหัวการค้าสักคน ดีแต่หลงตัวเองว่าแน่ ต่อให้ได้เงินก้อนโตไปจริงๆ ไม่ช้าก็คงผลาญจนหมดตัว”
น้ำเสียงของเจิ้งเซวียนบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ค่อยจะลงรอยหรือไม่ชอบหน้าคนตระกูลหลิวเท่าไหร่นัก
“จะไปเปิดประมูลที่บริษัทลุงเขยพี่เหรอ”
“ใช่ เวลากระชั้นชิดมาก กำหนดวันพุธหน้านี้แล้ว”
แววตาของหลิ่วมู่มู่ฉายแววสนใจขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้น วันงานพี่พาฉันไปดูด้วยได้ไหม”
“ได้สิ”
***
เช้าวันพุธ ท้องฟ้าขมุกขมัวปกคลุมด้วยเมฆฝน สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย บรรยากาศชวนให้นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ในหอพักเป็นที่สุด
แต่เพราะรับปากเจิ้งเซวียนไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนว่าจะไปเปิดหูเปิดตาที่งานประมูล หลิ่วมู่มู่จึงจำใจต้องงัดตัวเองลุกจากที่นอนด้วยความยากลำบาก
เก้าโมงเช้า เจิ้งเซวียนก็พาเธอเข้ามานั่งประจำที่ในห้องประมูล
ที่นั่งของพวกเขาทำเลดีทีเดียว อยู่ค่อนไปทางด้านหน้าแต่หลบมุมเข้าไปด้านใน ทำให้ไม่เป็นจุดสนใจของผู้คน
หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน แขกเหรื่อก็เริ่มทยอยเดินเข้ามาในงาน หลิ่วมู่มู่กวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นสมาชิกตระกูลหลิวยกขบวนมากันครบทีม หน้าตาคุ้นเคยเหมือนวันที่เจอที่บ้านตระกูลหลิวไม่มีผิดเพี้ยน
พอสังเกตเห็นหลิ่วมู่มู่จ้องมองไปทางตระกูลหลิวเขม็ง เจิ้งเซวียนก็แค่นหัวเราะในลำคอ “คงมารอแบ่งสมบัติกันนั่นแหละ ใครจะยอมพลาดส่วนแบ่งของตัวเอง”
ตามธรรมเนียมแล้ว ต่อให้เป็นการฝากขายสินค้า ก็แค่ส่งตัวแทนมาสักคนสองคนก็เพียงพอแล้ว แต่ตระกูลหลิวเล่นยกโขยงกันมาหมดบ้านขนาดนี้ เห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
หลิ่วมู่มู่ละสายตากลับมาโดยไม่ได้ออกความเห็นอะไร
เจิ้งเซวียนขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบแนะนำแขกเหรื่อในงานให้เธอรู้จักทีละคน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนดังระดับท็อปในวงการนักสะสม ใครมีของดีอะไรในครอบครองบ้างเขารู้ลึกรู้จริงราวกับเป็นสารานุกรมเดินดิน
ทว่ากลุ่มคนที่เดินเข้ามาทีหลังส่วนใหญ่กลับเป็นใบหน้าที่แปลกตา เจิ้งเซวียนขมวดคิ้วมองอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้น
“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น” หลิ่วมู่มู่กระซิบถามเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของชายหนุ่ม
“แปลกมาก วันนี้มีแต่คนหน้าไม่คุ้นเลย”
“ก็เรื่องปกตินี่ พี่จะไปรู้จักคนทั้งโลกได้ยังไง”
เจิ้งเซวียนส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ดูจากบุคลิกท่าทางแล้ว พวกเขาไม่เหมือนคนในวงการนักสะสมของเก่าเลย”
ต้องเข้าใจว่าวัตถุโบราณของตระกูลหลิวชุดนี้มีมูลค่ามหาศาล แถมยังเร่งรีบขายแข่งกับเวลา ลุงเขยของเขาต้องงัดเอาเครือข่ายเส้นสายทั้งหมดที่มีออกมาใช้ เกณฑ์การคัดกรองคนเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้จึงสูงลิบลิ่ว
คนที่มีเงินทุนหนาและสนใจของเก่าจริงๆ ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ในแวดวงที่คุ้นเคยกันทั้งนั้น หากไม่มีศักยภาพจริง ตระกูลหลิวคงไม่ดั้นด้นมาขอความช่วยเหลือจากซ่งอวิ้ถึงที่นี่
คนนอกวงการอาจจะพอระแคะระคายข่าวแล้วอยากมาดูบ้าง แต่สัดส่วนคนแปลกหน้าในวันนี้มันเยอะผิดปกติ ต่อให้หักลบพวกตัวแทนที่มารับหน้าแทนเจ้านายออกไป ก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาดูไม่ออกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
หลิ่วมู่มู่หันไปกวาดตามองพิจารณาใบหน้าของกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ แล้วก็พบความผิดปกติตามที่เจิ้งเซวียนสงสัยจริงๆ
แขกกลุ่มแรกที่เข้ามาซึ่งเจิ้งเซวียนคุ้นหน้าคุ้นตาเกือบทั้งหมดนั้น เมื่อพิจารณาจากโหงวเฮ้งแล้ว ล้วนมีรัศมีแห่งความมั่งคั่งจับที่ใบหน้า
ต้องเข้าใจก่อนว่า ในเวลาปกติหากเธอออกไปเดินเล่นข้างนอกเป็นชั่วโมง ยังแทบไม่เจอคนที่มีโหงวเฮ้งร่ำรวยระดับนี้สักคนหรือสองคนด้วยซ้ำ
แสดงว่าคนกลุ่มแรกนี้คือเศรษฐีตัวจริง และเป็นคนในวงการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่พวกที่เดินตามเข้ามาทีหลังกลับดูสะเปะสะปะคละเคล้ากันไป บางคนมองโหงวเฮ้งไม่ออกว่าดีหรือร้าย บางคนหว่างคิ้วมีไอสังหารรุนแรงแผ่ออกมาจนสัมผัสได้
หลิ่วมู่มู่ไม่อาจมองลึกไปกว่านั้นได้ แต่สัญชาตญาณของเธอกำลังร้องเตือนว่า ที่มาของคนพวกนี้ไม่ธรรมดาและอาจนำมาซึ่งเรื่องราววุ่นวายแน่นอน
[จบบท]