บทที่ 141: บ้านผีสิงกับคดีฆาตกรรม
ถ้าครูพละสมัยมัธยมรู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะรู้สึกภูมิใจหรือเปล่า
ตลอดสามปีในรั้วโรงเรียนมัธยมปลาย ครูพละคนนั้นต้องคอยตามซ่อมให้เธอสอบผ่านวิชาพละอย่างน้อยก็สิบหนเห็นจะได้
แถมสองครั้งสุดท้ายยังต้องมีคนช่วยลากถูลู่ถูกังจนเธอกระเสือกกระสนผ่านเกณฑ์มาได้ คิดดูแล้วครูคงไม่ภูมิใจหรอก อดีตที่น่าอับอายพรรค์นั้น ปล่อยให้มันเลือนหายไปกับสายลมเถอะ
กว่าสมองและร่างกายของเธอจะกลับมาเย็นลงจนตั้งสติได้ เธอก็พบว่าตัวเองหลงทิศหลงทางโดยสมบูรณ์ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เธอทำเยียนซิวหายไปแล้ว
เธอทิ้ง “คู่เดต” ของตัวเองไว้กลางทางหน้าตาเฉย ถ้าเธอเป็นผู้ชายแล้วเดินดุ่มๆ ออกไปจากประตูนี้ คงไม่แคล้วโดนแฟนสาวบอกเลิกทันทีที่เจอหน้าแน่ๆ
ฮือ! ทำไงดีล่ะทีนี้
หลิ่วมู่มู่ยืนสงบสติอารมณ์อยู่กลางเขาวงกตได้ประมาณสองนาที ความรู้สึกเหมือนถูกผีร้ายรายล้อมรอบทิศทางทำให้เธอตัวสั่นงันงก สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจว่าจะต้องช่วยเหลือตัวเองให้รอดออกไปให้ได้
มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเหรียญโบราณห้าเหรียญที่ร้อยเรียงด้วยด้ายแดงออกมา นี่คือเหรียญห้าจักรพรรดิชุดใหญ่ที่เยียนซิวเป็นคนมอบให้เธอ พอเห็นของสิ่งนี้เธอก็อดใจแป้วไม่ได้ พลางคิดในใจว่าปีหน้าคงหมดสิทธิ์ได้รับอั่งเปาจากเขาเสียแล้ว
ในเวลานี้ หากมีใครสักคนกำลังนั่งจ้องหน้าจอวงจรปิดอยู่ คงจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดพิลึกพิลั่น
มีคนคนหนึ่งเดินๆ หยุดๆ อยู่ในเขาวงกตอันซับซ้อน ปากก็พึมพำมือก็เขย่าเหรียญเสี่ยงทายไปตลอดทาง
และสิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เธอสามารถหลบเลี่ยงเส้นทางที่ “ผีร้าย” จะกระโดดออกมาหลอกได้ทุกจุด บางจังหวะพวกเขาอยู่ห่างกันแค่กำแพงกั้นตรงหัวมุม แต่เธอกลับเลี้ยวหลบไปอีกทางจนคลาดกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอใช้เวลาขลุกอยู่ในนั้นเต็มๆ หนึ่งชั่วโมง อาศัยวิชาเสี่ยงทายพาตัวเองแหวกว่ายออกมาจากบ้านผีสิงจนสำเร็จ ตลอดทางที่เดินออกมานั้นไม่เจอผีเลยแม้แต่เงา
หลิ่วมู่มู่ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก รู้สึกภูมิใจลึกๆ ว่าวิชาการทำนายของตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
พอลองคิดดูแล้วก็เหมือนจะไม่ขาดทุนเท่าไหร่ แค่เสียดายค่าตั๋วอยู่นิดหน่อย เพราะราคาค่าเข้าชมบ้านผีสิงที่นี่แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ถึงอย่างนั้นบ้านผีสิงก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว แม้ความยากของเขาวงกตจะโหดหินไปหน่อย แต่อุปกรณ์ประกอบฉากสมจริงมาก
เสียงดนตรีที่ดังขึ้นกะทันหันในจังหวะนรกก็สร้างบรรยากาศได้ขนลุกขนพอง ระดับความสยองขวัญถือว่าเต็มพิกัด
ถ้าให้คะแนน เธอคงกัดฟันให้สักเก้าสิบ เธอแอบประเมินผลงานในใจ พยายามสะกดจิตตัวเองให้เชื่อว่า การมาเที่ยวบ้านผีสิงครั้งนี้ช่างสมบูรณ์แบบ
หลิ่วมู่มู่ยืนรีรออยู่ที่ทางออกเขาวงกต บรรจงร้อยเหรียญห้าจักรพรรดิกลับเข้าไปในเชือกทีละเหรียญ เธอกวาดสายตามองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นเงาร่างของเยียนซิวในโซนที่นั่งพักรอ เห็นได้ชัดว่าเขายังติดอยู่ข้างในและยังไม่ออกมา
ช่วงเวลาที่ต้องนั่งรอเยียนซิวอยู่ข้างนอกช่างยาวนานและทรมานจิตใจเหลือเกิน เพราะเธอไม่รู้เลยว่าอีกเดี๋ยวจะต้องเผชิญหน้ากับว่าที่แฟนหนุ่มในอารมณ์ไหน เขาจะโกรธจนบอกเลิกเธอหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งใจคอไม่ดี
ผ่านไปอีกยี่สิบนาที ในที่สุดเธอก็เห็นเยียนซิวเดินทอดน่องออกมาจากทางออกเขาวงกต
สีหน้าของเขาดูเรียบเฉย ไร้อารมณ์ ราวกับเขาแค่เข้าไปเดินเล่นชมสวนหลังบ้านมาอย่างไรอย่างนั้น
ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลิ่วมู่มู่ แววตาคู่นั้นก็มีความเคลื่อนไหววูบหนึ่ง นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกทิ้งไว้กลางบ้านผีสิง บางทีตอนนี้เขาอาจจะยังสับสนอยู่ว่าตัวเองควรจะโกรธดีไหม
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ พยายามสังเกตสีหน้าของเขาอย่างละเอียด
“คุณออกมาแล้วเหรอ...”
ดูจากสภาพแล้ว เขาไม่เหมือนคนที่เพิ่งโดนผีหลอกจนขวัญเสียเลยสักนิด
เยียนซิวไม่ตอบอะไร เพียงแค่ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ให้เธอตีความความหมายเอาเอง
“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ”
เสียงของเธอค่อยลงจนกลายเป็นเสียงบ่นอุบอิบในลำคอ
ใจจริงสมองของเธอสั่งการให้อยากจะวิ่งเข้าไปซุกอกเขาหาไออุ่น แต่ขาทรยศคู่นี้กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้น แถมยังพาเธอวิ่งหนีเตลิดออกมาเองเสียดื้อๆ ตอนนี้เธอเองก็รู้สึกผิดและเสียใจมากเหมือนกัน
กลายเป็นว่า ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่หลิ่วมู่มู่กลับทำท่าทางน่าสงสารเหมือนต้องการการปลอบโยนเสียเอง
เยียนซิวเห็นท่าทางนั้นก็จนปัญญาจะต่อว่า
“ไปกันเถอะ”
“ค่ะ..”
หลิ่วมู่มู่ทำปากยื่นเดินตามหลังเขาต้อยๆ เหมือนเด็กทำความผิด
พอเดินพ้นเขตบ้านผีสิงออกมาได้ ก็รู้สึกเหมือนท้องฟ้าข้างนอกสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม
คนที่เดินตามหลังกระตุกชายเสื้อเขาเบาๆ เยียนซิวจึงหันหน้ากลับมามอง
“อะไร”
“คุณ... ถูกผีหลอกจนตกใจบ้างไหมคะ”
หลิ่วมู่มู่คาดหวังว่าเขาจะตอบว่าไม่ แล้วเธอก็จะได้หัวเราะกลบเกลื่อนหาทางลงให้ตัวเอง จากนั้นทุกคนจะได้ไปเล่นเครื่องเล่นอื่นกันต่ออย่างมีความสุข
แต่เยียนซิวกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ตกใจ”
หลิ่วมู่มู่ “...”
หน้าตาคุณดูมีเลือดฝาดสมบูรณ์ดี แถมยังดูสุขุมนุ่มลึกขนาดนี้ ไม่เห็นจะมีเค้าลางของคนเพิ่งขวัญเสียมาเลยสักนิด นี่คุณคงไม่ได้กำลังแกล้งเรียกร้องความสนใจจากฉันหรอกใช่ไหม
หลิ่วมู่มู่เงยหน้ามองเขาตาค้าง
เยียนซิวสบตาเธอกลับ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้อารมณ์สุดๆ
“ฉันตกใจมาก”
“เอ่อ...”
ถ้าบอกเขาตอนนี้ว่าเธอแค่ถามไปตามมารยาท ไม่ได้อยากรู้จริงๆ เขาจะโกรธหนักกว่าเดิมไหมนะ
“พอมองไปเจอผี เพื่อนที่มาด้วยกันก็ทิ้งฉันแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว”
เขาพูดเหมือนแค่กำลังเล่าข้อเท็จจริงดินฟ้าอากาศที่ไม่มีอารมณ์เจือปน แต่หลิ่วมู่มู่กลับรู้สึกเหมือนความดันโลหิตของตัวเองกำลังพุ่งสูงขึ้นปรี๊ด
“ผีข้างในน่ากลัวมาก”
เดี๋ยวนะ ตอนที่คุณเจอ “ผี” ตัวเป็นๆ ปฏิกิริยาของคุณไม่ใช่แบบนี้นี่นา คุณเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญศาสตร์เสวียนระดับท็อปที่แค่นิ้วเดียวก็จิ้มฉันตายได้ตั้งหลายคน คุณพูดคำว่ากลัวออกมาไม่อายผีสางเทวดาในวงการบ้างหรือไง
หลิ่วมู่มู่แอบก่นด่าในใจ แต่สถานการณ์ตอนนี้เธอไม่กล้าปริปากเถียง เพราะคนผิดเต็มประตูคือเธอเอง
หญิงสาวทำได้แค่ยืนตัวตรง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้มหัวยอมรับชะตากรรม
“ฉันผิดไปแล้วค่ะ”
เอาเถอะ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน การชิงขอโทษไว้ก่อนย่อมเป็นทางเลือกที่ถูกต้องเสมอ ตั้งแต่รู้จักกับเยียนซิว ขั้นตอนการขอโทษนี้เธอชำนาญจนแทบจะเปิดคอร์สสอนได้แล้ว เรียกว่าทำจนเป็นสัญชาตญาณ
มุมปากของเยียนซิวหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่จางเสียจนแทบมองไม่เห็น แต่เพราะหลิ่วมู่มู่กำลังก้มหน้าก้มตาขอโทษอย่างตั้งใจเลยไม่ทันสังเกตเห็น
ในขณะเดียวกัน พนักงานที่เฝ้าจอมอนิเตอร์ของบ้านผีสิงต่างพากันเกาหัวด้วยความงุนงง ว่าทำไมถึงมีลูกค้าที่เจอผีแล้วไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย เขามองผีพวกนั้นด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนกำลังมองมันฝรั่งหัวหนึ่ง
ส่วนพนักงานที่รับบทเป็นผีร้ายต่างลงความเห็นว่า พูดให้ถูกคือเขามองเหมือนเห็นมันฝรั่งหน้าตาอัปลักษณ์ที่ไม่ถูกใจ สายตาที่เขามองพวกเราตอนนั้นมีความรังเกียจเดียดฉันท์ปนอยู่ด้วยซ้ำ เชื่อเขาเลยจริงๆ
กล่าวโดยสรุป นี่คือกิจกรรมความบันเทิงที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครได้รับความสนุกเลยสักนิด
แต่เห็นแก่ที่เธอขอโทษอย่างจริงใจ เยียนซิวจึงยอมลดราวาศอกยกโทษให้เธอแบบเสียไม่ได้ แถมยังใจดีเลี้ยงไอศกรีมปลอบขวัญเธออีกหนึ่งถ้วย
เขาช่างแสนดีจริงๆ หลิ่วมู่มู่คิดในใจพลางอ้าปากงับไอศกรีมลูกกลมๆ เข้าปากอย่างมีความสุข
รายการต่อไปคือชิงช้าสวรรค์ที่รอคอยมานาน ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีก ทว่าในจังหวะที่กระเช้าของพวกเขานั่งหมุนขึ้นไปอย่างช้าๆ จนเกือบถึงจุดสูงสุด โทรศัพท์ของเยียนซิวก็ส่งเสียงร้องดังขึ้น
เขาเล่าลือกันว่า ถ้าได้นั่งชิงช้าสวรรค์กับคนที่ชอบ แล้วอธิษฐานตอนอยู่จุดสูงสุดก็จะได้ครองคู่กัน แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ตำราไสยศาสตร์เล่มไหนมายืนยัน แต่เธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะลองดูสักครั้ง
แต่ดูเหมือนฟางชวนจะไม่ยอมมอบโอกาสนี้ให้เธอเสียเลย น่าโมโหชะมัด!
เยียนซิวล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย พลางมองหลิ่วมู่มู่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งจู่ๆ ก็ทำแก้มป่องเพราะโดนขัดจังหวะ น้ำเสียงของเขาเจือความขบขันอย่างปิดไม่มิด
“มีธุระอะไร”
ทว่าเสียงของฟางชวนจากปลายสายกลับฟังดูตึงเครียดผิดปกติ
“เมื่อกี้ได้รับแจ้งเหตุ มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นที่ถนนไหวซิน ชายชราชื่อหลิวซีจิงเสียชีวิตในบ้าน สภาพศพดูแปลกประหลาดมาก”
[จบบท]