บทที่ 151: กับดักเมื่อสามสิบปีก่อน
กล่องข้อความในโทรศัพท์มือถือของเยียนซิวเต็มไปด้วยคำทักทายและข้อความแสดงความห่วงใยจากบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งท่ามกลางข้อความเหล่านั้นมีสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือมหกรรมสติกเกอร์หลากหลายอารมณ์ที่ถูกส่งมาจากหลิ่วมู่มู่
ข้อความพวกนี้ถูกส่งมาตั้งแต่หลายวันก่อน ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนไปได้ข่าวดราม่าของตระกูลหลิวมาจากไหนถึงได้ทักมาถามเขาแบบเจาะจง พอเห็นว่าเขาเงียบหายไม่ได้ตอบกลับ เธอก็เลยเงียบไปบ้าง ไม่ส่งข้อความอะไรมาอีกเลยนับตั้งแต่นั้น
เยียนซิวตั้งใจจะกดออกจากหน้าแชตแต่นิ้วเรียวกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ปกติแล้วต่อให้เขาจะอ่านแล้วตอบ
หรือดองแชตไว้อย่างไร ทุก 1 หรือ 2 วันแม่คุณจะต้องส่งกองทัพสติกเกอร์มาป่วนเสมอ แต่ครั้งนี้กลับเงียบผิดปกติจนน่าสงสัย เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ
ชายหนุ่มเก็บความสงสัยลงกระเป๋าเสื้อพร้อมโทรศัพท์แล้วเดินก้าวพ้นประตูใหญ่ออกมา ทันทีที่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นบิดาบังเกิดเกล้าอย่างเยียนไป่เหวินยืนสนทนาอยู่กับใครบางคนที่บริเวณหน้าประตู
ความทรงจำของเขาบอกว่าคู่สนทนาของพ่อคือนายเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่คนที่รับผิดชอบคดีของเขาโดยตรง
ฝ่ายนั้นหันมาสบตาเยียนซิวแวบหนึ่งพร้อมส่งยิ้มบางๆ ให้เป็นการทักทาย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อเห็นลูกชาย เยียนไป่เหวินก็เดินตรงเข้ามาหา สายตาของผู้เป็นพ่อกวาดมองสำรวจร่างกายลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหัวเราะในลำคอ
"สภาพดูดีนี่ ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แค่นี้ก็กลับไปรายงานแม่แกได้แล้ว"
เยียนซิวฟังคำแซวของพ่อแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับไปขณะเดินเคียงไหล่กันออกไปด้านนอก
"พ่อหาทางเข้าบ้านให้ได้ก่อนเถอะครับ ค่อยคิดเรื่องรายงานแม่"
คำพูดสวนกลับที่คมกริบของลูกชายทำเอาเยียนไป่เหวินหลุดขำออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย
"ยังไงลูกชายคนเล็กตระกูลหวังก็มาเกิดเรื่องในเขตที่แกดูแลอยู่ จะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ ต้องมีการชี้แจงกันหน่อย"
เยียนซิวพยักหน้ารับรู้
"สรุปว่าหาสาเหตุการตายเจอแล้วใช่ไหมครับ"
"อืม ตายเพราะกู่เข็มดำกันทั้งแก๊ง"
คำตอบนั้นทำให้เยียนซิวเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
"กู่เข็มดำ? ถึงขนาดสัมผัสต้นตอกู่โดยตรงเลยเหรอครับ"
"ใช่ ข่าววงในบอกว่าคนตระกูลหลิวเล่นละครตบตา แอบซ่อนต้นตอกู่ของจริงเอาไว้ แล้วแอบเอาไปขายให้ลูกชายคนเล็กตระกูลหวังแบบลับๆ ส่วนไอ้ที่ป่าวประกาศว่าภาพวาดโดนขโมยน่ะ จริงๆ แล้วที่หายไปคือของปลอม"
เล่าจบเยียนไป่เหวินก็หันมามองลูกชายด้วยสายตาล้อเลียน
"ขนาดแกยังมีวันที่มองคนพลาดเลยนะเนี่ย"
ยอมรับตามตรงว่าเยียนซิวแปลกใจมาก วันนั้นท่าทางฟูมฟายและตื่นตระหนกของคนตระกูลหลิวดูสมจริงจนไม่เหมือนการแสดงละครเลยสักนิด ผิดคาดไปมากจริงๆ
"แล้วทางสำนักงานใหญ่สรุปว่าจะจัดการกับฆาตกรยังไงครับ"
"โธ่ ถ้าพวกเขามีปัญญาจัดการฆาตกรได้ ตระกูลหวังคงไม่วิ่งพล่านมาหาเรื่องพาลใส่แกหรอก"
เยียนไป่เหวินหันมาจ้องหน้าลูกชาย
"แกฉลาดขนาดนี้ เดาไม่ออกจริงๆ เหรอว่าใครคือฆาตกร"
เยียนซิวยักไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ แต่แววตาฉายแววครุ่นคิด
"ผมแค่คิดไม่ถึงว่าวิธีการของสวีจิ่วเนียนจะโหดเหี้ยมกว่าที่จินตนาการไว้"
เขาเองก็สงสัยตะหงิดๆ อยู่แล้วว่าเบาะแสที่ดูจะหาเจอง่ายดายขนาดนั้น มันดูเหมือนกับดักที่สวีจิ่วเนียนจงใจทิ้งไว้เสียมากกว่า
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ย้ำนักย้ำหนากับฟางชวนให้ระมัดระวังตอนทำคดีตระกูลหลิว แต่ก็ไม่นึกเลยว่าคนที่กระโดดงับเหยื่อและตกลงไปในหลุมพรางเป็นรายแรกจะเป็นตระกูลหวัง
ตอนนั้นที่เขาลองพูดหยั่งเชิงดู ชายชราคนนั้นปากหนักยิ่งกว่าหิน ไม่ยอมหลุดอะไรออกมาเลยสักคำ สมกับที่เป็นคนที่เอาตัวรอดมาจากยุคสมัยแห่งความวุ่นวายและคาวเลือด จิตใจเด็ดเดี่ยวลงมืออำมหิต เป็นคู่ต่อสู้ที่ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ คนบางกลุ่มในสำนักงานใหญ่น่าจะเริ่มถอดใจเรื่องการตามหากู่อายุวัฒนะไปได้สักพักใหญ่
ก็ขนาดปรมาจารย์กู่ที่ตายไปแล้วยังสามารถวางกับดักข้ามเวลามาตั้ง 30 ปีเล่นงานคนรุ่นหลังจนตั้งตัวไม่ติด ถ้าขืนบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วเจอไม้ตายก้นหีบอีก มีหวังคงได้รับมือไม่ไหวแน่
กู่อายุวัฒนะน่ะ มีวาสนาจะได้ใช้ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าจะมีชีวิตรอดกลับมา ของกึ่งสำเร็จรูปที่พวกเขามีอยู่ในมือตอนนี้น่าจะเพียงพอให้บางคนพอใจและหยุดความโลภได้แล้ว
"นั่นสิ เล่นงานซะราบคาบ แม้แต่คนธรรมดาก็ไม่ละเว้น"
เยียนไป่เหวินส่ายหน้าเบาๆ
"สวีจิ่วเนียนเมื่อก่อนไม่ใช่คนที่จะลากคนบริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง สงสัยจะเก็บกดมานาน พอระเบิดออกมาทีนิสัยเลยบิดเบี้ยวไปบ้าง"
เยียนซิวไม่ได้พยักหน้าเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของพ่อเสียทีเดียว คำว่า 'ผู้บริสุทธิ์' ในวงการนี้มันนิยามยาก บางคนอาจจะไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เห็นก็ได้
เรื่องของตระกูลหลิวน่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านี้ แต่ในเมื่อคนตระกูลหลิวชิงตายกันไปหมดแล้ว ความลับนั้นก็คงตายไปพร้อมกับพวกเขา ไม่มีทางให้สืบสาวราวเรื่องได้อีก
"มีเรื่องหนึ่งที่ผมสงสัยและคาใจมาตลอด"
จู่ๆ เยียนซิวก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"เรื่องอะไรล่ะ"
เยียนไป่เหวินหันกลับมามอง
"สวีจิ่วเนียนมีฝีมือระดับปรมาจารย์ ตอนนั้นเขาก็รู้เต็มอกว่าตัวการที่ทำให้ตระกูลสวีถูกฆ่าล้างตระกูลคือคนตระกูลฉี ทำไมเขาถึงเลือกลงโทษแค่ฉีฉางเซิงคนเดียว แต่กลับปล่อยคนอื่นๆ ในตระกูลฉีไป"
"อ้อ เหตุผลมีข้อเดียว... เพราะน้องสาวของฉีฉางเซิงยังอยู่ ญาณเทพที่มีชีวิต ตราบใดที่เธอยังมีลมหายใจ ตระกูลฉีก็จะไม่มีทางล่มสลาย”
“ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นตระกูลฉีทำพลาดที่ไม่สามารถถอนรากถอนโคนตระกูลสวีได้สำเร็จ จนเปิดช่องให้สวีจิ่วเนียนโต้กลับและทำให้หลายตระกูลใหญ่เริ่มหวาดระแวง พวกเขาคงไม่ยอมตัดเนื้อร้ายอย่างฉีฉางเซิงทิ้งเพื่อจบเรื่องหรอก"
เรื่องตื้นลึกหนาบางของความแค้นชาวบ้าน เยียนไป่เหวินรู้ละเอียดดี เพราะในตอนนั้นตระกูลเยียนเองก็เป็นหนึ่งในคลื่นใต้น้ำที่ช่วยกดดันตระกูลฉี
เมื่อเห็นลูกชายชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเข้าใจว่าเยียนซิวแค่ประหลาดใจกับเบื้องหลังความขัดแย้งของสองตระกูล แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ทำให้เยียนซิวตกตะลึงจริงๆ คือการที่ได้รู้ว่าตระกูลฉีมีผู้ครอบครอง 'ญาณเทพ' อยู่ในกำมือ
ตัวตนของผู้ครอบครองญาณเทพมักถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด มีคนรู้น้อยมากถึงมากที่สุด
น้องสาวของฉีฉางเซิงคนนั้นอายุน่าจะไม่ใช่น้อยๆ และคงเก็บตัวเงียบเชียบมาตลอด ขนาดเขาที่อยู่ในวงในยังเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามีตัวตนระดับตำนานแบบนี้ซ่อนอยู่
บทสนทนาจบลงเมื่อสองพ่อลูกเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ที่มีรถยนต์คันหรูจอดรออยู่แล้ว
เยียนไป่เหวินเปิดประตูรถพลางหันมาบอกลูกชาย
"ขึ้นรถเถอะ กลับบ้านกันก่อน"
หลังจากรถเคลื่อนตัวออกไปได้สักพัก เยียนซิวก็ถามขึ้น
"การตรวจสอบฟางชวนจะจบลงเมื่อไหร่ครับ"
"มะรืนนี้ พอดีเลย แกจะได้ถือโอกาสอยู่บ้านต่ออีกสัก 2 วัน อยู่เป็นเพื่อนแม่แกหน่อย รายนั้นบ่นคิดถึงแกจะแย่"
เยียนซิวพูดลอยๆ เหมือนบ่นกับตัวเอง
"ถ้าแม่ไม่จัดคิวดูตัวให้ผม ผมก็ยินดีจะอยู่เป็นเพื่อนแม่ครับ"
เยียนไป่เหวินยักไหล่ทำท่าจนปัญญา
"แกทำให้การดูตัวล่มได้ แต่แกจะไม่ไปตามนัดไม่ได้ นี่คือกฎของแม่แก"
ลูกชายของเขามีข้อจำกัดทางร่างกายบางอย่างที่ทำให้การหาคู่ชีวิตเป็นเรื่องยากแสนยาก ความลับนี้มีแค่เขากับลูกเท่านั้นที่รู้ เขาเองไม่ได้ซีเรียสหรือบังคับให้ลูกต้องแต่งงาน แต่ภรรยาของเขานี่สิ เห็นลูกชายโสดทีไรเป็นต้องหาเรื่องจับคู่ให้ทุกที
เรื่องดูตัวนี่เขาช่วยอะไรลูกชายไม่ได้จริงๆ เพราะพอลูกหนีกลับไปทำงาน เขาก็ต้องเป็นคนรับกรรมอยู่กับเมียนะ ขืนไปขัดใจมีหวังบ้านแตก
เยียนซิวทำท่าจะแย้งอะไรบางอย่าง แต่เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
ชายหนุ่มก้มมองเบอร์ที่หน้าจอแวบหนึ่งก่อนจะกดรับสาย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง
"ว่าไง เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"คุณเยียนครับ คนที่คุณสั่งให้พวกเราตามสืบ... เสียชีวิตเมื่อวานนี้แล้วครับ"
"เสียชีวิต?"
คิ้วเข้มของเยียนซิวขมวดเข้าหากันทันที
"สาเหตุการตายคืออะไร"
ปลายสายดูจะอึกอักและลังเลเล็กน้อยก่อนจะรายงาน
"หมอบอกว่าแก่ตายตามธรรมชาติครับ... แต่เรื่องนี้มันแปลกมาก ชายแก่ที่ชื่อหลิวซีจิงคนนั้นไม่ได้มีโรคประจำตัวและไม่ได้บาดเจ็บอะไรเลย จู่ๆ ก็หมดลมไปเฉยๆ”
“เหมือนคนแก่สิ้นอายุขัย ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะทำพินัยกรรมเสร็จไม่นาน เหมือนจะรู้วันตายของตัวเองล่วงหน้ายังไงยังงั้น"
ทีมงานของพวกเขาเคยตรวจสอบคนมานับไม่ถ้วน แต่เป้าหมายรายนี้กลับดูแตกต่างและเต็มไปด้วยปริศนา
"แล้วใครเป็นคนจัดการงานศพให้เขา"
"เป็นเด็กผู้หญิงชื่อหลิ่วมู่มู่ครับ เธอเหมือนจะเป็นเพื่อนบ้านเก่าของผู้ตาย จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ผู้รับผลประโยชน์ตามพินัยกรรมทั้งหมดก็คือเธอครับ"
"เข้าใจแล้ว สืบแค่นี้พอ"
เยียนซิววางสายไปแล้ว แต่ปมคิ้วที่ขมวดมุ่นยังไม่คลายออก
ตั้งแต่เขาสั่งให้คนไปสืบประวัติของหลิวซีจิง หรือ 'บอดหลิว' จนถึงตอนนี้ ข้อมูลที่ได้กลับมามีน้อยนิดจนน่าใจหาย อดีตสมัยหนุ่มๆ ของคนคนนี้ว่างเปล่าราวกับไม่มีตัวตน ราวกับว่าชีวิตของชายตาบอดคนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนอายุ 40 กว่าๆ นี่เอง
[จบบท]