บทที่ 157: หน้าม้ากตัญญู
บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความวุ่นวายของวิถีชีวิตผู้คนในตลาด เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังแข่งกับเสียงต่อรองราคาอย่างดุเดือด เสียงพูดคุยจจอแจของผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ผสานเข้ากับเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจชวนให้ขาขยับจากร้านตัดผมใกล้เคียงที่ดังวนเวียนสร้างมลพิษทางเสียงอยู่รอบศีรษะ แต่ทว่าหลิ่วมู่มู่กลับตัดขาดจากโลกภายนอกและนอนหลับใหลได้อย่างมั่นคงประหนึ่งขุนเขาที่ไม่สะเทือนต่อพายุ
แผงพยากรณ์ที่ในอดีตเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ยืน มาวันนี้กลับเงียบเหงาจนน่าใจหาย นานทีปีหนจะมีลูกค้าเดินเข้ามาสอบถามบ้าง แต่เป้าหมายของคนเหล่านั้นล้วนเป็นบอดหลิวทั้งสิ้น
เมื่อได้รับรู้ข่าวการจากไปของปรมาจารย์ผู้เฒ่า ลูกค้าขาประจำต่างพากันถอนหายใจและกล่าวคำไว้อาลัยด้วยความเสียดาย
คุณยายบางท่านถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ด้วยความผูกพัน ทว่ากลับไม่มีใครสักคนเอ่ยปากขอให้หลิ่วมู่มู่ช่วยทำนายดวงชะตาให้แทน
เหตุผลนั้นเรียบง่ายและโหดร้าย เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเธอดูอย่างไรก็ห่างไกลจากคำว่านักพยากรณ์ผู้ทรงภูมิที่น่าเลื่อมใส
ผลประกอบการของการเปิดแผงวันแรกจึงจบลงที่ตัวเลขติดลบสิบห้าหยวน
เงินสิบห้าหยวนที่เสียไปนั้นคือค่าข้าวกล่องมื้อกลางวันที่เธอต้องควักเนื้อจ่ายเอง แม้รสชาติอาหารจะจัดว่าดีพอใช้ แต่ตัวเลขติดลบในบัญชีก็ยังทำให้เธอรู้สึกร้าวรานใจอยู่ดี
ทุกคนในครอบครัวต่างรับรู้ว่าเธอออกไปประเดิมตั้งแผงดูดวงเป็นวันแรก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นจึงเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก ต่งเจิ้งหาวสังเกตเห็นสีหน้าเรียบตึงของลูกสาวคนโต จึงเอ่ยถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงระมัดระวังที่สุด
“วันนี้กิจการเป็นยังไงบ้างลูก”
หลิ่วมู่มู่วางตะเกียบในมือลงช้าๆ ความเจริญอาหารที่มีอยู่มลายหายไปจนสิ้น
เธอกวาดสายตามองสมาชิกในครอบครัวที่กำลังจ้องมองเธอตาแป๋วด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะขยับริมฝีปากที่แข็งทื่อเอ่ยตอบออกไปตามความจริง
“ไม่มีลูกค้าเลยค่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่งเจิ้งหาวจะทำลายความกระอักกระอ่วนด้วยการตบโต๊ะดังปังแล้วลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีขึงขังเกินจริง
“คนพวกนั้นช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ตาต่ำจริงๆ ที่มองข้ามของดีไปได้!”
“ใช่ค่ะๆ ถูกต้องที่สุด”
ต่งเยว่รีบผงกศีรษะสนับสนุนคำพูดของพ่ออย่างแข็งขัน เธอคือสมาชิกที่จริงใจต่อพี่สาวที่สุดในบ้าน
เพราะมีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับสิทธิพิเศษในแพ็คเกจดูดวงฟรีแบบบุฟเฟต์ เรียกใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา จนคนเป็นพ่ออย่างต่งเจิ้งหาวได้แต่มองตาละห้อยด้วยความอิจฉา
ทางด้านต่งฉีที่กำลังอาศัยจังหวะชุลมุนแอบคีบซี่โครงหมูเข้าปาก กลับถูกผู้เป็นพ่อเตะเข้าที่หน้าแข้งใต้โต๊ะจนต้องสะดุ้ง เขาจึงรีบหมุนสมองอันปราดเปรื่องเพื่อเอาตัวรอด และเสนอความคิดเห็นขึ้นมากลางวง
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำแล้วสิ คนปกติที่ไหนเขาจะไปหาพี่กัน โอ๊ย”
คำพูดของเขายังไม่ทันจบดี ต่งฉีก็ต้องร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกเท้าหนักๆ เหยียบซ้ำเข้าที่เดิม
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาที่กำลังส่งสายตาพิฆาตมาให้ คำพูดร้ายกาจที่จ่ออยู่ริมฝีปากจึงรีบเลี้ยวกลับลำทันควัน
“แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางอื่นนี่นา”
หลิ่วมู่มู่หรี่ตามองน้องชายด้วยความระแวง
“นายมีวิธีอะไร”
ไม่ใช่แค่เธอ แม้แต่ต่งเจิ้งหาวและเจียงหลีต่างก็จ้องมองมาด้วยความฉงน เพราะปกติแล้วลูกชายคนนี้มักจะดูไม่ค่อยทันคนสักเท่าไหร่
ต่งฉีกระแอมไอแก้เก้อ ทำท่าทางลึกลับซับซ้อน
“วันนี้บอกไม่ได้หรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ก็รู้เองแหละ”
เช้าวันอาทิตย์ หลิ่วมู่มู่ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าธุรกิจของเธอเฟื่องฟูขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แม้ลูกค้าที่เข้ามาจะถามแต่เรื่องสัพเพเหระเล็กน้อย แต่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้แผงดูดวงดูคึกคักขึ้นมาถนัดตา
แถมลูกค้าเหล่านี้ยังมีวาทศิลป์เป็นเลิศ โดยเฉพาะคุณป้าคนหนึ่งที่เข้ามาถามว่าลูกสาวจะได้แต่งงานปีนี้หรือไม่ จู่ๆ ก็หันไปชวนคุยกับชายหนุ่มที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ซ้ำยังลากเขาให้นั่งลงดูดวงเป็นเพื่อนกันเสียอย่างนั้น
ลีลาการมัดมือชกที่คุ้นเคยแบบนี้ ทำให้หลิ่วมู่มู่นั่งอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
ฝ่ายชายหนุ่มคงจะเกรงใจจนปฏิเสธไม่ลง สุดท้ายจึงต้องจำยอมนั่งลงให้เธอดูด้วย
หลิ่วมู่มู่ทำการเสี่ยงทายตามหน้าที่ ผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏว่าเขาจะมีเกณฑ์แต่งงานในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ ชายหนุ่มแสดงอาการตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เพราะในเวลานี้เขายังไม่มีแม้แต่เงาของคนรักเลยด้วยซ้ำ
หลังจากชายหนุ่มจ่ายค่าครูยี่สิบหยวนด้วยท่าทีงุนงง คุณป้าขาเม้าท์คนเดิมก็รีบเสนอตัวแลกเบอร์ติดต่อกับเขาอย่างกระตือรือร้น โดยอ้างว่าจะแนะนำลูกสาวของตัวเองให้รู้จัก
สรุปแล้วลูกสาวของคุณป้ายังไม่มีแฟน แล้วเมื่อครู่คุณป้าจะมาถามทำไมว่าจะได้แต่งงานปีนี้หรือไม่
หลิ่วมู่มู่จนปัญญาจะเข้าใจความร้อนใจของพ่อแม่ที่อยากเร่งรัดให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝา แต่เธอก็จำได้แม่นยำว่า ฤกษ์แต่งงานของลูกสาวคุณป้าที่เพิ่งทำนายไปเมื่อครู่ ก็ตกอยู่ในเดือนตุลาคมเช่นเดียวกัน
วินาทีนั้นเธอก็พลันรู้สึกว่า ค่าดูดวงยี่สิบหยวนเมื่อกี้มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน
ธรรมชาติของมนุษย์มักชอบมุงดูเรื่องสนุก แม้บุคลิกของหลิ่วมู่มู่จะดูไม่น่าเชื่อถือในสายตาคนทั่วไป แต่เมื่อเห็นว่ามีคนแวะเวียนมาใช้บริการไม่ขาดสาย ก็เริ่มมีลูกค้าขาจรที่นึกสนุกอยากลองดูดวงกับเขาบ้างจริงๆ
คราวนี้ลูกค้าเป็นคู่แม่ลูก ลูกสาวดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับต่งเยว่ บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนดูตึงเครียดเหมือนเพิ่งทะเลาะกันมา เด็กสาวทำหน้าบอกบุญไม่รับ ถ้าไม่ได้ผู้เป็นแม่คอยดึงแขนรั้งไว้ ป่านนี้คงเดินสะบัดก้นหนีไปไกลแล้ว
ผู้เป็นแม่รีบนั่งลงแล้วส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้หลิ่วมู่มู่
“หมอดูคะ รบกวนช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะว่าลูกสาวฉันจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”
หลิ่วมู่มู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปมองเด็กสาวเจ้าของดวงชะตา
เด็กสาวแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่แยแส
หลิ่วมู่มู่นึกย้อนไปถึงเพื่อนร่วมชั้นที่ผลการเรียนย่ำแย่ที่สุด ก็ยังสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยระดับสามได้
ดังนั้นการที่ผู้ปกครองถึงกับต้องมาพึ่งหมอดูเพราะไม่มั่นใจว่าจะสอบติดหรือไม่ แสดงว่าผลการเรียนของเด็กคนนี้ต้องเข้าขั้นโคม่าขนาดไหนกัน
ในฐานะนักพยากรณ์มืออาชีพ เธอยังคงยึดมั่นในขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้เป็นแม่เป็นคนทำการเสี่ยงทายแทน เพราะดูท่าทางแล้วลูกสาวตัวดีคงไม่ยอมให้ความร่วมมือแน่
ผลการเสี่ยงทายที่ออกมากลับดีเกินคาด อย่างน้อยปัญหาที่คุณแม่ท่านนี้กังวลก็จะไม่เกิดขึ้นจริง ลูกสาวของเธอน่าจะสอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับที่ดีพอสมควร
หลิ่วมู่มู่คลี่ยิ้มบางๆ แล้วแจ้งผลทำนายให้ผู้เป็นแม่ได้รับทราบ หญิงวัยกลางคนถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก ก่อนจะหยิบเงินเพิ่มให้อีกสิบหยวนด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด
“เหอะ”
เด็กสาวกรอกตามองบนด้วยความเอือมระอา
“ก็แค่โยนเหรียญมั่วซั่ว แล้วก็พูดจาเพ้อเจ้อให้แม่สบายใจแค่นั้นแม่ก็เชื่อแล้วเหรอ เอาเงินสามสิบหยวนนั่นมาให้หนูยังดีกว่า หนูก็ทำนายได้เหมือนกันแหละว่าหนูจะสอบติด”
ผู้เป็นแม่หันไปดุลูกสาวเสียงเขียว
“เหยาเหยา พูดจาอะไรแบบนั้นกับหมอดู”
จากนั้นก็หันมาขอโทษขอโพยหลิ่วมู่มู่เป็นการใหญ่
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะหมอดู ยัยเหยาเหยาแกยังเด็กไม่ค่อยรู้ความน่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือสา”
หลิ่วมู่มู่ยังคงรักษารอยยิ้มการค้าไว้บนใบหน้า ขณะมองส่งสองแม่ลูกเดินจากไป ก่อนจะลับสายตา เด็กสาวยังอุตส่าห์หันกลับมาทำปากขมุบขมิบใส่เธอด้วยความโมโหว่า
‘ยัยสิบแปดมงกุฎ’
หลังจากแม่ลูกคู่นั้นเดินจากไป บรรยากาศหน้าร้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง หลิ่วมู่มู่นั่งตบยุงรออยู่สักพัก ก็เห็นต่งเยว่กับต่งฉีโผล่หน้ามา
ต่งฉียืนกอดอกมองแผงของเธอด้วยท่าทางวางมาดราวกับผู้บริหารระดับสูงมาตรวจงานสาขาย่อย เขายืดตัวชะเง้อมองกล่องใส่เงินข้างตัวเธอ แล้วจิ๊ปากเบาๆ อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก
เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามหลิ่วมู่มู่ด้วยท่าทางลำพองใจ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
“วันนี้ธุรกิจดีใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะ”
วินาทีนั้นเอง หลิ่วมู่มู่ก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ มิน่าล่ะวันนี้อยู่ๆ ธุรกิจที่เงียบเหงาถึงได้คึกคักขึ้นมาผิดหูผิดตา
เธอ... หลิ่วมู่มู่ นักพยากรณ์ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง ถึงกับตกอับจนต้องให้น้องชายจ้างหน้าม้ามาช่วยสร้างภาพลักษณ์เพื่อพยุงธุรกิจเชียวหรือนี่
ช่างขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
[จบบท]