บทที่ 16: การสืบสวน
จากนั้นเธอก็โดนอัดจนร้องไห้
แค่กๆ เรื่องนั้นไม่สำคัญ
เธอลุกพรวดขึ้นนั่ง อาการนี้มันดูคุ้นๆ ยังไงชอบกล?
หลังจากจานหงเย่ส่งแขกคนสำคัญคนสุดท้ายกลับไปแล้ว เขาจึงหันมามองลูกสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย เวลานี้ดึกมากแล้ว งานเลี้ยงที่ดำเนินมาหลายชั่วโมงเพิ่งจะเลิกรา จานนีที่ยืนรออยู่เริ่มรู้สึกว่าเปลือกตาบนและล่างของเธอกำลังจะปิดเข้าหากัน
บรรยากาศด้านนอกที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศยังคงอบอ้าว แม้จะมีลมพัดผ่านมาเป็นระลอกก็ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายขึ้นเลย
มีเพียงเสียงแมลงและนกร้องยามค่ำคืนที่ทำให้จานนีรู้สึกคุ้นเคยคล้ายกับตอนอยู่ที่บ้านเกิด น่าเสียดายที่ตอนนี้แม่ของเธอไม่ได้อยู่ข้างๆ อีกต่อไปแล้ว
ขณะที่เธอกำลังจะหมุนตัวกลับเข้าบ้าน หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้โคมไฟริมถนนที่ไม่ไกลนัก ร่างนั้นดูไม่เหมือนคน แต่กลับเหมือนเงาที่ตั้งตรงมากกว่า เธอสะดุ้งตกใจจนก้าวเท้าพลาด โชคดีที่จานหงเย่คว้าตัวไว้ได้ทัน
"เป็นอะไรไปลูก" จานหงเย่ถาม
"ตรงนั้นมีคนค่ะ" จานนีชี้ไปยังโคมไฟริมถนนที่อยู่ห่างออกไป
จานหงเย่ขมวดคิ้วมองตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงไปยังจุดนั้น เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเพียงแค่สวมชุดสีดำทั้งตัว จึงทำให้ดูน่ากลัวเมื่ออยู่ในความมืด
พอขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จานหงเย่ก็จำได้ว่าเป็นใคร เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"คุณนายฉิน คุณมาทำอะไรคนเดียวที่นี่ครับ"
วิลล่าของตระกูลฉินอยู่ในย่านเดียวกับบ้านของเขา เพียงแต่หลังหนึ่งอยู่ทางทิศใต้ส่วนอีกหลังอยู่ทางทิศเหนือ หากไม่ตั้งใจเดินอ้อมมาโดยเฉพาะ ปกติแล้วทั้งสองครอบครัวแทบไม่มีโอกาสได้พบกันเลย
"แก…แกเป็นคนฆ่าเหล่าฉินของฉัน ใช่ไหม?" น้ำเสียงของคุณนายฉินแหบแห้งจนฟังดูผิดปกติ
จานหงเย่ขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจอยู่บ้าง "ผมรู้ว่าคุณเสียใจที่คุณฉินเสีย แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย รบกวนอย่ามากล่าวหากันมั่วๆแบบนี้นะครับ"
“ถ้าไม่ใช่ฝีมือแกทำ! แล้วแกจะดึงคนของเขาไปได้เร็วขนาดนั้นได้ยังไง พวกเขายอมเสียค่าฉีกสัญญา แต่ไม่ทำงานต่อ แล้วไหนจะคุณจั๋วอีก เขาตกลงกับเหล่าฉินไว้แล้วว่าจะลงทุนด้วย แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงมาโผล่ที่งานวันเกิดของแก”
ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำของคุณนายฉินจ้องเขม็งมาที่เขา
จานหงเย่ดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างจนใจ "นี่เป็นแค่กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เจอกันบ่อยๆ ต่างคนต่างก็ใช้ความสามารถของตัวเอง”
“ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน ผมไม่อยากได้ยินคำพูดทำนองนี้ที่ทำให้ผมเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกนะครับคุณนายฉิน ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ ที่เคยมีกับคุณฉิน"
เมื่อพูดจบ จานหงเย่ก็ไม่ประสงค์จะเสียเวลาด้วยอีก เขาหันหลังเดินกลับทันที
ด้านหลังของคุณนายฉินยังคงจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของเขา "จานหงเย่ แกจะไม่มีวันได้ตายดี!"
จานหงเย่ส่ายหัวเล็กน้อย ฝีเท้าของเขาก้าวต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก ประตูรั้วบานใหญ่ปิดลงอย่างรวดเร็ว บดบังสายตาที่ราวกับอาบยาพิษของคุณนายฉินไว้ด้านนอก
เมื่อแขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว ภายในบ้านจึงเหลือเพียงความยุ่งเหยิงที่กระจัดกระจายเต็มพื้น ซึ่งจะมีคนเข้ามาจัดการในเช้าวันพรุ่งนี้ เสี่ยวเจียเหลือบเห็นสามีกับลูกสาวของเขากลับเข้ามาด้วยกัน เธอจึงหันหลังกลับเข้าห้องเพื่อไปแช่น้ำอุ่น
จานนีเองก็กำลังจะกลับห้องเช่นกัน แต่จานหงเย่เรียกเธอไว้ก่อน เขาพาลูกสาวเข้าไปยังห้องหนังสือส่วนตัว
จานหงเย่ชื่นชอบของเก่าโบราณอย่างมาก ภายในห้องจึงมีชั้นวางของโบราณขนาดใหญ่เท่าผนังทั้งด้านตั้งตระหง่าน
บนชั้นนั้นเรียงรายไปด้วยแจกันเครื่องลายครามโบราณจากหลากหลายยุคสมัย นี่เป็นครั้งแรกที่จานนีได้เข้ามาในห้องนี้ เธอถึงกับตื่นตะลึงไปกับภาพที่เห็น
"พวกนี้เป็นของสะสมของพ่อเอง เป็นไง ชอบชิ้นไหนบ้างไหม" จานหงเย่เห็นลูกสาวยังคงจ้องมองไม่วางตา จึงยิ้มแล้วเอ่ยถาม
จานนีรีบส่ายหน้า "หนูดูไม่ค่อยเป็นหรอกค่ะ แต่มันก็สวยมากๆ เลย"
จานหงเย่ลูบหัวของเธอเบาๆ ก่อนจะหันไปค้นลิ้นชักโต๊ะทำงาน เขาหยิบการ์ดหนึ่งใบกับนามบัตรอีกหนึ่งใบออกมายื่นให้จานนี
หญิงสาวรับมาอย่างไม่เข้าใจ เธอก้มมองนามบัตรใบนั้นซึ่งเป็นของรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในชิ่งเฉิง โดยมีเบอร์โทรศัพท์พิมพ์ไว้ด้านล่าง
จานหงเย่จึงอธิบาย "บัตรธนาคารนี่ลูกเก็บไว้ใช้ ถ้าขาดเหลือเงินก็ไปกดเอาได้เลย นี่เป็นเงินค่าขนมที่พ่อให้ แล้วก็ อีกสักสองสามวัน ลูกโทรไปตามเบอร์นี้ แล้วไปตรวจร่างกายหน่อย”
“ลูกก็รู้ว่าอาการป่วยของแม่ลูกจนป่านนี้ก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ พ่อกังวลว่ามันจะเป็นโรคทางพันธุกรรม เพื่อความไม่ประมาท เราไปตรวจไว้ก่อนดีกว่า"
"หนูทราบแล้วค่ะคุณพ่อ" ในดวงตาของจานนีมีน้ำตาคลอขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ว่าแม่เลี้ยงจะปฏิบัติต่อเธอยังไง แต่พ่อของเธอก็ยังคงดีกับเธอเสมอมา
***
จ้าวสุยฟางยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านตระกูลจานเนิ่นนาน นับตั้งแต่สามีเสียชีวิต เธอก็ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมายและสับสนมึนงง เธอยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พูนสุขจะแตกสลายลงในชั่วพริบตา
เธอถึงขนาดไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับลูกสาวที่เรียนหนังสืออยู่ต่างเมือง จนกระทั่งญาติๆ เป็นคนโทรตามเด็กคนนั้นกลับมา
เมื่อลูกสาวได้ยินสาเหตุการตายของพ่อ เธอก็ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่าเป็นการตายตามธรรมชาติ และเป็นคนลากเธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
แต่การแจ้งความจะมีประโยชน์อะไร ตำรวจจะเชื่อพวกเธอจริงๆ หรือ ทว่า... ตอนที่อยู่ที่สถานีตำรวจ ขณะที่เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอกลับยิ่งรู้สึกว่าการตายของสามีมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
ในตอนนั้นเองที่เธอเพิ่งรู้ตัวว่าบริษัทกำลังวุ่นวายยุ่งเหยิง และคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้ก็คือจานหงเย่
นี่เป็นหลักการตรรกะที่ง่ายที่สุด หากตัดปัจจัยภายนอกอื่นๆ ออกไปทั้งหมด คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดหลังจากการตายของสามี ก็คือผู้ต้องสงสัยที่ลงมือฆ่านั่นเอง
ในสายตาคนนอก เธอคงกลายเป็นคนบ้าไปแล้วที่กล้ากล่าวหาคนอื่นมั่วซั่วทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ แต่เธอก็ยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าคนที่ทำร้ายเหล่าฉินคือจานหงเย่
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ คุณนายฉินถึงได้หันหลังกลับอย่างเชื่องช้า เดินตรงกลับไปยังบ้านของตัวเอง
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าในห้องนั่งเล่น นอกจากลูกสาวของเธอแล้ว ยังมีคนแปลกหน้าอีกหลายคนนั่งอยู่ด้วย
เมื่อเห็นเธอกลับมา หนึ่งในนั้นก็ลุกขึ้นยืน "คุณจ้าว สวัสดีครับ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากแผนกสืบสวนคดีพิเศษ สังกัดสำนักงานตำรวจชิ่งเฉิง นี่คือบัตรประจำตัวของพวกเราครับ"
ชายคนนั้นยื่นบัตรประจำตัวส่งมาให้ด้วยสองมือ จ้าวสุยฟางรับมาอย่างงุนงง เธอก้มลงมองหมายเลขตำรวจและรูปถ่ายในบัตร ก่อนจะหันไปมองหน้าลูกสาว
ฉินสุยสุย ลูกสาวของเธอ เดินเข้ามาหาแล้วกระซิบเสียงเบา "หนูโทรไปเช็กที่ 110 แล้วค่ะแม่ พวกเขาเป็นตำรวจจริงๆ"
แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้ยินชื่อแผนกนี้มาก่อน และไม่เคยเห็นตำรวจที่ไหนออกมาสืบสวนคดีตอนกลางคืน แต่เบอร์ 110 คงไม่โกหก
จ้าวสุยฟางพยักหน้า เธอคืนบัตรประจำตัวกลับไปให้ฝ่ายตรงข้าม จากนั้นก็มองพวกเขาด้วยความคาดหวังเล็กน้อย "ถ้างั้น ที่พวกคุณมาที่นี่ตอนนี้..."
นายตำรวจหนุ่มผมสั้นเกรียนจึงอธิบาย "คดีของคุณฉินไค สามีของคุณ ทางตำรวจได้รับเรื่องไว้แล้ว และได้โอนย้ายคดีนี้มาให้ทางแผนกสืบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบ วันนี้ที่พวกเรามา ก็เพื่อต้องการจะสอบถามคำถามคุณสักสองสามข้อครับ"
[จบบท]