บทที่ 183: แผนร้าย
พูดกันตามตรง หากไม่เกรงใจฟ้าดิน คงต้องบอกว่าสถานะในตระกูลของเจ้านายเขานั้น เทียบชั้นกับเยียนซิวไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ
นับตั้งแต่เยียนซิวเหยียบย่างเข้ามาในเมืองชิ่งเฉิง หมากที่เจ้านายวางไว้ก็ถูกกวาดล้างกระดานแล้วกระดานเล่า
ลูกน้องฝีมือดีหลายคนต้องถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น ธุรกิจทำเงินมหาศาลในมือจำต้องตัดทิ้งอย่างเจ็บปวด ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมาลูบคมได้ง่ายๆ
หลินเก๋อหลุบตาต่ำขณะเดินสวนกับชายหนุ่มร่างสูง จนกระทั่งเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่าง เส้นประสาทที่ขึงตึงอยู่เมื่อครู่จึงค่อยผ่อนคลายลง
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคนอย่างเยียนซิวไม่มีทางรู้จักมดงานอย่างเขา แต่รัศมีบางอย่างก็ยังทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
การที่เยียนซิวปรากฏตัวที่โรงพยาบาล ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายเริ่มระแคะระคายเรื่องโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนและลงมาตรวจสอบด้วยตัวเองแล้ว
การถูกคนระดับนี้จับจ้องนั้นอันตรายกว่าการถูกตำรวจแผนกสืบสวนคดีพิเศษทั่วไปหมายหัวหลายเท่าตัว เพราะเบื้องหลังของเยียนซิวยังมีตระกูลเยียนที่ทรงอิทธิพลค้ำจุนอยู่ หากตระกูลเยียนขุดคุ้ยเจออะไรเข้า...
หลินเก๋อสั่งให้ลูกน้องไปเตรียมรถ ส่วนตัวเองปลีกตัวหามุมลับตาคนแล้วต่อสายหาฉีหมิงเซวียน
สัญญาณดังไม่นาน เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายวัยกลางคนก็ดังขึ้น “หลินเก๋อ จัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ”
“นายท่านครับ เกิดเรื่องผิดพลาด หลิ่วมู่มู่โผล่เข้ามาขัดจังหวะแล้วชิงตัวร่างพาหะซากทารกออกไปจากโรงพยาบาล ตอนนี้ของกลางตกอยู่ในมือตำรวจ พวกนั้นส่งคนมาตรวจสอบที่โรงพยาบาลด้วยครับ”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงเยียบเย็นจะดังลอดออกมา “ยังต้องให้ฉันสอนอีกเหรอว่าควรจัดการกับพวกตำรวจยังไง”
ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังของหลินเก๋อ เขารีบละล่ำละลักอธิบาย “แต่ว่าเยียนซิวเป็นคนนำทีมมาเองครับ ผมเกรงว่าเขาจะสาวมาถึงตระกูลฉี”
ความกังวลของเขาไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หากเยียนซิวปักใจเชื่อว่าโรงพยาบาลมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากล เขาจะต้องสืบหาเส้นทางการเงินและนายทุนที่แท้จริงแน่
นายทุนที่ออกหน้าบังหน้าโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนไม่ได้ใช้แซ่ฉี น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นสมบัติของตระกูลฉี ที่ผลัดเปลี่ยนมือกันดูแลมาถึงสามรุ่นแล้ว
เรื่องบางเรื่อง แผนกสืบสวนคดีพิเศษอาจจะคว้าน้ำเหลว แต่ไม่ได้หมายความว่าตระกูลเยียนที่มีบารมีเหนือกว่าตระกูลฉีในยุคปัจจุบันจะทำไม่ได้ ในยุคที่ตระกูลฉีรุ่งเรืองถึงขีดสุดเมื่อสามรุ่นก่อน ตระกูลเยียนเองก็ยืนผงาดอยู่บนจุดสูงสุดไม่ต่างกัน
“งั้นก็อย่าให้เขามีโอกาสสืบเจอ”
หลินเก๋อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม “นายท่านหมายความว่า...”
ฉีหมิงเซวียนแค่นหัวเราะในลำคอ “ฉันสั่งให้แกส่งคนไปตีสนิทกับตำรวจหนุ่มที่ชื่อฟางชวนไม่ใช่หรือไง ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว”
“เรียบร้อยครับ จัดฉากให้เจอกันแล้ว”
“ดีมาก คุมเกมทางนั้นไว้ ถ้าเยียนซิวรู้จักวางตัวก็แล้วไป แต่ถ้ายังไม่รู้ความ ก็คงต้องหาจังหวะทำให้เขาหุบปากไปตลอดกาล”
หลินเก๋อกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ลำคอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลาย “ระ...รับทราบครับ”
เมื่อกดวางสาย ฉีหมิงเซวียนกระแทกโทรศัพท์ลงกับโต๊ะเต็มแรง แต่ไฟโทสะในอกกลับไม่ได้มอดลงแม้แต่น้อย
เยียนซิวอีกแล้ว!
แค่เด็กเมื่อวานซืนจากตระกูลเยียนคนเดียว กลับขยันสร้างปัญหาให้เขาไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาต้องเสียหน้าต่อหน้าคุณอาหญิงไม่รู้กี่ครั้ง
ส่วนแบ่งธุรกิจที่ควรจะเป็นของเขาก็ถูกฉีหมิงเจาฉกฉวยไปเกินครึ่ง ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เขาคงไม่เหลือที่ยืนในตระกูลฉี เขาไม่มีวันยอมให้มันจบลงง่ายๆ แบบนี้แน่
ทันใดนั้น เสียงของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “อาครับ อาหารพร้อมแล้ว”
ฉีหมิงเซวียนปั้นหน้าขรึมตึง หันไปมองเห็นหลานชาย ฉีหนิง ยืนอยู่ เขาจึงตอบรับในลำคอสั้นๆ “อืม”
ฉีหนิงไม่ได้ใส่ใจอารมณ์บูดบึ้งของคนเป็นอา เขาหันหลังเดินนำไปยังห้องอาหาร
ปัจจุบันบ้านใหญ่ตระกูลฉีเป็นที่พำนักของครอบครัวพี่ชายคนโตของฉีหมิงเซวียน วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ตามธรรมเนียมของตระกูลฉี สมาชิกทุกคนต้องกลับมาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านใหญ่
ฉีหมิงเซวียนนั่งลงทางฝั่งซ้ายของที่นั่งประธาน ตอนนี้พี่ชายเขายังไม่ปรากฏตัว แต่หลานทั้งสามคนนั่งประจำที่กันพร้อมหน้าแล้ว
ราวห้านาทีต่อมา ฉีหมิงเจาและจัวเจียเยว่ผู้เป็นภรรยาก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร ฉีหมิงเจาอายุล่วงเข้าเลขห้า
ผมสองข้างเริ่มหงอกขาว ริ้วรอยแห่งวัยปรากฏชัดที่หางตา ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาและบุคลิกภูมิฐานที่สั่งสมมาอย่างยาวนานได้
เมื่อเทียบกับฉีหมิงเจา จัวเจียเยว่ดูอ่อนเยาว์กว่ามาก แม้อยู่ในบ้านเธอก็ยังแต่งหน้าอย่างประณีตงดงาม ผมเกล้าขึ้นเรียบร้อยประดับด้วยปิ่นหยกเนื้อดี สวมชุดเดรสสั้นสีเหลืองนวลขับผิว รูปร่างยังคงสะโอดสะองจนดูไม่ออกว่าเคยผ่านการมีบุตรมาแล้ว
เมื่อจัวเจียเยว่เดินเข้ามา ฉีหนิงก็เอ่ยทักทาย “พ่อครับ แม่ครับ”
ฉีหมิงเจายิ้มให้ลูกชายคนเล็กอย่างเอ็นดู ทว่าลูกชายคนโตและลูกสาวคนรองที่นั่งขนาบข้างฉีหนิงกลับเอ่ยเรียกเพียงสั้นๆ “พ่อครับ/คะ”
ทั้งสองมองผ่านจัวเจียเยว่ราวกับเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ
จัวเจียเยว่ยังคงรักษาสีหน้าปกติ เธอชาชินกับท่าทีเย็นชาของลูกเลี้ยงทั้งสองมานานแล้ว
เมื่ออาหารลำเลียงขึ้นโต๊ะครบครัน ฉีหมิงเจาหยิบตะเกียบขึ้น สมาชิกคนอื่นๆ ถึงได้เริ่มลงมือ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ต่างคนต่างจัดการอาหารตรงหน้า จู่ๆ ฉีหมิงเซวียนก็เงยหน้าขึ้น จ้องมองไปที่จัวเจียเยว่ “ผมจำได้ว่าพี่สะใภ้เคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แถมยังมีลูกติดอีกคนใช่ไหม”
จัวเจียเยว่ที่กำลังใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารให้สามีชะงักมือเล็กน้อย เธวางตะเกียบลงอย่างใจเย็น หันไปสบตาฉีหมิงเซวียน “น้องรองต้องการจะสื่ออะไร”
ฉีหนิงมองมารดาด้วยแววตาเป็นกังวล ขณะที่พี่ชายและพี่สาวของเขากลับลอบยิ้มเยาะเหมือนกำลังดูละครฉากเด็ด มีเพียงฉีหมิงเจาที่ยังคงก้มหน้าทานอาหาร ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง
“เด็กคนนั้นปีนี้คงอายุ 21 แล้วมั้ง ได้ยินข่าวว่าหายสาบสูญไปเมื่อก่อน แต่เร็วๆ นี้ดูเหมือนจะตามตัวเจอแล้วนี่”
“งั้นเหรอ ฉันไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก” จัวเจียเยว่ตอบเสียงเรียบ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“ยังไงก็เลือดเนื้อเชื้อไข พี่สะใภ้พูดตัดรอนแบบนี้ไม่ดูใจจืดใจดำไปหน่อยเหรอ เห็นว่าเด็กคนนั้นไปร่ำเรียนวิชาดูดวงมา ชีวิตความเป็นอยู่ดูท่าจะสุขสบายไม่เบา”
“น้าจัวมีลูกสาวด้วยเหรอเนี่ย ทำไมเมื่อก่อนไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลยคะ” ฉีจือยาฉวยโอกาสสอดแทรกขึ้นมาทันที
จัวเจียเยว่ปรายตามองลูกเลี้ยงสาวแวบหนึ่ง แต่เลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด
ทว่าฉีจือยากลับไม่ยอมหยุดแค่นั้น เธอจีบปากจีบคอพูดต่อ “เมื่อก่อนน้าจัวพร่ำบอกว่ารักแค่คุณพ่อคนเดียว หนูก็หลงซาบซึ้งนึกว่าน้ารักเดียวใจเดียวต่อคุณพ่อ ที่แท้ก็แค่ลมปาก”
“พอได้แล้ว” ฉีหมิงเจาเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงดุดัน ฉีจือยาจึงยอมหุบปากลงอย่างขัดใจ
“นายดูจะรู้เรื่องเด็กคนนั้นละเอียดดีจังนะ” ฉีหมิงเจาถามน้องชาย
“จะไม่ให้รู้ดีได้ยังไงไหว ก็แม่เด็กนั่นเพิ่งจะเป็นคนพาตัวร่างพาหะซากทารกหนีออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อไม่นานมานี้เอง”
สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของฉีหมิงเจาฉายแววประหลาดใจ เขาหันขวับไปมองฉีหมิงเซวียน “เรื่องแม่ลูกเจียงซือเกิดปัญหาเหรอ”
คนที่รับผิดชอบงานนี้เป็นคนของน้องรอง เขาจึงยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้า
“ก็ต้องขอบคุณลูกสาวตัวดีของพี่สะใภ้นั่นแหละ ตอนนี้ซากทารกตกไปอยู่ในมือของแผนกสืบสวนคดีพิเศษเมืองชิ่งเฉิง”
“โรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนก็พลอยโดนเพ่งเล็งไปด้วย นั่นเป็นของที่คุณอาหญิงต้องการแท้ๆ ถ้าไม่ได้ของไป เธอคงโกรธจนบ้านแตกแน่” ฉีหมิงเซวียนผายมือออก ทำท่าทางจนปัญญา
[จบบท]