บทที่ 189: โชคร้ายของผู้บริสุทธิ์
เสียงรัวกำปั้นลงบนบานประตูไม้ยังคงดังกึกก้องต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก ทำให้เยียนซิวจำต้องยุติกิจกรรมตรงหน้าลงอย่างเสียไม่ได้
ชายหนุ่มท้าวฝ่ามือยันขอบโต๊ะทำงานไว้มั่น บรรยากาศรอบกายแผ่ความกดดันต่ำจนน่าอึดอัด สาเหตุหลักมาจากการถูกขัดจังหวะในช่วงเวลาที่อารมณ์กำลังคุกรุ่น
หลิ่วมู่มู่พลันนึกถึงบทสนทนาในอดีตขึ้นมาได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอเคยบ่นกระปอดกระแปดกับเขาเรื่องที่ห้องทำงานแห่งนี้ไม่เก็บเสียงเอาเสียเลย ตอนนั้นผู้ชายปากแข็งคนนี้ตอบกลับมาว่าอย่างไรนะ
อ้อ ใช่แล้ว เขาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า ‘เพราะผมไม่คิดจะทำเรื่องอะไรที่ไม่อาจให้คนอื่นเห็นในห้องนี้’
ดูเอาเถิด สวรรค์ไม่เคยละเว้นใครจริงๆ กรรมตามสนองเร็วยิ่งกว่าจรวด
มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เธอใช้ปลายเท้าเตะขาเขาเบาๆ เป็นเชิงเร่งเร้า
“รีบไปเปิดประตูสิ เดี๋ยวเราจะไป ‘กินล้างผลาญ’ เศรษฐีกัน”
เยียนซิวตวัดสายตากลับมามอง แววตานั้นฉายประกายอันตรายวูบหนึ่ง
“หัวเราะอะไร”
“ฉันแค่จำได้ว่าเคยถามคุณว่าทำไมห้องนี้ถึงไม่เก็บเสียง แล้วคุณตอบว่ายังไง จำได้ไหม”
ชายหนุ่มเงียบกริบ ความทรงจำของเขาดีเยี่ยมราวกับคอมพิวเตอร์ มีหรือจะจำคำพูดของตัวเองไม่ได้ เพียงแต่สถานการณ์ตอนนี้มันช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลิ่วมู่มู่เห็นท่าทางนั้นก็นึกเอ็นดู เธอเงยหน้าขึ้นประทับริมฝีปากลงบนเรียวปากบางของเขาเบาๆ เป็นการปลอบใจ
“อย่าให้ฟางชวนเข้าใจผิดว่าคุณกำลังทำเรื่อง ‘ลับๆ ล่อๆ’ อยู่เลย รีบไปเปิดประตูเถอะ”
“ไหนเธอบอกว่าจะไม่กินข้าวเย็น” เขาเลิกคิ้วถามเสียงขุ่น
“ถ้าฟางชวนเป็นเจ้ามือ ฉันก็ต้องกินสิ ของฟรีใครจะพลาด”
ฟางชวน... ผู้ชายคนเดียวที่สามารถทำให้เยียนซิวถึงกับจนคำพูดได้ หน้าตาทางสังคมครั้งนี้เธอคงต้องช่วยเขารักษาเอาไว้ก่อน
มื้ออาหารค่ำวันนั้นจบลงด้วยความสำราญบานใจของทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อ แขกอย่างหลิ่วมู่มู่กินอิ่มนอนหลับ ส่วนเจ้าภาพอย่างฟางชวนก็ได้เลี้ยงตอบแทนสมใจ
จะมีก็แต่เยียนซิวที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนเกินที่ไม่มีใครสนใจ
***
เช้าตรู่วันจันทร์ เวลาหกนาฬิกาสามสิบนาที ฟางชวนตื่นนอนตรงเวลาและลงมาวิ่งออกกำลังกายตามกิจวัตรประจำวัน
ช่วงเวลานี้สำหรับสังคมผู้สูงอายุในหมู่บ้านจัดสรรถือว่าสายไปเสียแล้ว ลุงหวังที่อาศัยอยู่ชั้นบนถัดจากห้องของเขาจูงสุนัขคู่ใจกลับจากการเดินเล่น ในมือยังหิ้วถุงอาหารเช้าพะรุงพะรังกลับมาด้วย
สุนัขพันธุ์อาคิตะตัวโตที่ถูกล่ามเชือกจูงไว้กระดิกหางระริกพลางเดินวนรอบขาเจ้าของ พอเห็นฟางชวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามา มันก็ส่งเสียงเห่าทักทาย “โฮ่ง” หนึ่งครั้งอย่างรู้ความ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งมองเขาตาแป๋วอย่างเรียบร้อย
ฟางชวนถือโอกาสหยุดวิ่งก้มลงไปขยี้ขนหนานุ่มของมันอย่างหมั่นเขี้ยว แล้วจึงเงยหน้าขึ้นทักทายเจ้าของสุนัข
“ลุงหวัง อรุณสวัสดิ์ครับ”
“อรุณสวัสดิ์พ่อหนุ่ม” ชายสูงวัยโบกมือให้ เดินเลยไปได้สองก้าวก็ชะงักเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงเดินถอยหลังกลับมาหา
“จริงสิ เสี่ยวชวน เมื่อกี้นี้ลุงเห็นหลานสาวของน้าหลิวที่ริมถนน ดูเหมือนจะชื่อหยวนหลินหลินใช่ไหม หน้าตาดูเป็นเด็กดีทีเดียวนะ ครั้งนี้เธอต้องคว้าโอกาสไว้ให้ได้ล่ะ”
ฟางชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลอยู่สักพักกว่าจะนึกออกว่าหลานสาวที่ลุงหวังพูดถึงคือคู่ดูตัวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั่นเอง
บ้านของฝ่ายหญิงไม่ได้อยู่ละแวกนี้ การที่เธอมาปรากฏตัวที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ หรือจะเป็นอย่างที่เธอเคยประกาศไว้ว่าจะมา ‘เดตยามเช้า’ กับเขาจริงๆ
พูดกันตามตรง เขาไม่ได้เก็บเอาวาจาฉอเลาะของอีกฝ่ายมาใส่ใจเลยสักนิด ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะมาตามใจผู้ชายที่เพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียวขนาดนี้ เรื่องรักแรกพบอะไรนั่น สำหรับตำรวจสายสืบอย่างเขาแล้ว มันเป็นเรื่องเพ้อฝันที่เชื่อถือไม่ได้ที่สุด
ชายหนุ่มตอบรับลุงหวังไปแกนๆ แล้วเลี่ยงฉีกตัวออกไปวิ่งในเส้นทางเล็กๆ ที่ผู้คนไม่พลุกพล่านเพื่อเริ่มวอร์มร่างกาย
หลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จ เขาก็เริ่มออกวิ่งเหยาะๆ เหมือนเช่นทุกวัน ทว่าวิ่งไปได้ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากลำโพง
ระดับเสียงไม่ได้ดังจนหนวกหู แต่คุณภาพเสียงนั้นจัดว่าย่ำแย่ มีเสียงซ่าๆ ของคลื่นรบกวนแทรกอยู่ตลอดเวลา
ผสมปนเปไปกับเสียงคล้ายคนไอโครกครากและเสียงกรีดร้องแหบต่ำ ฟังดูวิปริตผิดเพี้ยนจนน่าขนลุก หรือนี่จะเป็นแนวเพลงทดลองแบบใหม่ที่วัยรุ่นเขานิยมกัน
เขาวิ่งไปพลางขบคิดด้วยความสงสัย เพียงชั่วอึดใจ เจ้าของฝีเท้านั้นก็ตามมาจนทัน ฟางชวนหันไปมองก็พบกับใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสที่คุ้นตา
“อรุณสวัสดิ์ค่ะฟางชวน”
หญิงสาวในชุดออกกำลังกายสีเหลืองพาสเทลรวบผมหางม้าทะมัดทะแมง เพิ่งวิ่งตามมาได้ไม่ไกลแต่ลมหายใจกลับหอบกระชั้นจังหวะการหายใจรวนเร เห็นได้ชัดว่าเป็นคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
“...อรุณสวัสดิ์ครับ” ฟางชวนตอบกลับ น้ำเสียงเจือแววลังเลเล็กน้อย
“รังเกียจไหมคะถ้าฉันจะขอวิ่งด้วยคน” รอยยิ้มของหยวนหลินหลินยังคงเจิดจ้าท้าแสงตะวัน
“ไม่รังเกียจครับ” ดูท่าว่าเธอจะตั้งใจมาดักรอเขาจริงๆ
เนื่องจากสมรรถภาพทางกายของหญิงสาวดูจะไม่เอื้ออำนวย วิ่งไปได้เพียงสองรอบเธอก็หอบจนตัวโยน แม้ฟางชวนจะจงใจลดฝีเท้าลงจนแทบจะกลายเป็นเดิน
เธอก็ยังตามไม่ทัน เขาคิดว่าเธอคงจะถอดใจและขอพัก แต่เธอกลับกัดฟันวิ่งตามหลังเขามาอย่างไม่ลดละ
สุดท้ายฟางชวนกลัวว่าขืนปล่อยให้เธอวิ่งต่อไปคงได้เป็นลมล้มพับไปเสียก่อน เขาจึงจำต้องเปลี่ยนจากการวิ่งมาเป็นเดินแทน
ตลอดระยะเวลาที่เดินเคียงกัน โทรศัพท์มือถือของเธอยังคงเล่นเพลงประหลาดนั้นวนซ้ำไปซ้ำมา
ฟางชวนยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีมลภาวะทางเสียงรบกวนโสตประสาท แต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย อีกทั้งหญิงสาวก็อุตส่าห์ลงทุนตื่นเช้ามาดักรอ เขาจึงไม่อยากทำลายน้ำใจ ได้แต่พยายามข่มความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเอาไว้ลึกๆ
เดินต่อไปอีกสองรอบ ลมหายใจของหยวนหลินหลินจึงเริ่มกลับมาเป็นปกติ พอฟางชวนเงียบ เธอก็สรรหาเรื่องมาคุยไม่หยุดปาก ตั้งแต่เรื่องทัศนียภาพในหมู่บ้านลามไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดเจ้าดังในละแวกนี้
คุยกันมาขนาดนี้ จะให้เขาปล่อยผู้หญิงกลับบ้านไปทั้งที่ท้องว่างก็ดูจะเสียมารยาท ฟางชวนจึงเอ่ยปากชวนเธอไปทานมื้อเช้า ซึ่งเธอก็ตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น
จบกิจกรรมการออกกำลังกายยามเช้าที่ได้ระยะทางไม่ถึงครึ่งของเป้าหมาย ฟางชวนพาหยวนหลินหลินเดินมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารเช้าหน้าหมู่บ้าน
ทว่าเมื่อมายืนอยู่หน้าร้านที่ตกลงกันไว้ หยวนหลินหลินกลับหยุดเดินแล้วเอ่ยขึ้น “ช่างเถอะค่ะ ร้านนี้คนเยอะเกินไป เราไปกินบะหมี่ดึงมือที่ถนนหนานต้าเจียกันดีกว่าไหมคะ”
ข้อเสนอนี้ฟังดูไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ถนนหนานต้าเจียอยู่ห่างจากบ้านพักของฟางชวนไปไกลถึงสิบกว่านาทีหากขับรถ
แม้ระยะทางจะไม่ไกลมากแต่ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องถ่อสังขารไปไกลขนาดนั้น โดยเฉพาะในเช้าวันทำงานที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง
แต่ทว่าปฏิกิริยาของฟางชวนกลับผิดแปลกไป เขาดูเหมือนไม่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองใดๆ ในสมอง ตอบตกลงออกไปอย่างง่ายดายราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนคำสั่ง
“ได้ครับ เดี๋ยวผมไปเอารถก่อน”
หยวนหลินหลินยืนรอเขาอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านเพียงห้านาที รถยนต์ของฟางชวนก็แล่นมาเทียบจอด เธอเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งในตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับอย่างคุ้นเคย
จังหวะที่ทิ้งตัวลงนั่ง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็ร่วงหลุดออกมา หน้าจอยังคงสว่างวาบเล่นเพลงวิปริตนั้นวนซ้ำไม่จบสิ้น
เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วจงใจเร่งเสียงให้ดังลั่นรถต่อหน้าต่อตาฟางชวน ทว่าตัวเองกลับหยิบที่อุดหูขึ้นมายัดใส่หูทั้งสองข้าง
ฝ่ายฟางชวนกลับนั่งนิ่ง ไม่แสดงท่าทีคัดค้านหรือสงสัยในพฤติกรรมประหลาดนั้นเลยแม้แต่น้อย
สิบกว่านาทีต่อมา รถยนต์ของฟางชวนจอดสงบนิ่งที่ริมถนนหนานต้าเจีย ผ่านไปครู่ใหญ่ประตูรถจึงเปิดออก เสียงเพลงชวนประสาทหลอนภายในรถเงียบลงในที่สุด
ฟางชวนก้าวลงจากรถก่อน เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูให้หญิงสาวอย่างสุภาพ หยวนหลินหลินยังไม่ยอมขยับตัวลงมา
เธอนั่งนิ่งค่อยๆ ถอดที่อุดหูออกเก็บอย่างใจเย็น จากนั้นก็นั่งกดโทรศัพท์มือถือเล่นไปมาจนกระทั่งหน้าจอปรากฏภาพใบหน้าของบุคคลหนึ่งขึ้นมา
ฟางชวนยังคงยืนรอเปิดประตูให้อยู่ด้านนอกด้วยความอดทน รออยู่สองสามนาทีเธอถึงยอมก้าวขาลงจากรถ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น หยวนหลินหลินก็เข้าไปคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม กึ่งลากกึ่งจูงให้เดินไปยังร้านบะหมี่ที่เปิดไฟสว่างอยู่เพียงร้านเดียวในยามเช้าตรู่ ท่าทางที่ทั้งสองเดินแนบชิดกันนั้นมองดูผิวเผินไม่ต่างอะไรกับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน
ภายในร้านเงียบเชียบไร้เงาลูกค้าคนอื่น หยวนหลินหลินกับฟางชวนสั่งบะหมี่และกับแกล้มมาสองสามอย่าง ก่อนจะเลือกที่นั่งในมุมอับสายตาที่สุดของร้าน
[จบบท]