บทที่ 190: ภัยเงียบจากเมืองหลวง
บรรยากาศภายในร้านราเมนยามเช้าอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำซุปกระดูกหมูหอมกรุ่น หยวนหลินหลินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฟางชวน
ดวงตาคู่สวยจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายตำรวจหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รอยยิ้มนั้นหากมองผ่านๆ อาจดูเหมือนรอยยิ้มหวานหยด แต่หากสังเกตให้ดีกลับแฝงไว้ด้วยแววเยาะหยันลึกซึ้ง
“คุณยิ้มอะไรเหรอครับ” ฟางชวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่เห็นหน้าคุณแล้วก็อารมณ์ดี” หยวนหลินหลินปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสร้งถามไถ่ด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ช่วงนี้งานที่กรมยุ่งมากไหมคะ เมื่อวานเจอคดีหนักๆ บ้างหรือเปล่า”
“ก็ยุ่งนิดหน่อยครับ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกเจียงซือฝังปรสิตหนีออกมาจากโรงพยาบาลแล้วมาแจ้งความที่โรงพัก” ฟางชวนตอบกลับอย่างฉะฉาน
เล่ารายละเอียดของคดีให้หญิงสาวคนรักฟังจนหมดเปลือกโดยไม่มีท่าทีลังเลหรือคิดปกปิดแม้แต่น้อย ราวกับจิตใต้สำนึกของเขาถูกเปิดเปลือยให้เธอรับรู้อย่างสิ้นเชิง
หยวนหลินหลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เหรอคะ แล้วเธอหนีมาจากโรงพยาบาลไหน”
“โรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนครับ” ทันทีที่เอ่ยชื่อสถานที่แห่งนี้ หัวคิ้วเข้มของฟางชวนก็ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คล้ายกับสัญชาตญาณลึกๆ กำลังเตือนว่าสถานที่แห่งนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยนั้นไม่พ้นสายตาของหยวนหลินหลิน เธอรีบซักไซ้ไล่เลียงทันที “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะคะ หรือคุณรู้สึกว่าโรงพยาบาลนี้มีปัญหาอะไร”
“ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดครับ แต่ผมไหว้วานให้ที่ปรึกษาเยียนช่วยไปตรวจสอบดูแล้ว ผมเชื่อมือเขา อีกไม่นานคงได้เรื่องแน่”
คำตอบนั้นทำให้ใบหน้าของหยวนหลินหลินแข็งเกร็งไปชั่ววูบ ความเคร่งเครียดฉายชัดในแววตา และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ตื่นตระหนก
อีกบุคคลหนึ่งที่กำลังแอบฟังบทสนทนานี้ผ่านวิดีโอคอลในโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำไว้นั้น ถึงกับหายใจติดขัด แรงกระเพื่อมของลมหายใจหนักหน่วงจนแทบจะได้ยินเสียงลอดออกมา
“ฉันว่า... บอกให้ที่ปรึกษาเยียนคนนั้นเลิกสืบเถอะค่ะ ก็แค่โรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียว จะมีอะไรน่าสงสัยกัน” เธอโน้มตัวข้ามโต๊ะ ยื่นมือเรียวไปกุมทับบนหลังมือของฟางชวนอย่างแผ่วเบา พยายามใช้น้ำเสียงออดอ้อนเพื่อเปลี่ยนใจเขา
ฟางชวนส่ายหน้าช้าๆ ปฏิเสธคำขอของเธอด้วยความซื่อตรงต่อหน้าที่ “เยียนซิวทำงานเร็วครับ ใช้เวลาตรวจสอบไม่นานหรอก ป่านนี้เขาคงตรวจเสร็จแล้วด้วยซ้ำ”
หยวนหลินหลินเม้มริมฝีปากแน่น พยายามเก็บอาการร้อนรน ก่อนจะถามต่อเพื่อล้วงข้อมูล “แล้วนอกจากเรื่องโรงพยาบาล คุณยังสืบเจอเบาะแสอะไรอีกไหมคะ”
“ยังมีอีกคนครับ... หลินเก๋อ”
ตึง!
เสียงคล้ายวัตถุหนักหรือเก้าอี้ล้มกระแทกพื้นดังลอดออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ของหยวนหลินหลินอย่างชัดเจน
ท่ามกลางความเงียบของร้านอาหาร ฟางชวนยังคงนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาที่ไร้การตอบสนองต่อสิ่งผิดปกติรอบกาย มีเพียงหยวนหลินหลินเท่านั้นที่สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
“ข...เขา เป็นอะไรไปคะ” เธอถามเสียงตะกุกตะกัก พยายามกลบเกลื่อนพิรุธ
“ถ้าตามรอยหลินเก๋อไปได้ ก็จะเจอแม่ลูกเจียงซือครับ ทีมของเราจำเป็นต้องหาตัวแม่เจียงซือให้พบเพื่อหยุดยั้งเรื่องนี้”
สีหน้าของหยวนหลินหลินซีดเผือดไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตึงเครียด ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา
หญิงสาวบีบมือชายหนุ่มเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปั้นแต่งให้ดูห่วงใยที่สุด “ฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณจริงๆ นะคะฟางชวน ต่อไปนี้ก่อนคุณจะออกไปปฏิบัติภารกิจที่ไหน ต้องส่งข้อความบอกฉันทุกครั้งนะ สัญญาไหมคะ”
“ได้ครับ ผมสัญญา” ฟางชวนรับคำอย่างว่างง่าย แววตาที่มองเธอนั้นว่างเปล่าปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ
เช้าวันนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ในร้านบะหมี่ร่วมครึ่งชั่วโมง หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จสิ้น ฟางชวนก็ขับรถไปส่งหยวนหลินหลินที่หน้าบ้าน ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปทำงานที่กรมตำรวจตามปกติ
ทันทีที่รถของฟางชวนลับสายตา หยวนหลินหลินก็รีบเดินหลบเข้าไปในมุมอับสายตาของกำแพงบ้าน มือไม้สั่นเทาขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
หน้าจอยังคงแสดงผลการเชื่อมต่อวิดีโอคอลอยู่ และใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือใบหน้าของหลินเก๋อ ชายผู้ซึ่งเป็นหัวข้อสนทนาสำคัญเมื่อครู่นี้
“คุณหลิน... เราจะเอายังไงกันต่อดีคะ” หยวนหลินหลินเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น ท่าทีของเธอเปลี่ยนจากหญิงสาวผู้มั่นใจกลายเป็นลูกน้องที่นอบน้อม
“เธอทำหน้าที่ของเธอต่อไป แค่คอยควบคุมฟางชวนให้อยู่หมัด ทำให้เขารายงานทุกความเคลื่อนไหวให้เธอรู้ก็พอ ส่วนขั้นตอนต่อไปต้องทำยังไง เดี๋ยวฉันจะแจ้งให้ทราบอีกที” น้ำเสียงของหลินเก๋อเคร่งเครียดและกดดัน
“ค่ะ รับทราบค่ะ”
เมื่อวางสายจากหยวนหลินหลิน หลินเก๋อก็รีบติดต่อไปยังตระกูลฉีที่ปักกิ่งด้วยความร้อนรนที่สุด
สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งภายในของฉีหมิงเซวียนแห่งบ้านรองอีกต่อไปแล้ว แต่มันลุกลามใหญ่โตเมื่อเยียนซิวสืบสาวราวเรื่องจนมาถึงโรงพยาบาลเอกชนเหรินหยวนได้จริงๆ
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือ ฝ่ายนั้นจับตามองเขามาตั้งแต่ต้น โดยที่เขาไม่ระแคะระคายเลยสักนิด
ภาพเหตุการณ์ที่เขาบังเอิญเจอกับเยียนซิวที่โรงพยาบาลก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในหัว หลินเก๋อมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายต้องจดจำเขาได้แน่นอน และคงเริ่มสงสัยในตัวเขาตั้งแต่วินาทีนั้น
นับว่าโชคยังเข้าข้างที่เจ้านายของเขารอบคอบ ตัดสินใจวางหมากเล่นงานฟางชวนจนสามารถล้วงความลับออกมาได้มากมายขนาดนี้
หากไม่ได้ข้อมูลจากปากของฟางชวนในวันนี้ เขาและเหล่าหมอผีฝีมือดีที่พามาจากตระกูลคงถูกจับกุมตัวที่เมืองชิ่งเฉิงจนหมดสิ้นอนาคต
เยียนซิวคนนี้อันตรายเกินไป เป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจปล่อยไว้ให้เป็นเสี้ยนหนามตำใจได้อีก
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังทำลายความเงียบงันภายในห้องโถงกลางของเรือนสี่ประสานที่ตกแต่งอย่างหรูหราวิจิตรบรรจงตามแบบฉบับตระกูลผู้ดีเก่า
ฉีหมิงเซวียนกำลังคุกเข่าอยู่กลางห้อง ปกติแล้วเขาเป็นคนหยิ่งทระนง ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหน แม้แต่กับฉีหมิงเจาผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ เขาก็ยังไม่เคยลงให้
แต่ในเวลานี้ เขากลับสงบเสงี่ยมเจียมตัวราวกับลูกแมวเชื่องๆ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเปลี่ยนท่า ทั้งที่พื้นกระเบื้องเย็นเฉียบและแข็งกระด้างกำลังกดทับหัวเข่าจนปวดร้าวแทบไร้ความรู้สึก
ที่ตำแหน่งประธานสูงสุดของห้องโถง หญิงชราผมสีดอกเลาผู้มีอำนาจสูงสุดนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก
ดูจากภายนอกอายุอานามคงราวหกสิบเจ็ดสิบปี จุดเด่นที่น่าสะพรึงกลัวบนใบหน้าของนางคือรอยแผลเป็นลึกที่พาดผ่านดวงตาข้างขวา ลากยาวไปจนถึงขมับ
ในยามปกตินางมักจะสวมผ้าปิดตาไว้ แต่ในวันนี้ภายในเบ้าตาขวานั้นกลับมีดวงตาเทียมใส่เอาไว้ ทำให้ใบหน้าของนางดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวจนขนลุก
ฉีหมิงเจายืนกุมมือสำรวมท่าทีอยู่ไม่ไกลจากข้างกายหญิงชรา ส่วนจั๋วเจียเย่วนั้นได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่เพียงมุมห้องอันมืดสลัว เงียบเชียบไร้ปากเสียงราวกับอากาศธาตุ
เสียงโทรศัพท์ที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้ฉีหมิงเซวียนสะดุ้งเฮือก ลมหายใจสะดุดกึก เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นอา ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น นิ่งงันราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้านั้น
เสียงโทรศัพท์เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณเร่งเร้าที่บีบคั้นหัวใจ
ในที่สุด เสียงแหบพร่าทรงอำนาจของผู้เป็นอาก็ดังขึ้น “รับสิ”
คำอนุญาตนั้นเปรียบเสมือนราชโองการที่ไม่อาจขัดขืน ฉีหมิงเซวียนรีบควักโทรศัพท์ออกมาแนบหูด้วยมือที่สั่นเทา “มีเรื่องอะไร”
ถ้อยคำรายงานสถานการณ์จากหลินเก๋อที่ปลายสายทำให้ใบหน้าของฉีหมิงเซวียนซีดเผือดสลับแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว ในที่สุดเขาก็จำต้องเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงชราที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้
“คุณอาครับ... คนของผมเพิ่งยืนยันมาว่า ตอนนี้เยียนซิวสืบรู้เรื่องโรงพยาบาลหมดแล้ว ด้วยเครือข่ายข่าวสารของตระกูลเยียน เราคงปิดเรื่องนี้ได้อีกไม่นาน แถมหลินเก๋อกับคนของเขาก็โดนจับตามองแล้ว เรื่องแม่ลูกเจียงซือก็ความแตกแล้วครับ”
“ไอ้สวะ”
ฉีปู้เหยียนเอ่ยคำสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงจนฉีหมิงเซวียนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากแก้ตัว ได้แต่ก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากแทบจะจรดพื้น
ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องโถงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ฉีหมิงเจาจะกระแอมเบาๆ เพื่อทำลายความเงียบ “คุณอาครับ... หลายปีมานี้ตระกูลเยียนทำดีกับเราแค่ฉากหน้า แต่ลับหลังก็คอยหาทางกดหัวพวกเรามาตลอด”
“ตอนนี้เยียนซิวอยู่เมืองชิ่งเฉิงตัวคนเดียว ไร้คนหนุนหลัง เขาคงสร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนัก ไม่แน่ว่า... นี่อาจจะเป็นโอกาสทองของเราก็ได้นะครับ”
ฉีปู้เหยียนค่อยๆ หันใบหน้าที่มีแผลเป็นน่ากลัวไปมองหลานชายคนโต “แกอยากให้เขาตายงั้นเหรอ”
ฉีหมิงเจาสบตากับดวงตาเทียมคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำ “ในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมด เยียนซิวเป็นคนเก่งกาจหาตัวจับยาก ถ้ากำจัดเขาไปได้ ตระกูลเยียนต้องเสียหายหนักจนกระอักเลือดแน่นอนครับ”
สำหรับตระกูลผู้ใช้วิชาไสยเวท ทายาทสืบทอดที่มีพรสวรรค์เปรียบเสมือนเสาหลักค้ำจุนตระกูล
พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่อำนาจเงินทองหรือบารมีทางสังคมเหมือนตระกูลเศรษฐีทั่วไป แต่ในโลกแห่งศาสตร์ลึกลับ พวกเขาต้องมี "ฝีมือ" และ "พลัง" เป็นเครื่องต่อรอง
หากไร้ซึ่งพลังฝีมือ ก็ยากที่จะปกครองคนในตระกูลให้อยู่ในโอวาท และสุดท้ายตระกูลอันยิ่งใหญ่ก็จะต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ
ฉีหมิงเจารู้แจ้งแก่ใจดีว่า หากไม่ใช่เพราะบารมีของคุณอาที่ยังคงมีชีวิตอยู่และกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ตระกูลฉีคงแตกแยกกระจัดกระจายไปตั้งแต่ตอนที่ฉีหมิงเซวียนเริ่มตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเขาแล้ว
หลังจากปล่อยให้ความเงียบเข้ากดดันคนทั้งห้องจนแทบหายใจไม่ออก ในที่สุดฉีปู้เหยียนก็ปรายตามองลงไปยังร่างที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง “งั้นก็ส่งมันไปลงนรกซะ คงไม่ต้องให้ฉันสอนนะว่าต้องทำยังไง”
ฉีหมิงเซวียนรีบเงยหน้าขึ้นรับคำด้วยแววตามาดร้าย “ในเมื่อเยียนซิวอยากได้แม่เจียงซือนัก งั้นก็จัดให้เขาตามต้องการเลยครับ ผมรับรองว่าจะไม่ทำให้คุณอาผิดหวัง”
หากแม่เจียงซือตนนั้นจัดการได้ง่ายดายปานนั้น พวกเขาตระกูลฉีคงไม่ปล่อยทิ้งไว้ในหลุมฝังศพนานหลายปีหลังจากค้นพบหรอก ครั้งนี้ถึงขนาดต้องระดมหมอผีฝีมือดีถึงแปดคน ถึงจะกล้าวางแผนพยายามพามันกลับมายังเมืองหลวง
[จบบท]