บทที่ 191: แผนซ้อนแผน
เสียงลือเสียงเล่าอ้างภายนอกต่างพากันยกยอปอปั้นว่าทายาทคนปัจจุบันของตระกูลเยียนนั้นเก่งกาจเหนือใคร ถ้าอย่างนั้นก็ลองให้มันมาพิสูจน์ฝีมือหน่อยเป็นไร ดูซิว่าลำพังตัวคนเดียวจะรับมือกับโทสะของ ‘แม่เจียงซือ’ ที่ถูกพรากลูกในอกไปได้อย่างไร
ฉีปู้เหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาฉายแววหยามหยัน หลานชายคนรองอาจจะมีความทะเยอทะยานสูงส่งเทียมฟ้า
แต่สมองยังพอมีความปราดเปรื่องอยู่บ้าง น่าเสียดาย... ในบ้านหลังนี้บัลลังก์ผู้นำตระกูลมีที่ว่างเพียงหนึ่งเดียว และเธอได้ปักใจเลือกหลานชายคนโตไว้ตั้งนานแล้ว
เมื่อได้รับสัญญาณอนุญาตจากผู้เป็นอาหญิง หลานชายทั้งสองก็ลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับว่าภาพความพินาศย่อยยับของตระกูลเยียนที่พวกเขาวาดฝันไว้นั้น กำลังรออยู่แค่เอื้อม
ฉีปู้เหยียนปรายตามองท่าทีของหลานชายทั้งสองด้วยความเย็นชา เธอลอบส่ายหน้ากับตัวเองเงียบๆ
สองคนนี้มีดีมีด้อยคนละอย่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความไม่ได้เรื่องที่ถอดแบบมาจากพี่ชายโง่เง่าของเธอไม่มีผิด คนพรรค์นี้ไม่คู่ควรจะเป็นผู้นำตระกูลฉี และไม่มีใครสักคนที่ทำให้เธอรู้สึกพึงพอใจได้จริง
แค่ชื่อของเยียนซิวเพียงคนเดียว ก็ทำให้พวกมันขวัญหนีดีฝ่อจนต้องรีบวิ่งแจ้นมาหาเธอแต่เช้าตรู่
หากเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ในยามที่ตระกูลฉียังรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด และถ้าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสในคราวนั้น... ตระกูลฉีอันยิ่งใหญ่ไหนเลยจะตกมาอยู่ในมือของพวกสวะพวกนี้
เมื่อหวนคิดถึงอดีต ประกายตาของฉีปู้เหยียนก็วาวโรจน์ด้วยความอำมหิต มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบคลำเบ้าตาขวาที่ว่างเปล่า รอยแผลเก่าที่ย้ำเตือนความแค้นฝังลึกไม่เคยจางหาย
ไม่ว่าลึกๆ แล้วอาหญิงจะคิดอย่างไร แต่ในเมื่อเธอพยักหน้าอนุญาตและไม่คิดจะรื้อฟื้นความผิดพลาดครั้งก่อน ฉีหมิงเซวียนก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ยามที่เดินกะเผลกออกมาจากคฤหาสน์ของอาหญิง ขาข้างที่บาดเจ็บยังคงส่งสัญญาณประท้วงด้วยความปวดร้าว แผ่นหลังของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬแห่งความตึงเครียด แต่ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มด้วยความปิติยินดี
ภาพความทรงจำในอดีตไหลย้อนกลับมา ในปีที่พ่อของเขาประสบอุบัติเหตุ ปีที่อาเขยต้องตายโหงจนไม่เหลือแม้แต่ซากศพ และปีที่อาหญิงต้องสูญเสียดวงตา... เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้ตระกูลฉีร่วงหล่นจากฟ้าสู่เหวในชั่วข้ามคืน
เหล่าคนที่เคยหมอบกราบประจบสอพลอ ต่างพากันแปรพักตร์ไปเป็นสุนัขรับใช้แทบเท้าเยียนไป๋เหวินกันหมด
กงล้อแห่งกรรมกำลังจะหมุนกลับ ถึงเวลาแล้วที่ไอ้แก่เยียนไป๋เหวินจะได้ลิ้มรสชาติของการสูญเสียเลือดเนื้อเชื้อไขดูบ้าง
"หวังว่าแกจะทนรับความเจ็บปวดของการเป็นคนแก่ที่ต้องเผาศพลูกตัวเองได้นะ..."
***
เข็มนาฬิกาบนผนังบ่งบอกว่าเลยเวลาเข้างานปกติไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนที่ฟางชวนก้าวเท้าเข้ามาในสถานีตำรวจ
เจ้าหน้าที่หลายนายเอ่ยทักทาย บ้างก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นหรือเปล่า เพราะปกติหัวหน้าทีมอย่างเขาไม่เคยมาสายแม้แต่นาทีเดียว ฟางชวนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ตอบปัดไปว่าเขาแค่เผลอตื่นสายเท่านั้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงาน ฟางชวนมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นลูกน้องสองคนกำลังยืนหารือหน้าเครียดอยู่กับเยียนซิว เขาจึงเอื้อมมือไปผลักประตู
"โอ๊ย!"
ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้าที่ฝ่ามือเหมือนถูกเข็มแหลมทิ่มแทง ฟางชวนเผลอร้องอุทานออกมาสั้นๆ
เสียงนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนในห้อง เยียนซิวหันขวับมาทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เป็นอะไร"
ฟางชวนยกมือขึ้นดู พลิกซ้ายพลิกขวาแต่ไม่เห็นรอยเลือด "สงสัยโดนเสี้ยนไม้มั้ง"
สายตาคมกริบของเยียนซิวเลื่อนจากมือของนายตำรวจหนุ่มไปยังขอบประตูไม้ แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมา
"ทำไมมายืนรวมกันอยู่ตรงนี้ ทางหลินเก๋อมีความเคลื่อนไหวแล้วเหรอ" ฟางชวนถามพลางถูมือตัวเองไปมาแรงๆ สองสามที พอความเจ็บจางหายไปเขาก็เลิกใส่ใจ
"ใช่ คนของเราที่เฝ้าอยู่รายงานมาว่า หลินเก๋อกับนักพรตเสวียนอีกสองคนเพิ่งขับรถออกจากตัวเมือง" เยียนซิวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"จุดหมายน่าจะเป็นเมืองซินหยวนที่อยู่ใกล้ๆ นี้"
เมืองซินหยวนเป็นเมืองเล็กๆ ในเขตปกครองของเมืองชิ่งเฉิง การเดินทางด้วยรถโดยสารอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่สำหรับรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ไม่เกินสี่สิบนาทีก็ถึง
ฟางชวนเดินตรงเข้าไปที่โต๊ะทำงานซึ่งเยียนซิวยืนอยู่ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏแผนที่ดาวเทียมรอบเมืองชิ่งเฉิงซ้อนทับด้วยแผนที่ภูมิประเทศ มุมขวาบนระบุพิกัดชัดเจนว่า 'เมืองซินหยวน'
"พื้นที่แถวนั้นมีปัญหาอะไรหรือเปล่า" เขาถามอย่างสงสัย
เยียนซิวขยับเมาส์เพื่อซูมภาพจุดหนึ่งในแผนที่ให้ขยายใหญ่ขึ้น "เมื่อกี้นี้ฉันลองปรึกษากับซินแสฮวงจุ้ยของทางสำนักงานใหญ่ดูแล้ว”
“ตำแหน่งตรงนี้เป็น 'จุดรวมหยิน' ตามหลักฮวงจุ้ย ถ้ามีเจียงซือแม่ลูกอยู่จริง... ที่เดียวที่จะฝังพวกมันไว้ได้ก็คือตรงนี้"
ฟางชวนพยักหน้าช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่จุดสีดำบนแผนที่ "ถ้าเรารู้พิกัดที่ซ่อนของแม่เจียงซือแล้ว บางทีเราน่าจะบุกเข้าจับกุมตัวคนได้เลย แต่... หลินเก๋อพาคนไปแค่สองคนเองเหรอ พวกเขาไม่ได้กะจะไปเอาตัวแม่เจียงซือออกมาหรือไง"
คำถามนี้ทำให้เกิดความเงียบชั่วขณะ เยียนซิวละสายตาจากหน้าจอหันมามองฟางชวน "บางที... พวกเขาอาจจะมีแผนอื่น"
***
ในขณะเดียวกัน บนรถยนต์คันหรูที่กำลังแล่นฉิวไปบนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองซินหยวน ความสงสัยเดียวกันนี้ก็ถูกเอ่ยออกมาจากปากของนักพรตเสวียนคนหนึ่ง
"ผู้ช่วยหลิน ทำไมถึงพาพวกเรามาแค่นี้ล่ะครับ ลำพังแค่พวกเราสองคนคงรับมือกับแม่เจียงซือตนนั้นไม่ไหวแน่ๆ"
เจียงซือแม่ลูกคู่นี้ไม่ใช่ศพเดินได้ธรรมดา ตระกูลฉีล่วงรู้ตำแหน่งที่ฝังร่างของมันมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เพิ่งจะเริ่มลงมือทำพิธีกรรมวิจัยเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง แถมยังต้องแลกด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วกว่าจะแยกเอาตัว 'ลูก' ออกไปได้
เขายังจำได้ดีว่าตอนที่ค้นพบสุสานแห่งนี้ ปู่ของเขาเคยติดตามขบวนของตระกูลฉีมาที่เมืองชิ่งเฉิง... แล้วท่านก็ไม่ได้กลับออกไปอีกเลย
เท่าที่เขารู้ ตระกูลฉีต้องสังเวยชีวิตนักพรตเสวียนฝีมือดีให้กับเจียงซือแม่ลูกคู่นี้ไปหลายคนแล้ว หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ที่จะได้รับมันมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้ พวกเขาคงถอดใจทิ้งโครงการนี้ไปนานแล้ว
ทางตระกูลฉีวิเคราะห์กันว่า ยามที่มีชีวิตอยู่ 'แม่' ของเจียงซือตนนี้คงเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าไม่ใช่น้อย ความสามารถและแรงอาฆาตจึงรุนแรงผิดปกติ
ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าหลินเก๋อระดมพลนักพรตเสวียนมาถึงแปดคน เขาคงไม่ยอมเอาชีวิตมาทิ้งด้วยแน่ๆ
หลินเก๋อที่นั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้ข้างคนขับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ที่พามาแค่นี้เพราะเราไม่ได้จะไปเอาตัวแม่เจียงซือออกมา ภารกิจของเราเปลี่ยนแล้ว นายท่านมีคำสั่งใหม่... แผนการขั้นต่อไปสำคัญกว่าแม่เจียงซือนั่นมาก"
นักพรตเสวียนอีกคนที่ทำหน้าที่ขับรถเหลือบมองกระจกมองหลังแล้วพูดแทรกขึ้น "ผู้ช่วยหลิน ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว... มีรถคันหนึ่งขับตามหลังเรามาตลอดเลย"
"ไม่ต้องสนใจ ทำเป็นไม่เห็นไปก็พอ"
คนขับหันขวับมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลินเก๋อแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงหลับตานิ่ง ไม่มีความกังวลฉายชัดบนใบหน้า ซ้ำยังดูอารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ เขาก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยปากถามอะไรให้มากความ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถของหลินเก๋อก็เลี้ยวเข้าไปจอดริมถนนสายเปลี่ยวบนภูเขาใกล้เมืองซินหยวน ชายทั้งสามก้าวลงจากรถแล้วมุ่งหน้าเดินเท้าขึ้นเขาไปทันที
คล้อยหลังพวกเขาไปไม่นาน รถคันที่สะกดรอยตามมาก็จอดลงห่างออกไป คนกลุ่มหนึ่งก้าวลงจากรถอย่างเงียบเชียบและเริ่มแกะรอยตามขึ้นไป
เข็มนาฬิกาบอกเวลาสิบเอ็ดโมงตรง เสียงโทรศัพท์ของฟางชวนก็ดังขึ้น ปลายสายรายงานด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
"หัวหน้าครับ เราตามหลินเก๋อจนมาเจอถ้ำแห่งหนึ่ง ตอนนี้พวกมันเข้าไปข้างในกันหมดแล้ว จะให้ทีมเราบุกเข้าไปรวบตัวเลยไหมครับ"
"อย่า" ฟางชวนสั่งเสียงเข้ม
"อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น รอดูสถานการณ์ไปก่อน"
"รับทราบครับ"
ภายในถ้ำมืดสลัวและอับชื้น นักพรตเสวียนสองคนเดินนำหน้าถือเข็มทิศและยันต์นำทาง เมื่อสังเกตเห็นว่าหลินเก๋อคอยระแวงหันมองด้านหลังอยู่ตลอด พวกเขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคงกังวลเรื่องคนสะกดรอย
"ผู้ช่วยหลินไม่ต้องห่วงหรอกครับ ทางเข้าตรงนี้เราวางค่ายกลป้องกันเอาไว้หลายชั้น ถ้าไม่ใช่นักพรตเสวียนที่มีวิชาจริงๆ ไม่มีทางเข้ามาถึงข้างในนี้ได้ง่ายๆ หรอก"
หลินเก๋อรับคำในลำคอเบาๆ "อืม... อีกไกลแค่ไหน"
คนนำทางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความหวาดกลัวจากสัมผัสเย็นเยียบที่ทำให้ขนแขนลุกชัน ซึ่งแผ่ออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ
"อยู่ข้างหน้านี้เองครับ... มีบ่อแนวดิ่งอยู่บ่อหนึ่ง โลงศพของแม่เจียงซือถูกตรึงอยู่ในนั้น"
[จบบท]