บทที่ 200: อ้อมกอดที่แตกต่าง
เมื่อขยับตัวเข้าไปใกล้ หลิ่วมู่มู่ถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของชายหนุ่ม สีหน้าของเยียนซิวดูย่ำแย่กว่าที่คิด
ริมฝีปากที่เคยมีสีเลือดฝาดบัดนี้กลับซีดขาวราวกับกระดาษ และเมื่อมองผ่านสาบเสื้อเชิ้ตที่เปิดกว้างเล็กน้อย เธอก็มองเห็นร่องรอยของผ้าพันแผลสีขาวที่พันทบกันอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
หลิ่วมู่มู่รีบเอื้อมมือไปคว้ามือหนาของเขามากุมไว้ ทันทีที่ผิวเนื้อสัมผัสกัน ความเย็นเฉียบสายหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามาในฝ่ามือของเธอ อุณหภูมิร่างกายของเขาต่ำกว่าคนปกติมากจนน่าใจหาย
เยียนซิวเห็นใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเคร่งขรึมลงทันตา เขาก็ออกแรงบีบปลายนิ้วมือนุ่มของเธอเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
"ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่พลาดท่าโดนพิษซากศพเล่นงานนิดหน่อย พ่อฉันพาหมอฝีมือดีมาด้วยแล้ว อีกเดี๋ยวรักษาเสร็จก็หาย"
"รอยแผลพวกนี้ โดนเล็บเจียงซือข่วนมาใช่ไหม"
คำถามของหลิ่วมู่มู่โพล่งออกมาทันควัน ภาพความฝันประหลาดที่เธอเพิ่งเจอแล่นกลับเข้ามาในหัวอย่างชัดเจน
"ถูกแล้ว ตอนที่เธอส่งข้อความมาหาฉัน เป็นจังหวะเดียวกับที่พวกเราเพิ่งจะสยบแม่เจียงซือตนนั้นลงได้"
คิ้วเรียวสวยของหลิ่วมู่มู่ขมวดเข้าหากันแน่น เธอลองคำนวณเวลาดูคร่าวๆ ช่วงที่เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เยียนซิวคงได้รับบาดเจ็บไปเรียบร้อยแล้ว และกว่าที่เธอจะเตือนเขาเรื่องนี้ได้ ก็เป็นตอนที่เธอเลิกเรียนแล้ว ซึ่งทุกอย่างมันสายเกินแก้ไปหมด
"ถ้าเกิดมีเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกนะ ฉันจะรีบบอกคุณเป็นคนแรกเลย"
หลิ่วมู่มู่ไม่ใช่คนประเภทที่จะมานั่งฟูมฟายกับอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการตั้งรับและแก้ไขในครั้งถัดไป
เยียนซิวหลุดหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองเด็กสาวตรงหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู
"โอเค ต่อไปนี้ชีวิตผมคงต้องฝากไว้ให้ปรมาจารย์หลิ่วช่วยดูแลแล้วล่ะ"
พอได้รับคำชม หลิ่วมู่มู่ก็เชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย ท่าทางมั่นอกมั่นใจกลับมาอีกครั้ง
"ขอบอกไว้ก่อนนะว่าฉันคิดค่าตัวแพงมาก"
"ถ้าอย่างนั้น... ฉันเอาตัวเองจ่ายเป็นค่าจ้างให้เธอแทนเงินดีไหม"
ชายหนุ่มออกแรงรั้งที่ข้อมือเพียงนิดเดียว ร่างบอบบางของหลิ่วมู่มู่ก็เซถลาเข้ามาปะทะกับอกกว้าง ตกอยู่ในวงแขนของเขาอย่างง่ายดาย
เด็กสาวขยับตัวขลุกขลัก ถูไถใบหน้ากับแผงอกของเขาอย่างหมั่นเขี้ยว
"เรื่องนี้ฉันขอเอาไปพิจารณาก่อน ดูทรงแล้วคุณน่าจะเป็นภาระที่เลี้ยงยากน่าดูเชียว"
"ฉันดูเลี้ยงยากขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าอย่างนั้นต่อไปฉัรจะกินให้น้อยลงหน่อยก็ได้นะ"
เยียนซิวแกล้งกระซิบหยอกเย้าข้างหู
หลิ่วมู่มู่ทำท่าทางเย็นชาใส่เขา ยกนิ้วชี้ขึ้นมาจิ้มดันใบหน้าหล่อเหลาที่พยายามจะยื่นเข้ามาใกล้ให้ถอยห่างออกไป ผู้ชายคนนี้ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรบ้างเลย
ประเด็นมันอยู่ที่เรื่องกินน้อยกินมากเสียที่ไหนกันเล่า
"เอ๊ะ..."
จังหวะที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสโดนผิวหน้าผากของเขาโดยบังเอิญ ความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้หลิ่วมู่มู่ชะงักกึก เธอรีบเปลี่ยนท่าทางทันที โดยใช้ฝ่ามือทั้งมือนั้นทาบลงบนหน้าผากของเยียนซิวเพื่อวัดอุณหภูมิ
"ตัวคุณร้อนจี๋เลยนี่"
หลิ่วมู่มู่ทำท่าจะผละออกจากอ้อมกอดด้วยความตกใจ แต่พอยืดตัวขึ้นได้เพียงนิดเดียว ท่อนแขนแข็งแรงของเยียนซิวก็รวบตัวเธอกลับลงไปนั่งตักเหมือนเดิม
"อืม ฉันรู้ตัวอยู่แล้ว"
เขากอดรัดร่างนุ่มนิ่มเอาไว้แน่น น้ำเสียงยังคงราบเรียบไม่ได้ดูตื่นตระหนกอะไร
หลิ่วมู่มู่ไม่วางใจ เธอลองจับมือเขาดูอีกครั้งก็พบว่ามันยังคงเย็นเฉียบผิดกับหน้าผากที่ร้อนผ่าว
พอมองไล่สายตาขึ้นไป เธอก็สังเกตเห็นว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตสามเม็ดบนของเขาถูกปลดออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างและผิวเนื้อรำไร ราวกับเปิดประตูเชื้อเชิญให้ใครบางคนเข้าไปสำรวจ
ด้วยความสงสัยระคนเป็นห่วง หลิ่วมู่มู่จึงถือวิสาสะสอดมือผ่านสาบเสื้อเข้าไปสัมผัสผิวเนื้อด้านในโดยพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่พันผ้าพันแผลเอาไว้
ความรู้สึกที่ฝ่ามือสัมผัสได้คือความเย็น... ร่างกายส่วนอื่นของเขาเย็นเฉียบไม่ต่างจากมือเลยสักนิด
เยียนซิวไม่ได้ห้ามปราม ปล่อยให้มือนุ่มนิ่มของเธอซุกซนลูบไล้ไปตามเนื้อตัวของเขาอย่างตามใจ แถมยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเหมือนพนักงานกำลังสอบถามความพึงพอใจลูกค้า
"จับแล้วรู้สึกดีไหม"
"กะ... ก็งั้นๆ แหละ"
คำแซวของเขาทำให้หลิ่วมู่มู่ได้สติ แก้มใสซับสีเลือดแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอรีบชักมือกลับออกมาแทบไม่ทัน
แฮ่ม... จริงๆ ผิวสัมผัสก็ดีมากเลยนั่นแหละ
ไม่ใช่สิ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องลามกนะ
เธอรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไป แล้วเงยหน้าถามเยียนซิวด้วยสีหน้าจริงจัง
"อาการแบบนี้ของคุณ มันปกติจริงๆ เหรอ"
คนป่วยประสาอะไร ตัวร้อนจี๋แต่ผิวเนื้อกลับเย็นเฉียบ แบ่งแยกโซนร้อนเย็นชัดเจนขนาดนี้มันจะไปปกติได้ยังไง
"ปกติ ไม่ต้องกังวลไป พอผ่านขั้นตอนการถอนพิษรอบแรกไปแล้ว อุณหภูมิร่างกายก็จะกลับมาสมดุลเหมือนเดิม"
ในเมื่อหลิ่วมู่มู่ไม่มีความรู้เรื่องพิษเจียงซือมาก่อน ก็ได้แต่พยักหน้ารับและเชื่อคำพูดของเขาไปก่อน
ถึงแม้ลึกๆ แล้วเธอจะพยายามเลี่ยงบทสนทนาที่เกี่ยวกับพ่อของเขา แต่ในเมื่อหมอที่มารักษาก็เป็นคนที่พ่อเขาจัดหามา เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ความห่วงใยก็เอาชนะความประหม่าได้
"แล้วหมอที่พ่อคุณพามาไว้ใจได้แน่นะ เขามีประสบการณ์รักษาเรื่องพวกนี้เยอะหรือเปล่า"
ฟังจากปากเขาดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่นั่นมันพิษจากซากศพเชียวนะ การถอนพิษมันจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ หลิ่วมู่มู่สังหรณ์ใจว่าเขาอาจจะแค่พูดให้เธอสบายใจเท่านั้น
"อืม... คืนนี้พวกเขาก็จะเริ่มลงมือถอนพิษให้ฉันแล้ว เธออยากจะตามไปดูให้เห็นกับตาไหมล่ะ"
ข้อเสนอนั้นทำให้หลิ่วมู่มู่เริ่มลังเล ใจหนึ่งก็เป็นห่วงอยากไปเฝ้าดูอาการ
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพยักหน้าตอบรับ เยียนซิวก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ตามมา
"พ่อของฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วยนะ"
ความอยากรู้อยากเห็นเมื่อครู่มอดดับลงในพริบตา สายตาของเธอลอกแลกมองไปทางอื่นทันที
"เอ่อ... งั้นฉันไม่ไปดีกว่า"
เธอยังไม่ได้เตรียมใจจะไปสู้หน้าพ่อเขาตอนนี้ ขอไม่ไปเป็นก้างขวางคอเวลาพ่อลูกเขาอยู่ด้วยกันจะดีกว่า
เยียนซิวแกล้งถอนหายใจยาวๆ เป่าลมรดใบหูเล็กของเธอ
"แย่จังเลย งั้นซองแดงอันเบ้อเริ่มที่พ่อเตรียมไว้ให้ คงต้องเก็บไว้ให้เธอโอกาสหน้าแล้วล่ะมั้ง"
หือ... มีซองแดงด้วยเหรอ ไม่ไปแบบนี้จะถือว่าขาดทุนย่อยยับเลยหรือเปล่านะ หลิ่วมู่มู่เริ่มคิดหนัก
ความเสียดายฉายชัดออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด เยียนซิวจ้องมองสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปมาของเธออย่างนึกขำ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอมยิ้มอยู่คนเดียว
หยอกล้อแฟนสาวเล่นได้สักพัก ความอ่อนเพลียจากพิษไข้ก็เริ่มปรากฏชัดบนใบหน้าของเยียนซิว หลิ่วมู่มู่เห็นดังนั้นจึงออกแรงกดไหล่เขาให้นอนราบลงกับเตียง พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแบบไม่มีข้อต่อรอง
"คุณนอนพักเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ"
"นอนเป็นเพื่อนฉันสิ"
เยียนซิวไม่ยอมนอนคนเดียว เขาขยับตัวตะแคงข้างเล็กน้อย แล้วรวบตัวหลิ่วมู่มู่ลงมานอนในอ้อมกอด เตียงผู้ป่วยขนาดไม่ใหญ่มากเมื่อมีคนสองคนนอนเบียดกันก็ดูอบอุ่นขึ้นมาทันตา
หลิ่วมู่มู่เพิ่งจะแอบงีบหลับในคาบวิชาคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาหมาดๆ อันที่จริงตอนนี้เธอตาสว่างมาก
แต่พอตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกที่ค่อยๆ สม่ำเสมอและแผ่วเบาของคนข้างกาย ความง่วงงุนก็เริ่มเข้าครอบงำ เปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้งและปิดลงในที่สุด
ทั้งสองคนหลับลึกจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงหกโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เยียนไป๋เหวินมารับลูกชายไปเข้าสู่กระบวนการถอนพิษ เธอก็ยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
วินาทีที่เยียนไป๋เหวินเปิดประตูห้องเข้ามา เยียนซิวที่ประสาทสัมผัสไวก็ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที แต่ทว่าคนตัวเล็กในอ้อมกอดของเขายังคงหลับปุ๋ยซุกหน้าอยู่กับอกเสื้อเขา มีเพียงใบหน้าขาวผ่องเท่าฝ่ามือที่โผล่พ้นชายผ้าห่มออกมาให้เห็น
จังหวะที่สายตาของผู้เป็นพ่อปะทะเข้ากับสายตาของลูกชาย เยียนไป๋เหวินสัมผัสได้ถึงมวลความกระอักกระอ่วนก้อนใหญ่ที่จุกอยู่ที่คอหอย
การที่ได้รับรู้ว่าลูกชายมีแฟน กับการที่มาเห็นภาพลูกชายกำลังนอนกอดก่ายอยู่กับแฟนสาวตำตาแบบนี้ ความรู้สึกมันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากลูกชายเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะยังไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ภรรยารู้
เขาคงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปช็อตเด็ดนี้ส่งไปให้ภรรยาดูเดี๋ยวนี้เลย จะได้แบ่งปันความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่บรรยายไม่ถูกในตอนนี้
ถ้าให้ตั้งชื่อหัวข้อคงต้องเป็น: วิกฤตการณ์พ่อแก่! เปิดประตูมาจ๊ะเอ๋ลูกชายกำลังกกสาว
พอเห็นเยียนไป๋เหวินยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูไม่ยอมขยับ เยียนซิวก็เอ่ยเรียกเบาๆ อย่างจนใจ
"พ่อครับ"
เสียงของเขาทุ้มต่ำและแผ่วเบา ไม่ได้รบกวนคนที่กำลังหลับฝันหวานอยู่ในอ้อมกอดแต่อย่างใด
เยียนไป๋เหวินเข้าใจสัญญาณที่ลูกชายส่งมาทันที เขารีบก้าวถอยหลังออกจากห้องพลางดึงประตูปิดลงอย่างเบามือที่สุด
ลูกชายของเขากำลังมีความรักแบบหนุ่มสาวปกติทั่วไปจริงๆ สินะ... เยียนไป๋เหวินยังคงรู้สึกเหมือนฝันไป ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่นัก
เขายืนรออยู่หน้าห้องประมาณสองนาที ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง เยียนซิวเดินถือเสื้อคลุมตัวนอกออกมา
"แกออกมาแบบนี้เลยเหรอ แล้วทิ้งแม่หนูคนนั้นไว้ในห้องคนเดียวเนี่ยนะ"
เยียนซิวยกยิ้มมุมปาก ขณะที่สวมเสื้อคลุมก็หันไปพูดกับพ่อบังเกิดเกล้าด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
"ผมแค่จะออกมาถามพ่อย้ำเพื่อความแน่ใจครับว่า... ของรับขวัญลูกสะใภ้น่ะ เตรียมไว้พร้อมหรือยัง"
[จบบท]