บทที่ 201: ผิดที่ถูกเวลา
“ของขวัญพบหน้า?” เยียนไป๋เหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ท่าทางที่ดูไปต่อไม่ถูกแบบนี้หาดูได้ยากยิ่งจากผู้นำตระกูลเยียน
สองพ่อลูกยืนจ้องตากันอยู่พักใหญ่ เยียนไป๋เหวินลองตบตามกระเป๋าเสื้อและกางเกงเพื่อสำรวจดูข้าวของที่พกติดตัว
แต่ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดที่เหมาะสมแก่การมอบให้ว่าที่ลูกสะใภ้เลยสักนิด เขาจึงลองหยั่งเชิงถามลูกชายดู “แกคิดว่า... ถ้าพ่อใส่ซองอั่งเปาให้จะดีไหม”
เยียนซิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มจางๆ “ดีครับ”
ถึงอย่างไรนี่ก็นับเป็น ‘การเจอกัน’ ครั้งแรก แม้ฝ่ายหญิงจะยังไม่ตื่นและยังไม่ได้พูดคุยกันสักคำ แต่ในเมื่อลูกชายเป็นฝ่ายเอ่ยปากทวงของรับขวัญให้เมีย พ่ออย่างเขาจะปฏิเสธลงได้อย่างไร
ส่วนสาเหตุที่เยียนซิวทำเช่นนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่มีการพูดถึงเรื่องซองอั่งเปา สีหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความเสียดายของหลิ่วมู่มู่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ เขาเลยอดไม่ได้ที่จะฉวยโอกาสนี้ช่วยเธอไถตังค์พ่อตัวเองมาสักซองก่อน
รอไว้เจอกันอย่างเป็นทางการครั้งหน้าค่อยทวงให้อีกรอบ พอแม่กระต่ายน้อยได้ซองแดงไปนอนกอด จะต้องแอบนอนอมยิ้มไปอีกนานแน่ๆ
เพื่อเตรียมของขวัญพบหน้าชิ้นสำคัญนี้ เยียนไป๋เหวินถึงกับลงทุนสั่งให้คนวิ่งไปซื้อซองอั่งเปาที่ร้านค้าหน้าประตูมาโดยเฉพาะ เนื่องจากซองมีขนาดกะทัดรัดไปหน่อย ตอนที่พยายามยัดปึกธนบัตรเข้าไปเลยต้องออกแรงดันจนนิ้วเจ็บ
ทว่าพอเขาจัดการยัดเงินใส่ซองเรียบร้อยแล้วส่งให้ถึงมือ เยียนซิวก็รับไปแล้วเดินดุ่มกลับเข้าห้องพักผ่อนทันทีโดยไม่หันกลับมามอง ประตูห้องถูกปิดใส่หน้าผู้เป็นพ่ออย่างจัง ปิดกั้นทุกช่องทางไม่ยอมให้แอบมองเข้าไปข้างในแม้แต่นิดเดียว
เยียนไป๋เหวินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ความรู้สึกว่างเปล่าตีตื้นขึ้นมาในอก... นี่มันอารมณ์เหมือนโดนลูกชายในไส้ต้มตุ๋นเอาเงินไปชัดๆ
ภายในห้องพักผ่อน หลิ่วมู่มู่ยังคงหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ มีเพียงมือข้างหนึ่งที่ควานสะเปะสะปะอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา เหมือนกำลังมองหาหมอนข้างใบโปรดที่หายไป
เยียนซิวยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนเชื่อม เขายืนชั่งใจอยู่ที่ข้างเตียงอยู่นาน สองจิตสองใจว่าจะปลุกเธอดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว เขาจึงตัดสินใจปลุก
“อือ...” หลิ่วมู่มู่ส่งเสียงประท้วงงึมงำในลำคอ เปลือกตายังคงปิดสนิทไม่อยากจะลืมดูโลก เยียนซิวจึงกุมมือทั้งสองข้างของเธอไว้ แล้วออกแรงดึงร่างนุ่มนิ่มของคนขี้เซาให้ลุกขึ้นนั่ง
หญิงสาวนั่งห่อตัวด้วยผ้าห่มอุ่นๆ อยู่บนเตียง สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย เนื่องจากนอนไปนานพอสมควร สมองจึงยังประมวลผลไม่เต็มที่ ได้แต่นั่งมองผู้ชายตรงหน้าตาแป๋ว ดวงตากลมโตนิ่งค้างไม่กระพริบเลยสักนิด
น่ารักชะมัด... เยียนซิวอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปบีบแก้มป่องๆ นั่นเบาๆ
“มู่มู่ เธอรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวฉันให้ฟางชวนไปส่งเธอกลับมหาวิทยาลัย โอเคไหม”
เยียนซิวประคองมือเธอไว้ ฝ่ามือหนาถ่ายทอดความอบอุ่นมาให้ พร้อมกับใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุด
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าอย่างว่าง่าย ผมชี้โด่เด่หนึ่งเส้นบนหัวของเธอก็ขยับไหวตามแรงพยักหน้าราวกับเสาอากาศรับสัญญาณ
จากนั้นเยียนซิวก็ยัดซองอั่งเปาใส่มือเธอ สัมผัสของมันหนาตึ้บเป็นพิเศษ ซองกระดาษขนาดเล็กที่เดิมทีออกแบบมาให้ใส่ธนบัตรแค่ไม่กี่ใบ บัดนี้ถูกยัดจนแทบจะปริแตกออกมา
“นี่เป็นของขวัญพบหน้าที่พ่อฉันให้เธอ”
หืม? หลิ่วมู่มู่ก้มมองซองอั่งเปาในมืออย่างงุนงง สมองยังตั้งสติไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น เยียนซิวก็ฉวยโอกาสโน้มตัวลงจูบแก้มเธอเบาๆ หนึ่งที
“ฉันไปก่อนนะ”
“อื้อ...”
หลังจากเยียนซิวออกไปได้ราวห้านาที หลิ่วมู่มู่ก็ค่อยๆ ตาสว่างขึ้น เธอก้มมองซองแดงอ้วนกลมในมืออีกครั้ง แล้วความจริงก็กระแทกเข้าแสกหน้า ความรู้สึกเหมือนฟ้าถล่มดินทลายถาโถมเข้ามาใส่
นี่คือซองอั่งเปาที่พ่อของเยียนซิวฝากมาให้...
นั่นหมายความว่าเมื่อกี้เขาต้องเข้ามาในห้องนี้... แล้วก็ต้องเห็นเธอนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเดียวกับเยียนซิวอย่างนั้นเหรอ!
หลิ่วมู่มู่แทบอยากจะกรีดร้อง เธออยากย้อนเวลากลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แล้วลากคอตัวเองที่กำลังนอนซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเยียนซิวลงมาจากเตียงให้รู้แล้วรู้รอด เธอไม่น่าหลงระเริงไปกับความหล่อเหลาของเขาจนสิ้นสติสมประดีแบบนี้เลยจริงๆ!
ตอนที่ฟางชวนมารับหลิ่วมู่มู่ ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเธอทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา
“เป็นอะไร หน้าตาดูไม่ได้เลย เยียนซิวทำให้โกรธหรือไง” ฟางชวนเอ่ยแซวพลางเดินเข้ามา
หลิ่วมู่มู่ชูซองอั่งเปาในมือให้เขาดูอย่างไร้เรี่ยวแรง “ซองอั่งเปาที่พ่อเยียนซิวให้มา...”
ฟางชวนเพ่งมองซองที่อัดแน่นจนตุงแล้วร้องฮู้ “หนาขนาดนี้เลยเหรอ นี่เมื่อกี้เธอเจอคุณลุงเยียนแล้วเหรอเนี่ย”
หลิ่วมู่มู่เบะปากทำท่าจะร้องไห้ “ฉันไม่เห็นเขาหรอกค่ะ แต่เขาเห็นฉันฝ่ายเดียว ตอนนั้นฉันยังนอนหลับปุ๋ยอยู่เลย”
“เอ่อ...”
แบบนี้มันก็น่าอึดอัดจริงๆ นั่นแหละ ฟางชวนจินตนาการภาพเหตุการณ์พ่อสามี (ในอนาคต) มาเจอว่าที่ลูกสะใภ้นอนน้ำลายยืดอยู่บนเตียงลูกชายแล้วก็อดขำไม่ได้ แต่เขาก็พยายามกลั้นขำแล้วปลอบใจ
“เอาน่า คิดในแง่ดีสิ อย่างน้อยตอนนั้นเธอก็หลับอยู่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ตื่นมาก็ได้เงินเลย กำไรเห็นๆ ไม่ใช่เหรอ”
หลิ่วมู่มู่ค้อนเขาขวับ “แล้วถ้าคราวหน้าต้องเจอกันอีกจะทำยังไงคะ มันน่าอายจะตายชัก”
“ไม่แน่ว่าเจอกันคราวหน้า เขาอาจจะให้ซองเธออีกซองก็ได้นะ ใครจะรู้”
พอลองคิดตามตรรกะหน้าเงินอันน่ามหัศจรรย์ของฟางชวน หลิ่วมู่มู่กลับรู้สึกว่าที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
ยังจะได้อีกซองงั้นเหรอ... ถ้าอย่างนั้นฉันก็กำไรสองต่อเลยสิ?
ความรู้สึกห่อเหี่ยวเมื่อครู่หายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น หลิ่วมู่มู่ลุกขึ้นยืนตบกางเกงฉาดใหญ่ “ไปกันเถอะค่ะ วันนี้ฉันเลี้ยงข้าวเอง”
สุดท้ายมื้อเย็นฉลองความรวยของทั้งคู่ก็มาจบลงที่ร้านเครปจีนรถเข็นข้างทางที่คิวยาวเหยียด ฟางชวนกัดเครปคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ ไปบ่นไป “นี่ฉันเพิ่งจะอกหักมาหมาดๆ วันนี้นะ เธอจะใช้เครปจีนแค่อันเดียวไล่ฉันจริงๆ เหรอ ใจดำไปหน่อยมั้ง”
“แล้วคุณจะกินอะไรล่ะคะ”
เมื่อกี้ถามว่าจะกินอะไร พ่อคุณก็บอกว่าแล้วแต่ ผู้ชายที่ชอบพูดว่าแล้วแต่ ก็เหมาะกับเครปจีนใส่ไข่หนึ่งฟองไส้กรอกแป้งหนึ่งชิ้นแบบนี้แหละ เหมาะสมที่สุดแล้ว
“ขอหม่าล่าทั่งเพิ่มอีกชาม”
หัวหน้าทีมฟางชูนิ้วชี้ขึ้นมา ย้ำความต้องการด้วยสายตามุ่งมั่น ช่างเป็นคนอกหักที่ดูแลง่ายจริงๆ
“ก็ได้ๆ” หลิ่วมู่มู่พาเขาเดินข้ามไปที่ถนนคนเดินฝั่งตรงข้ามโรงเรียน หาร้านหม่าล่าทั่งเล็กๆ นั่ง แล้วสั่งหม่าล่าทั่งชามใหญ่ให้เขา
ขณะที่ฟางชวนก้มหน้าก้มตาสูดเส้นหม่าล่าทั่งเสียงดังซู้ดซ้าดด้วยความหิวโหย หลิ่วมู่มู่นั่งเท้าคางมองเขาจากฝั่งตรงข้ามหลังจากจัดการเครปของตัวเองหมดเกลี้ยง “คดีของพวกคุณเป็นยังไงบ้างคะ”
“ราบรื่นดี ได้เส้นผมของแม่เจียงซือมาแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่กี่วันตู้เหยาก็น่าจะกลับไปเรียนได้แล้ว” ฟางชวนเงยหน้าขึ้นมาตอบ ก่อนจะก้มลงไปซดน้ำซุปต่อ ถ้าคดีไม่คืบหน้า วันนี้เขาคงไม่ได้เลิกงานเร็วขนาดนี้หรอก
นับว่าเป็นข่าวดี หลิ่วมู่มู่ยิ้มตาหยีจนตาเป็นสระอิ ดูท่าเธอใกล้จะได้รับค่าดูดวงก้อนโตของตัวเองแล้ว
“แล้วพวกคุณจะจัดการกับแม่เจียงซือยังไงต่อ” หลิ่วมู่มู่ถามต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ส่งต่อให้สำนักงานใหญ่จัดการ ตัวแม่เจียงซือมีพลังอันตรายมาก ไม่อย่างนั้นเยียนซิวคงไม่พลาดท่าจนบาดเจ็บหรอก”
พอเห็นแววตาของหลิ่วมู่มู่หม่นแสงลงวูบหนึ่งเพราะความเป็นห่วงเยียนซิว ฟางชวนก็รีบแก้สถานการณ์ “วางใจเถอะ เยียนซิวบาดเจ็บไม่หนักจริงๆ ไกลหัวใจตั้งเยอะ แทนที่จะห่วงเขา เธอมาห่วงฉันดีกว่าไหม”
“คุณก็บาดเจ็บเหรอคะ” หลิ่วมู่มู่เลิกคิ้ว
“เปล่า ฉันไม่ได้บาดเจ็บ แต่ฉันเกือบโดนคู่ดูตัวฆ่าตายต่างหาก” ฟางชวนพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
เรื่องนี้จะไปเล่าให้ลูกน้องฟังก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์หัวหน้าทีมผู้เก่งกาจหมด เลยได้แต่แอบมาระบายความขมขื่นกับหลิ่วมู่มู่นี่แหละ
ความสนใจของหลิ่วมู่มู่ถูกเบี่ยงเบนไปทันที เธอทำหน้าตื่นตะลึง อ้าปากค้าง “โลกของผู้ใหญ่มันซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย”
ฟางชวนถลึงตาใส่เธอ “คิดอะไรเพ้อเจ้อ ผู้หญิงคนนั้นถูกส่งมาเพื่อเข้าใกล้ฉันโดยเฉพาะ ฉันเกือบจะม่องเท่งด้วยน้ำมือหล่อนแล้วจริงๆ”
พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ก็ยังรู้สึกขนลุกซู่ที่หลังคอไม่หาย
ตอนทำคดีจานนี พวกเขาสงสัยว่าจานนีน่าจะถูกใครบางคนควบคุมจิตใจให้ฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเขาแค่เปรยๆ กับเยียนซิวไปประโยคเดียว ต่อมาเยียนซิวก็ได้วางค่ายกลบางอย่างดักทางไว้ในห้องทำงาน
[จบบท]