บทที่ 207: ความเท่าเทียม
ภายในห้องโถงกว้างของบ้านตระกูลต่ง บรรยากาศอึมครึมลงทันทีเมื่อต่งฉีเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ เขาเหลือบมองบิดาบังเกิดเกล้าด้วยสายตาจริงจังก่อนจะเอ่ยขึ้น “พ่อครับ ตามกฎหมายระบุไว้ชัดเจนนะว่ามรดกของพ่อต้องแบ่งให้ลูกๆ เท่าๆ กัน”
ต่งเจิ้งหาวได้ยินดังนั้นใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีดำคร่ำเครียด ตวาดกลับเสียงดัง “ไอ้ลูกทรพี พ่อยังไม่ตายแกก็คิดจะแบ่งสมบัติกันแล้วเรอะ อีกอย่างนั่นมันเงินพ่อ พ่ออยากจะแบ่งให้ใครมันก็สิทธิ์ของพ่อ”
“อ้อ” ต่งฉีรับคำสั้นๆ ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยืนยันคำเดิม
“แต่ผมว่าพ่อแบ่งเท่ากันดีที่สุดนะ”
“ทำไมต้องแบ่งเท่ากันด้วย!” ต่งเจิ้งหาวเถียงกลับในใจเขาคิดคำนวณไว้เสร็จสรรพ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้ลูกสาวสองคนต้องลำบาก แต่กิจการและบริษัทของตระกูลยังไงก็ต้องส่งต่อให้ลูกชายสืบทอด
ทว่าใครจะไปล่วงรู้ หลังจากที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาผ่านร้อนผ่านหนาวโดนสังคมสั่งสอนจนสะบักสะบอม ความคิดความอ่านกลับตาลปัตร ไม่เหมือนกับเขาผู้เป็นพ่อเลยสักนิด
ต่งฉีลอบชำเลืองมองหลิ่วมู่มู่ที่กำลังนั่งตากแอร์เล่นโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์อยู่ไม่ไกล ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก “ก็เพราะสมัยนี้ชายหญิงเท่าเทียมกันแล้วไงครับ”
เพื่อพิทักษ์ทรัพย์สินของตนเอง ต่งเจิ้งหาวจึงทำใจแข็งฮึดสู้ “รอให้ถึงวันที่พ่อตายก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นพ่อไม่สนหรอกว่ามันจะเท่าเทียมหรือไม่เท่าเทียม พ่ออยากยกให้ใครพ่อก็จะให้คนนั้นแหละ”
ต่งฉีมองหน้าพ่อด้วยแววตาซื่อตรงและจริงใจอย่างที่สุด “ถึงพ่อจะตายไปแล้ว แต่ผมยังต้องมีชีวิตอยู่นะ พ่อช่วยคิดเผื่อชีวิตลูกชายคนนี้หน่อยเถอะ”
คำพูดนั้นทำให้ต่งเจิ้งหาวโกรธจนลมแทบจับ ชี้นิ้วด่ากราด “แกบอกพ่อมาซิว่าพ่อจะคลอดแกออกมาทำไม ขวัญอ่อนขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้”
ต่งฉีอยากจะตะโกนย้อนถามพ่อใจจะขาดว่า พี่สาวคนโตน่ากลัวขนาดไหน พ่อไม่มีสัญชาตญาณรับรู้ถึงอันตรายบ้างเลยหรือ
นับตั้งแต่หลิ่วมู่มู่ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกในตระกูลต่ง สถานะในบ้านของต่งเยว่ก็ไต่ระดับสูงขึ้นอย่างมั่นคง
สวนทางกับสถานะของเขาที่ดิ่งลงเหวด้วยความเร็วแสง ที่น่าหวั่นใจที่สุดคือตอนนี้แม้แต่แม่ก็เลิกคัดค้าน แถมบางครั้งยังไปยืนฝั่งเดียวกับหลิ่วมู่มู่เสียด้วย เป็นแบบนี้แล้วเขายังจะเอาอะไรไปสู้
สมรภูมิในบ้านตอนนี้มีฝ่ายหญิงสามคน ฝ่ายชายสองคน หากเกิดความขัดแย้งอะไรขึ้นมา แค่โหวตลงคะแนนเสียง พวกผู้ชายสองคนก็เตรียมเก็บข้าวของโดนอัปเปหิออกจากบ้านได้ทุกเมื่อ
ต่งฉีเงียบกริบไปพักใหญ่ จนต่งเจิ้งหาวเริ่มใจเสีย นึกว่าตัวเองพูดแรงเกินไปจนลูกสะเทือนใจ แต่แล้วลูกชายตัวดีก็โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง “ที่อยากให้พ่อแบ่งมรดกเท่ากัน ก็เพื่อสืบทอดมรดกทั้งหมดของพ่อนั่นแหละครับ”
หลิ่วมู่มู่ที่นั่งฟังบทสนทนาประหนึ่งจำอวดหน้าม่านอยู่นานถึงกับหลุดขำพรืดจนโทรศัพท์ในมือเกือบกระแทกใส่หน้า โบราณว่าไว้ไม่มีผิด เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนชั่วยังมีคนที่ร้ายกว่าคอยกำราบ
คมคาย ลึกซึ้งจริงๆ
ต่งเจิ้งหาวโกรธจนมือไม้สั่น ปาไม้ขนไก่ในมือลงพื้นเสียงดังปัง แล้วสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าขึ้นชั้นบนไปกินยาหอมช่วยชีวิตทันที
เวลาล่วงเลยมาถึงห้าโมงเย็น ในช่วงเวลานี้เหล่านักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สามที่เข้าสู่สนามสอบเกาเข่าคงจะวางปากกาจากวิชาสุดท้ายกันแล้ว และคงกำลังเฉลิมฉลองกับเพื่อนฝูงเพื่ออำลาชีวิตมัธยมปลายอย่างเป็นทางการ
ในขณะเดียวกัน หลิ่วมู่มู่ได้รับสายจากตู้เหยาที่โทรมาชวนเธอออกไปทานมื้อเย็น
หลิ่วมู่มู่ตอบรับอย่างรวดเร็ว เธอแจ้งให้ตู้เหยาทราบและถือโอกาสหนีบต่งเยว่ไปด้วยอีกคน
เมื่อมาถึงร้านเนื้อย่างจุดนัดพบ หลิ่วมู่มู่เพิ่งจะหย่อนกายนั่งลง ตู้เหยาก็เลื่อนซองจดหมายสีขาวซองหนึ่งมาตรงหน้าเธอ ทว่าความหนาของมันดูตุงผิดปกติไปสักหน่อย
หลิ่วมู่มู่เปิดปากซองดูยอดเงินด้านในแล้วเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ “ให้มาเกินหรือเปล่า”
“อื้ม แม่ฉันให้มาน่ะ บอกว่าเงินแต๊ะเอียของฉันปลอดภัยแล้ว” ตู้เหยายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ พลางระบายยิ้มบางๆ
ตอนนี้เธอดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ผมยาวที่เคยไว้ยาวสลวยถูกตัดสั้นรับใบหน้า ผิวพรรณคล้ำแดดขึ้นเล็กน้อย และดูยิ้มง่ายกว่าเมื่อก่อนมากโข
หลังจากได้รับรู้เรื่องราวเลวร้ายที่ลูกสาวต้องเผชิญ ท่าทีของแม่ตู้เหยาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ พอรู้ว่าตู้เหยายังติดค้างค่าครูหลิ่วมู่มู่อยู่ ท่านก็ไม่ยอมให้ลูกสาวควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่หยวนเดียว มิหนำซ้ำยังสมทบทุนเพิ่มให้อีกหนึ่งเท่าตัว
ถึงกระนั้นแม่ของตู้เหยาก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ แต่สำหรับหลิ่วมู่มู่แล้ว เท่านี้ก็นับว่ามากเกินพอ
เธอใช้วิชาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้คนตามวาสนา เธอรู้สึกถูกชะตากับตู้เหยา เรื่องหยุมหยิมอื่นใดเธอจึงไม่เก็บมาใส่ใจ
“แล้วเธอทำข้อสอบได้ไหม” หลิ่วมู่มู่เก็บซองเงินลงกระเป๋าแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ตู้เหยายิ้มกว้างด้วยความมั่นใจ “วางใจเถอะ ไม่ทำให้เธอเสียชื่อหมอดูเทวดาแน่นอน ฉันยื่นใบสมัครมหาวิทยาลัยตำรวจไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็น่าจะสอบติด”
น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น สิ่งที่เธอเคยประกาศก้องกับฟางชวนไว้ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพียงลมปาก เมื่อก่อนเธออาจจะแค่เก็บกด อยากรอให้ผลสอบออกมาเพื่อตบหน้าพ่อ ให้เขาได้สำนึกว่าตอนนั้นตาบอดเพียงใดที่มองข้ามเธอ
แต่ตอนนี้ความคิดเหล่านั้นมลายหายไปแล้ว คนอย่างตู้เจี้ยนอานไม่คุ้มค่าให้เธอต้องไปพิสูจน์ตัวเองด้วย อนาคตเป็นของเธอ เส้นทางชีวิตข้างหน้าเธอต้องเป็นผู้ลิขิตเอง
“เธออยากเป็นตำรวจจริงๆ เหรอ” หลิ่วมู่มู่ถามย้ำ
“อื้ม ดวงฉันก็ไม่เลวนะ ครอบครัวของแม่เลี้ยงฉันโดนจับกุมกันหมดยกครัว แต่พ่อฉันไม่ได้โดนหางเลขไปด้วย เพราะงั้นการตรวจสอบประวัติเพื่อเข้าโรงเรียนตำรวจก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
ตู้เหยาเอ่ยถึงเรื่องราวที่เคยเป็นบาดแผลในใจด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ
เฉกเช่นความสัมพันธ์ของเธอกับแม่ แม้ตอนนี้จะยังมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง แต่เธอก็เริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจในตัวตนของแม่มากขึ้น
คนเราย่อมต้องมีการเติบโต เธอเอาแต่ใจมานานปี ถึงเวลาที่ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียที
เดือนกรกฎาคม ณ เมืองชิ่งเฉิง อากาศร้อนระอุจนแม้แต่จั๊กจั่นที่เกาะอยู่บนต้นไม้ยังส่งเสียงร้องอย่างอ่อนแรง
หลังจากผ่านพ้นเดือนแห่งการสอบอันดุเดือดเลือดพล่าน ชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งของหลิ่วมู่มู่ก็ปิดฉากลงอย่างทุลักทุเล
ค่ำคืนก่อนวันปิดภาคเรียน เจิ้งเซวียนควงคู่กับเฉียนเสี่ยวเหมิงประกาศเลี้ยงข้าวเพื่อนร่วมห้องอีกสามคนที่เหลือ เพื่อฉลองการสละโสดอย่างเป็นทางการ
หลิ่วมู่มู่และเพื่อนๆ ซึ่งต้องทนกินอาหารหมามาหลายวันก่อนที่ทั้งคู่จะเปิดตัวคบกันอย่างเป็นทางการ ไม่มีความคิดที่จะปรานีเงินในกระเป๋าของเจิ้งเซวียนเลยแม้แต่น้อย พวกเธอจิ้มเลือกร้านอาหารทะเลภัตตาคารหรูที่แพงที่สุดในย่านนั้นทันที
วัฒนธรรมการกินอาหารทะเลสดที่เมืองชิ่งเฉิง ผู้คนมักนิยมดื่มคู่กับเหล้าขาวดีกรีแรง ไม่รู้ว่าใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ข้อไหน อาจจะเป็นความเชื่อที่ว่าต้องการให้แอลกอฮอล์ลงไปฆ่าเชื้อโรคในกระเพาะอาหารกระมัง
เจิ้งเซวียนในฐานะเจ้าบ้านผู้กว้างขวาง สั่งเหล้าขาวมาประเคนให้สี่ขวดรวดอย่างไม่ลังเล แถมตลอดการกินดื่มเขายังพูดจาท้าทายพวกเธอไม่หยุดหย่อน ทำนองว่าเชิญสาวๆ ตามสบาย ส่วนเขาจะขอดื่มหมดแก้วโชว์เอง
หยามกันขนาดนี้ ใครจะไปทนไหว
ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงฆ่าได้แต่หยามไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ หลิ่วมู่มู่กับสหายร่วมห้องอีกสามคนจึงผนึกกำลังกันมอมเหล้าเจิ้งเซวียนจนร่วงคาโต๊ะ แล้วพวกเธอก็พลีชีพเมาแอ๋ไปพร้อมกัน จบลงด้วยสภาพพินาศย่อยยับกันถ้วนหน้า
รุ่งเช้ามาเยือน หลิ่วมู่มู่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดร้าวราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์มาทุบหัว
ร่างบางนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงในหอพัก พยายามรวบรวมสติสตังนึกย้อนกลับไปว่าเมื่อคืนเกิดวีรกรรมอะไรขึ้นบ้าง
อ้อ จำได้ลางๆ แล้ว ระหว่างทางโซซัดโซเซกลับหอพัก สวีหลานยืนกรานจะเปิด “มินิคอนเสิร์ต” ริมฟุตบาท
เสียงร้องอันทรงพลังของเธอทำเอาแมวจรจัดสองตัวที่กำลังฟัดกันอยู่วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง รวมถึงพี่ชายสุดหล่อที่ขี่จักรยานผ่านมาถึงกับรีบปั่นหนีตาย
แล้วตอนนั้นเธอกับเว่ยเสวี่ยทำบ้าอะไรอยู่นะ
ภาพในหัวเริ่มชัดเจนขึ้น พวกเธอกำลังนั่งยองๆ ถอนหญ้าข้างทางอย่างขะมักเขม้น แล้วมัดรวมเป็นช่อดอกไม้ไปมอบให้ศิลปินสาวสวีหลาน จากนั้นพวกเธอสามคนก็นั่งเขย่าใบหญ้าเชียร์อยู่ริมถนน พร้อมประสานเสียงร้องเพลงอย่างเมามัน
คนเดียวที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคือเฉียนเสี่ยวเหมิง ซึ่งกำลังทำหน้าที่ตากล้องบันทึกวิดีโอพวกเธออยู่อย่างสนุกสนาน
คนทรยศมักแฝงตัวอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทจริงๆ
หลิ่วมู่มู่ควานมือสะเปะสะปะหาโทรศัพท์ใต้ผ้าห่ม พอปลดล็อกหน้าจอก็เห็นข้อความเด้งเตือนขึ้นมา
ในกลุ่มแชทวีแชตของหอพัก เฉียนเสี่ยวเหมิงส่งไฟล์วิดีโอคลิปหนึ่งเข้ามา
ปลายนิ้วของหลิ่วมู่มู่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ อันนี้ขอข้ามไปก่อนแล้วกัน
[จบบท]