บทที่ 210: หยอกเย้า
หากตระกูลฉีคิดจะดิ้นรนเฮือกสุดท้ายด้วยการลากใครสักคนให้จมลงสู่หายนะไปพร้อมกัน เป้าหมายอันดับหนึ่งที่พวกเขาจะเลือกย่อมหนีไม่พ้นตระกูลเยียน ซึ่งเปรียบเสมือนขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดที่คอยขัดขวางเส้นทางของพวกเขา
เยียนซิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับไม่ได้ให้ราคากับสิ่งที่เรียกว่า "เนตรสวรรค์" ของตระกูลฉีเลยแม้แต่น้อย
"ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เมื่อหลายสิบปีก่อน จะทำการใหญ่ก็ต้องรู้จักกฎกติกาและขอบเขตบ้าง"
เหตุผลที่ตระกูลฉีต้องตกต่ำลงมาจนถึงจุดนี้ ก็เพราะความดื้อรั้นที่ไม่ยอมยอมรับความจริงตรงหน้า หรือบางทีลึกๆ แล้วพวกเขาอาจจะรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ด้วยความที่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่จนชินชา จึงทำให้ไม่ยอมก้มหัวยอมรับความพ่ายแพ้
เยียนไป๋เหวินพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของบุตรชาย "แกรู้ทันพวกมันก็ดีแล้ว"
ในจังหวะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายของเยียนซิวก็ดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนา
ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาดู หน้าจอแสดงข้อความจากหลิ่วมู่มู่ที่ส่งมารัวๆ
หลิ่วมู่มู่: ตาเฒ่าต่งจะยกโขยงพาพวกเราไปเที่ยวปักกิ่งแหละ
หลิ่วมู่มู่: ไปตั้งครึ่งเดือนแหนะ
หลิ่วมู่มู่: คิดถึงคุณจัง ทำไงดีอะ.jpg
หลิ่วมู่มู่: จุ๊บๆ / จุ๊บๆ / จุ๊บๆ
มุมปากของเยียนซิวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ โดยอัตโนมัติ แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ตระหนักได้ว่าผู้เป็นพ่อกำลังจับตามองอยู่
เขาก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเคร่งขรึม ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะวางโทรศัพท์กลับลงไปที่เดิมโดยไม่ได้พิมพ์ตอบกลับ
เยียนไป๋เหวินมองปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นด้วยความขบขันและนึกสนุก "เป็นอะไร เด็กทักมาหรือไง"
เยียนซิวทำหูทวนลมไม่สนใจคำแซว "คุยธุระต่อเถอะครับ"
แต่เยียนไป๋เหวินไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยผ่านเรื่องน่าสนุกแบบนี้ไปง่ายๆ เขาไม่หวั่นเกรงต่อใบหน้าเย็นชาของลูกชาย จึงแกล้งเย้าแหย่ต่อด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
"ลูกชายพ่อมีความรัก สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่และตระกูลเยียนแล้ว นี่ก็นับว่าเป็นวาระแห่งชาติเหมือนกันนะ"
พูดจบเขาก็ขยับตัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล้องอีกนิด "แกไม่คิดจะบอกแม่แกจริงๆ เหรอ ระวังเถอะ ถ้ารู้ทีหลังแม่แกจะโกรธหนักกว่าเดิม ดีไม่ดีพอกลับมาคราวนี้ อาจจะเตรียมลิสต์รายชื่อคู่ดูตัวไว้รอแกเป็นตั้งแล้วก็ได้"
"เอาไว้ก่อนเถอะครับ"
ท่าทีบ่ายเบี่ยงของลูกชายทำให้เยียนไป๋เหวินอดรู้สึกฉงนใจไม่ได้ หากจะบอกว่ากลัวแม่เข้ามาวุ่นวายก็คงไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด
ภรรยาของเขาแม้จะดูเป็นคนเจ้าระเบียบและแข็งกร้าวไปบ้างในบางครั้ง แต่เนื้อแท้แล้วเธอไม่ใช่คนไร้เหตุผลที่จะมานั่งกีดกันความรักของลูก
จริงอยู่ที่ฐานะทางบ้านของเด็กสาวคนนั้นอาจจะเทียบชั้นกับตระกูลเยียนไม่ได้ แต่ถ้าลูกชายเขาปักใจชอบเสียอย่าง พวกเขาก็คงไม่ใจแคบถึงขนาดจะปฏิเสธเพียงเพราะความแตกต่างทางฐานะ
ส่วนเรื่องนิสัยใจคอหรือการวางตัว ในเมื่ออนาคตก็แยกบ้านกันอยู่ ไม่ได้มาใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเรื่องมากจุกจิกอะไร ขอแค่ลูกชายอยู่ด้วยแล้วมีความสุขก็พอแล้ว
ปกติแล้วผู้ชายที่ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องแฟนกับที่บ้าน มักจะหมายความว่ายังไม่จริงจัง แต่สำหรับเยียนซิวที่โตมาป่านนี้เพิ่งจะเคยมีความรักเป็นตัวเป็นตนแค่ครั้งเดียว
ถึงขนาดกล้าบากหน้ามาขออั่งเปาค่าแรกพบจากเขาได้ ก็แสดงว่าไม่ได้คิดจะคบเล่นๆ ฆ่าเวลาแน่นอน แล้วทำไมถึงต้องทำตัวลึกลับปิดบังกันขนาดนี้ด้วยนะ
ในขณะที่เยียนไป๋เหวินกำลังจมอยู่กับความคิด เยียนซิวก็เคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้สองสามที เสียง 'ก๊อก ก๊อก' ดึงสติของผู้เป็นพ่อที่หลุดลอยไปไกลให้กลับคืนมา
เยียนไป๋เหวินทำหน้ามุ่ยอย่างช่วยไม่ได้ จำต้องวกกลับมาคุยเรื่องเครียดอย่างตระกูลฉีต่อ เขาหยิบการ์ดเชิญสีแดงหรูหราใบหนึ่งขึ้นมาจากข้างตัว "นี่เป็นบัตรเชิญที่ตระกูลฉีส่งมาให้"
เขาเปิดการ์ดออกอ่านรายละเอียด ข้อความระบุคำเรียนเชิญผู้นำตระกูลเยียนให้ไปร่วมงานวันเกิดของคุณย่าเล็กแห่งตระกูลฉี ในวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งก็นับนิ้วดูแล้วก็อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า
เยียนซิวเข้าใจเจตนาของพ่อได้ในทันที "พ่อจะให้ผมไปแทนเหรอครับ?"
"อืม เดิมทีก็ไม่จำเป็นต้องให้ค่าหรือไว้หน้าพวกมันหรอก แต่พ่ออยากรู้เหมือนกันว่าพวกมันวางแผนจะเล่นลูกไม้อะไร แกก็ไปดูหน่อยเถอะ ถือโอกาสไปขู่ขวัญพวกมันด้วย"
ในเมื่อตระกูลฉีภูมิใจนักหนาว่ามีผู้มีญาณทิพย์มองเห็นทุกสิ่ง เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าหญิงชราคนนั้นพยายามเพ่งมองแล้วพบแต่ความว่างเปล่า
มองไม่เห็นอะไรในตัวลูกชายเขาเลย เธอจะตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อขนาดไหน เยียนไป๋เหวินคิดพลางยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
เมื่อนึกถึงข้อความที่หลิ่วมู่มู่ส่งมาเมื่อครู่ สีหน้าที่ตึงเครียดของเยียนซิวก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด "ทราบแล้วครับ มีเรื่องอื่นอีกไหม"
"ไม่มีแล้ว..." เยียนไป๋เหวินตั้งท่าจะชวนคุยเรื่องอื่นต่อ แต่หน้าจอก็ดับวูบลงไปทันที เยียนซิวตัดสายวิดีโอไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คนเป็นพ่อได้แต่นั่งฮึดฮัดใส่หน้าจอที่มืดสนิท พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองซ้ำๆ ว่านั่นคือลูกชายแท้ๆ เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ทนเอาหน่อย
สาเหตุที่เยียนซิวรีบร้อนวางสายไม่ใช่เพราะรำคาญบิดาบังเกิดเกล้า แต่เป็นเพราะหลิ่วมู่มู่เห็นเขาเงียบหายไป ไม่ตอบข้อความเสียที เลยกดวิดีโอคอลเข้ามาหา
เยียนซิวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับภาพ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราของหลิ่วมู่มู่ก็ปรากฏขึ้นจนเต็มพื้นที่หน้าจอ "ทำอะไรอยู่เนี่ย ทำไมไม่ตอบข้อความฉันเลย"
เยียนซิวถือโทรศัพท์เดินผละออกมาจากโต๊ะทำงานพลางตอบกลับเสียงนุ่ม "คุยกับพ่ออยู่น่ะ"
หลิ่วมู่มู่ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใช้สองมือเท้าคางมองเขาตาแป๋ว "แล้วคุยเสร็จแล้วคุณจะทำอะไรต่ออะ"
แววตาของเยียนซิวไหวระริกอย่างเจ้าเล่ห์ เขามองเด็กสาวในหน้าจอแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ "ก็จะอาบน้ำไง เธอรู้อยู่แล้วนี่"
เมื่อก่อนเธอมักจะชอบทักมาชวนเขาคุยเวลานี้เป็นประจำ ถ้าความพยายามและความใส่ใจระดับนี้ถูกแบ่งไปใช้กับหนังสือเรียนคณิตศาสตร์สักนิด เธอคงไม่ต้องทำท่าเหมือนจะไปออกรบกู้ชาติทุกครั้งที่ต้องเข้าห้องสอบ
เยียนซิววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ เนื่องจากมุมกล้องของโต๊ะตัวนี้ค่อนข้างเตี้ย ภาพในจอจึงตัดส่วนศีรษะของเขาออกไป เห็นเพียงแค่ช่วงลำตัวท่อนบนที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา
หลิ่วมู่มู่ยังไม่ทันจะได้บ่นกระปอดกระแปด ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นภาพในหน้าจอเคลื่อนไหว ชายหนุ่มเริ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกออกอย่างเชื่องช้า ตามด้วยการคลายปมเนกไทรูดออก และ... ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด
นิ้วเรียวยาวค่อยๆ แกะกระดุมออก สาบเสื้อที่แยกออกจากกันเผยให้เห็นกล้ามเนื้ออกที่แน่นตึงและได้รูปสวยงาม ไล่ลงมาคือหน้าท้องแกร่งที่เป็นลอนกล้ามเนื้อชัดเจนสมชายชาตรี
เธอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจ้องมองภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ กลัวว่าเสียงหายใจของตัวเองจะดังลอดเข้าไปทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเธอกำลังจ้องมองอยู่
แต่ทว่าพอปลดกระดุมเม็ดสุดท้ายเสร็จ จู่ๆ เยียนซิวก็โน้มตัวลงมาต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ปรากฏขึ้นเต็มจอจนแทบชิดเลนส์กล้อง
หลิ่วมู่มู่สะดุ้งโหยงจนตัวโยนเหมือนคนแอบถ้ำมองแล้วโดนเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีจนลามไปถึงใบหู
เยียนซิวจงใจกดเสียงต่ำกระซิบถามเธอผ่านลำโพงโทรศัพท์ "ดูดีไหม"
หลิ่วมู่มู่พยักหน้ารัวๆ อย่างลืมตัว
ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มก็คว้าเอาเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งถอดออกโยนคลุมทับโทรศัพท์มือถือจนภาพตัดเป็นสีดำมืดสนิท
หลิ่วมู่มู่ “???”
ปริศนาที่ค้างคาใจผู้นำตระกูลเยียนมานานได้รับการไขกระจ่างแล้วว่า ทำไมลูกชายตัวดีกลับถึงบ้านแล้วยังต้องแต่งตัวมิดชิดผูกไทใส่สูทขนาดนั้น คำตอบก็คือ: เพื่อเอาไว้ถอดโชว์ยั่วเย้าแฟนเด็กของเขานั่นเอง
หลิ่วมู่มู่ได้เรียนรู้ถึงความซับซ้อนและเล่ห์เหลี่ยมของโลกมนุษย์อย่างลึกซึ้งในวินาทีนี้ เธอนั่งมองหน้าจอที่มืดมิดอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ ตามมาด้วยเสียงหัวเข็มขัดโลหะกระทบกัน เสียงปลดเข็มขัด เสียงเปิดประตูห้องน้ำ และเสียงน้ำฝักบัวไหลซู่ซ่า
เธอนอนฟังเสียงเหล่านั้นอยู่ตั้งนานก็รู้สึกว่าไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากจินตนาการที่ฟุ้งซ่าน สุดท้ายเลยโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างหมอนแล้วมุดตัวเข้าไปซุกในผ้าห่มผืนบางด้วยความเขินอาย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ตอนที่เธอกำลังสะลึมสะลือเคลิ้มใกล้จะหลับ หน้าจอโทรศัพท์ก็ปรากฏเงาคนขึ้นมาอีกครั้ง
เยียนซิวกลับมาแล้ว เขาเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนเรียบร้อยและกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกชื้นอย่างผ่อนคลาย
[จบบท]