บทที่ 213: อำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
ทันทีที่เห็นร่างของภรรยาก้าวเข้ามาในห้องรับแขก ฉีหมิงเจาก็รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“ทำไมสีหน้าคุณดูแย่ขนาดนั้น ได้เจอเด็กคนนั้นหรือเปล่า”
จั๋วเจียเย่วถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะตอบรับ “เจอแล้ว”
“แล้วเป็นยังไง ทะเลาะกันมาเหรอ”
“ไม่ได้ทะเลาะหรอก แต่เธอก็ไม่ยอมตกลงเรื่องที่จะออกจากตระกูลต่ง”
คิ้วเข้มของฉีหมิงเจาขมวดเข้าหากันทันที “ทำไมล่ะ”
จั๋วเจียเย่วแค่นหัวเราะเสียงเย็นในลำคอ “เธอบอกว่าจะเรียนต่อที่เมืองชิ่งเฉิง ไม่อยากมารบกวนฉัน”
อาจจะเป็นเพราะท่าทีหมางเมินของหลิ่วมู่มู่สร้างความผิดหวังให้เธอมากเกินไป จั๋วเจียเย่วจึงไม่อาจรักษามาดสุภาพอ่อนโยนที่สวมใส่ไว้ตลอดเวลาได้อีกต่อไป น้ำเสียงของเธอจึงแฝงความเกรี้ยวกราดขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เธอเหมือนต่งเจิ้งหาวไม่มีผิด ปากก็พูดจาดูดี แต่เนื้อแท้แล้วเลือดเย็น ใจจืดใจดำ เธอไม่ได้เห็นฉันเป็นแม่เลยสักนิด”
ฉีหมิงเจาได้แต่ลูบแผ่นหลังบอบบางของภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “เป็นความผิดของผมเองที่ทำให้คุณต้องลำบากใจ”
จั๋วเจียเย่วเงยหน้าขึ้นสบตาสามี แววตาเต็มไปด้วยความกังวล “ในเมื่อเธอปฏิเสธฉันแล้ว...”
“คุณอาหญิงหวังว่าคุณจะรับเด็กคนนั้นมาเลี้ยงดูข้างกาย”
ประโยคเรียบง่ายของฉีหมิงเจาเปรียบเสมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ทับลงมา ปิดกั้นทางถอยและความคิดทั้งหมดของเธอได้ในทันที
ในตระกูลฉี วาจาของคุณย่าเล็กคือกฎสวรรค์ เป็นคำสั่งที่ไม่อาจละเมิด จั๋วเจียเย่วไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลถึงได้ให้ความสำคัญกับลูกสาวที่ติดท้องเธอมาจากสามีเก่าคนนี้นัก
ทำไมถึงต้องเจาะจงให้พาเด็กนอกคอกคนนั้นกลับมาเลี้ยงดูในอาณาเขตของตระกูลฉี หรือท่านต้องการจะตอกย้ำเตือนสติเธอว่าเธอเคยมีมลทิน เคยมีลูกกับชายอื่นมาก่อน
เธอไม่คู่ควรกับฉีหมิงเจา และลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอก็จะไม่มีวาสนาได้แตะต้องตำแหน่งผู้นำตระกูลฉีอย่างนั้นหรือ
ความหวาดระแวงกัดกินใจจนเธออ่อนล้า จั๋วเจียเย่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “แต่เธอปฏิเสธฉันแล้ว ฉันจะทำอะไรได้อีก”
เธอพยายามแล้ว แต่ก็ทำใจให้รักเด็กสาวคนนั้นไม่ได้จริงๆ และไม่อยากจะเปลืองน้ำลายไปเกลี้ยกล่อมเด็กหัวดื้อคนนั้นอีก
ฉีหมิงเจานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาครุ่นคิดก่อนจะเสนอทางออก “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ไปคุยกับพ่อของเด็กโดยตรงเลยก็แล้วกัน ถ้าตระกูลต่งไม่ยินดีจะเลี้ยงเธออีกต่อไป เธอก็คงต้องหาที่อยู่ใหม่ ถึงตอนนั้นเธอก็คงไม่มีทางเลือก”
จั๋วเจียเย่วทิ้งศีรษะลงซบกับไหล่กว้างของสามี พยักหน้าเงียบๆ อย่างจำนนต่อสถานการณ์และเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา
กว่าต่งเจิ้งหาวจะกลับมาจากข้างนอกเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสามโมงกว่า กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยฟุ้งออกมาจากตัวเขา บ่งบอกว่าผ่านการสังสรรค์มาพอสมควรแต่ก็ยังไม่ถึงกับเมามาย
เวลานี้เจียงหลีคงพาเด็กสองคนไปเดินช้อปปิ้งยังไม่กลับ เขาจึงทิ้งตัวนอนแผ่อยู่บนเตียงนุ่มในโรงแรม กะว่าจะพักสายตาสักนิดแล้วค่อยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
เมื่อเปิดประตูออกไป เขาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่าเป็นหลิ่วมู่มู่
“อ้าว ทำไมไม่ไปเที่ยวกับน้าเจียงล่ะลูก หรือว่าค่าขนมไม่พอ เดี๋ยวพ่อโอนเพิ่มให้” ต่งเจิ้งหาวพูดพลางล้วงมือควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงตามความเคยชิน
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้เอ่ยห้ามเศรษฐีใหม่จอมเปย์อย่างต่งเจิ้งหาว รอจนกระทั่งโทรศัพท์สั่นเตือนยอดเงินเข้า เธอก็เดินแทรกตัวเข้ามานั่งในห้องเรียบร้อยแล้ว
“หนูมีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ”
“อืม ว่ามาสิ เรื่องอะไรล่ะ” หลังจากทำหน้าที่ป๋าโอนไวเสร็จ ต่งเจิ้งหาวก็ดันจานผลไม้บนโต๊ะไปตรงหน้าลูกสาว แล้วหยิบองุ่นลูกโตโยนเข้าปากตัวเองเคี้ยวตุ้ยๆ
“วันนี้หนูเจอแม่มาค่ะ”
“ใครนะ” ต่งเจิ้งหาวชะงัก ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
“อดีตภรรยาพ่อไงคะ”
“...ห๊ะ! อะไรนะ” ต่งเจิ้งหาวแทบจะสำลักองุ่น สมองประมวลผลไม่ทัน จู่ๆ มาบอกว่าเจออดีตภรรยา มันหมายความว่ายังไง
ความสงสัยทำให้เขารัวคำถามใส่ลูกสาวไม่ยั้ง “ไปเจอที่ไหน เขาพูดอะไรกับลูกบ้าง เขามาทำไม”
“เจอที่ห้องอาหารโรงแรมเนี่ยแหละค่ะ เขาตั้งใจมาดักรอเจอหนู ดูเหมือนอยากให้หนูย้ายไปอยู่ด้วย เห็นบอกว่าจะถือเป็นการชดเชยช่วงเวลาที่ผ่านมาให้หนู”
ยิ่งฟังคิ้วของต่งเจิ้งหาวก็ยิ่งขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม “ก่อนหน้านี้หายหัวไปตั้งหลายปีไม่เห็นจะเคยโผล่มาสนใจ ตอนนี้เกิดอยากจะมาชดเชยอะไรเอาป่านนี้”
เขายังอยากจะบ่นระบายความหงุดหงิดต่ออีกหน่อย แต่พอเหลือบไปเห็นหลิ่วมู่มู่นั่งเขี่ยสตรอว์เบอร์รีในมือเล่นอย่างเนือยๆ ด้วยท่าทางที่สื่อชัดเจนว่า ‘พ่อจะบ่นอะไรก็เชิญ หนูขี้เกียจฟัง’
เขาก็ได้สติขึ้นมาทันทีว่าลูกสาวคนโตคนนี้ไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่ไม่ประสีประสาโลก
ตรงกันข้าม ประสบการณ์ที่เธอเคยเจอมาอาจจะโชกโชนยิ่งกว่าเขาเสียอีก เหตุผลตื้นลึกหนาบางพวกนั้นเธอคงเข้าใจทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะหุบปากฉับ
“แล้วลูกคิดยังไง จะกลับไปกับเขาไหม” ต่งเจิ้งหาวถามหยั่งเชิง น้ำเสียงเจือความกังวลเล็กน้อย
หลิ่วมู่มู่ยื่นมือไปตบต้นแขนต่งเจิ้งหาวแปะๆ “พ่อวางใจเถอะค่ะ หนูไม่ทิ้งพ่อหรอกน่า”
ต่งเจิ้งหาวทำหน้าปั้นยากทันที ความรู้สึกกึ่งดีใจกึ่งหนักใจตีกันมั่วไปหมด เขาอดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “หลายปีมานี้แม่เขาคงมีความสุขดีสินะ”
เขาเพิ่งพาหลิ่วมู่มู่มาเหยียบปักกิ่งได้ไม่กี่วัน อดีตภรรยาก็รู้ข่าวและรีบตามมาทันที แถมยังจะรับหลิ่วมู่มู่กลับไปเลี้ยงดูอย่างไม่ลังเล
แสดงว่าผู้ชายคนที่เธอแต่งงานด้วยใหม่คงต้องรวยล้นฟ้าและมีอำนาจมาก ถึงขนาดไม่แคร์เรื่องต้องเลี้ยงลูกติดของภรรยาเพิ่มอีกคน
“ก็น่าจะนะคะ” หลิ่วมู่มู่ตอบแบบขอไปที ดูไม่ค่อยยี่หระเท่าไหร่
ต่งเจิ้งหาวชักจะสงสัยจริงจัง “ลูกไม่คิดอยากจะกลับไปเสวยสุขกับแม่เขาบ้างเหรอ ดูทรงแล้วน่าจะรวยกว่าพ่อเยอะนะ”
“จะกลับไปทำไมคะ เขาช่วยบังดวงซวยให้หนูไม่ได้นี่นา” หลิ่วมู่มู่ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาจนคนฟังแทบหน้าหงาย
ถ้าเธอไม่พูดตอกย้ำขึ้นมา ต่งเจิ้งหาวก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าสาเหตุหลักที่หลิ่วมู่มู่ซัดเซพเนจรมาหาเขาตั้งแต่แรก ก็เพราะดวงชะตาของเขาแข็งพอที่จะช่วยข่มดวงหายนะของเธอได้
ลูกสาวที่เขาเคยภูมิใจคิดว่าเป็นเสื้อนวมตัวน้อยอันแสนอบอุ่น ความจริงแล้วมันเป็นเสื้อนวมที่ลมรั่วเข้าได้ทุกทิศทาง ต่งเจิ้งหาวรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก
หลิ่วมู่มู่เห็นพ่อทำหน้าบอกบุญไม่รับก็รีบฉีกยิ้มหวานหยด เสริมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “แต่หนูชอบพ่อที่สุดอยู่แล้วค่ะ พ่อดวงดีจะตาย อยู่กับพ่อปลอดภัยที่สุด”
ต่งเจิ้งหาวนึกย้อนไปถึงวีรกรรมระทึกขวัญตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาหลังจากรับลูกสาวคนนี้มาเลี้ยง เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองดวงดีเลยสักนิด รู้สึกแค่ว่าดวงแข็งตายยากมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่นออกไป
สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ “ช่างเถอะ พ่อไปอาบน้ำดีกว่า ปวดหัวกับลูกจริงๆ”
หลังจากแจ้งข่าวให้ต่งเจิ้งหาวรับรู้แล้ว หลิ่วมู่มู่ก็เดินกลับห้องตัวเอง
ถ้าจั๋วเจียเย่วยังมีจุดประสงค์แอบแฝงอื่น ในเมื่อคุยกับเธอไม่รู้เรื่อง อีกฝ่ายก็คงต้องพุ่งเป้าไปที่ต่งเจิ้งหาวแน่
ถึงแม้ต่งเจิ้งหาวจะไม่ใช่คนที่จะยอมยกเธอให้ใครง่ายๆ แต่เธอก็ควรมาเตือนสติเขาไว้ก่อน กันไม่ให้เขาเผลอไปรับปากอะไรมั่วซั่วเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์หรือความเกรงใจ
และก็เป็นไปตามที่หลิ่วมู่มู่คาดการณ์ไว้ เช้าวันรุ่งขึ้น ต่งเจิ้งหาวเพิ่งจะตื่นนอนและยังงัวเงียอยู่ ก็ได้รับโทรศัพท์สายด่วนจากเถ้าแก่จั๋วที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน
หลังจากพูดจาทักทายตามมารยาททางธุรกิจ เถ้าแก่จั๋วก็เข้าประเด็นทันทีว่ามี ‘ผู้ใหญ่’ ท่านหนึ่งอยากนัดเจอเขา
ตอนที่รู้จักกับเถ้าแก่จั๋วแรกๆ ต่งเจิ้งหาวไม่เคยเอาแซ่จั๋วของเขาไปเชื่อมโยงกับอดีตภรรยาเลย แม้ว่าทั้งคู่จะแซ่เดียวกัน แต่สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้ายังเดาไม่ออกอีก เขาก็คงโง่บัดซบเกินเยียวยา
ความรู้สึกของเขาซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะ ตอนแต่งงานกันเขารู้แค่ว่าอดีตภรรยามีเงินเก็บติดตัวอยู่บ้าง
แต่ไม่รู้ระแคะระคายเลยว่าฐานะทางบ้านจริงๆ ของเธอเป็นอย่างไร ญาติฝ่ายหญิงที่เขาเคยเจอในงานแต่งตอนนั้นดูเหมือนจะเป็นแค่ญาติห่างๆ ที่จ้างมา ส่วนครอบครัวที่แท้จริงของเธอไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นเลย
ดูจากอิทธิพลในตอนนี้ ฐานะทางบ้านของเธอน่าจะสูงส่งกว่าที่เขาเคยประเมินไว้หลายเท่า แล้วทำไมตอนนั้นดอกฟ้าอย่างเธอถึงลดตัวลงมาแต่งงานกับหมาวัดอย่างเขา
ต่งเจิ้งหาวไม่เคยเก็บเรื่องนี้มาคิดมาก่อน เขาหลงตัวเองมาตลอดว่าอดีตภรรยาคงเห็นแววรุ่งโรจน์ในตัวเขา
อีกอย่างตอนหนุ่มๆ เขาก็หน้าตาดีมีเสน่ห์ใช่ย่อย แต่พอกลับมาไตร่ตรองดูตอนนี้ การแต่งงานครั้งนั้นดูเหมือนเรื่องเล่นขายของของคนรวยที่เขาเป็นแค่ตัวประกอบยังไงชอบกล
[จบบท]