บทที่ 219: เบาะแสที่คุ้นเคย
“ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น” สำหรับเยียนหลิงแล้ว เธอเพียงแค่ต้องการกลับบ้านไปพักผ่อน แต่ดูท่าทีของพี่ชายเธอแล้ว เขาดูจะไม่รีบร้อนที่จะปลีกตัวออกไปไหนเลยสักนิด
ทว่าสิ้นเสียงของเธอไม่ทันไร เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของเยียนซิวก็ดังแทรกขึ้นมา
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปรายตามองหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นบอกกับเธอสั้นๆ “ไปกันเถอะ”
“คะ” เยียนหลิงทำหน้าเหลอหลา
“เธอรีบจะกลับบ้านไม่ใช่หรือไง”
เอาก็เอา... จะถือว่าเธอเป็นคนร้อนรนเองก็ได้
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูคฤหาสน์ตระกูลฉีและขึ้นไปนั่งบนรถ เยียนซิวก็กดโทรศัพท์โทรกลับไปยังสายที่เพิ่งวางไป สัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ปลายสายก็กดรับทันควัน
เสียงของหลิ่วมู่มู่ดังลอดออกมา “คุณยุ่งอยู่หรือเปล่า”
“ไม่ยุ่ง เกิดเรื่องอะไรขึ้น” เยียนซิวจำได้ว่าเขาบอกเธอไปแล้วว่าคืนนี้มีงานเลี้ยง อาจจะกลับดึกสักหน่อย
ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย หลิ่วมู่มู่คงไม่โทรมาหาเขาในเวลานี้แน่นอน
หลิ่วมู่มู่กวาดตามองสภาพความเละเทะภายในห้องพักโรงแรม และภาพของต่งเจิ้งหาวที่ถูกลูกชายสุดที่รักนั่งทับอยู่ น้ำเสียงของเธอเจือแววเหนื่อยหน่าย “พ่อฉันถูกคนเล่นงานเข้าแล้ว ช่วยส่งคนมาตรวจสอบให้หน่อยสิ”
เข็มนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง เยียนซิว เยียนหลิง และลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเธออีกสองคนก็มาถึงโรงแรม
ผลพวงจากคดีกู่อายุวัฒนะที่เยียนซิวแบ่งปันความชอบให้ ทำให้ตอนนี้เยียนหลิงได้รับการโยกย้ายไปประจำการที่แผนกสืบสวนคดีพิเศษของสำนักงานใหญ่ในปักกิ่งในตำแหน่งหัวหน้าทีม
แม้จะต้องระหกระเหินออกจากศูนย์บัญชาการเดิม แต่ตำแหน่งนี้ให้อิสระในการตัดสินใจมากกว่าเก่า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเธอกำลังถูกองค์กรหมายตาเพื่อผลักดันให้ก้าวหน้า
เธอจำเป็นต้องออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสนามจริงสักสองสามปี ถึงจะสามารถหวนคืนสู่สำนักงานใหญ่ในฐานะใหม่ที่สง่างามกว่าเดิม
ตลอดทางที่นั่งรถมา เยียนหลิงเฝ้าขบคิดคำถามหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัว จนกระทั่งเท้าแตะพื้นโรงแรม เธอก็ยังหาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้
ทำไมหลิ่วมู่มู่โทรศัพท์มาแค่กริ๊งเดียว ถึงสามารถเรียกใช้งานพี่ชายของเธอได้ง่ายดายขนาดนี้
แต่แล้วความสงสัยที่ค้างคาใจก็ได้รับคำเฉลยในชั่วพริบตา
ประตูห้องพักโรงแรมเปิดผัวะ เยียนหลิงยังไม่ทันจะได้ปรับสายตาดูสภาพภายในห้องให้ชัดเจน ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งหลาวเข้าสู่อ้อมกอดของพี่ชายเธออย่างจัง
ในอ้อมกอดนั่น... ให้ตายสิพับผ่า นี่ฉันกำลังดูฉากอะไรอยู่
ดวงตาของเยียนหลิงเบิกกว้างแทบถลน เธอค่อยๆ บิดคอที่แข็งค้างหันไปมองภาพตรงหน้า หลิ่วมู่มู่ในชุดเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นสำหรับออกกำลังกายที่ดูสบายตัว กำลังกอดรัดเอวสอบของพี่ชายเธอแน่นหนึบ
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ พี่ชายของเธอไม่เพียงแต่ไม่สั่งให้หลิ่วมู่มู่ปล่อยมือ เขายังไม่แม้แต่จะผลักไสเธอออกไป
ซ้ำร้าย เขายังยื่นมือไปบีบกิ๊บติดผมรูปแตงโมบนศีรษะของหลิ่วมู่มู่เล่น เหมือนเห็นว่าเป็นของเล่นแก้เบื่อชิ้นหนึ่ง
เดี๋ยวก่อนนะ ดึกดื่นป่านนี้เธอถูกเรียกตัวมาทำคดี ไม่ใช่มายืนดูคนพลอดรักกัน หลอกเธอเข้ามาเชือดให้ตายด้วยความอิจฉาแบบนี้มันผิดจรรยาบรรณไปหน่อยไหม
หลังจากกอดเติมพลังกับแฟนหนุ่มที่ไม่ได้เจหน้ากันหลายวันจนพอใจ หลิ่วมู่มู่ถึงยอมหันหน้ามา แล้วโบกมือทักทายเยียนหลิง
เยียนหลิงมองหลิ่วมู่มู่สลับกับพี่ชายตัวเอง แม้ว่าตอนไปเมืองชิ่งเฉิงคราวก่อน เธอจะระแคะระคายแล้วว่าเยียนซิวมีความอดทนต่อหลิ่วมู่มู่สูงเป็นพิเศษ
แต่พอมาเห็นกับตาว่าทั้งสองคนตกลงปลงใจคบหากันจริงๆ เธอก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ดี
คนอย่างเยียนซิวเนี่ยนะจะมีความรัก โลกนี้มันช่างมหัศจรรย์พันลึก
เมื่อเห็นเยียนหลิงเอาแต่จ้องตาไม่กะพริบ เยียนซิวจึงเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงระอาใจ “เลิกมองได้แล้ว ทำงาน”
“ค่ะๆ” เยียนหลิงรับคำ พาลูกน้องเดินเข้าห้องไปได้สองก้าวก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับมามองอีกรอบ จนได้รับสายตาคมกริบจากพี่ชายส่งมาเชือดเฉือน
สมาชิกตระกูลต่งอยู่กันพร้อมหน้าในห้อง ต่งเจิ้งหาวที่ว่ากันว่าโดนของเข้าตัว ถูกมัดด้วยผ้าปูที่นอนจนกลายเป็นดักแด้หลากสี สภาพดูน่าเวทนาปนขบขัน
ลูกน้องสองคนของเยียนหลิงแยกย้ายกันทำงานทันที คนหนึ่งเข้าไปตรวจเช็กอาการของต่งเจิ้งหาว ส่วนอีกคนหยิบอุปกรณ์ออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มประกอบเครื่องมืออย่างคล่องแคล่ว
เจียงหลีรู้ดีว่าพวกเขาคือมืออาชีพที่มาจัดการเรื่องนี้ จึงรีบเดินเข้ามาต้อนรับ
เยียนหลิงไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง ถามเจาะจงเข้าประเด็นทันที “เริ่มรู้สึกว่าเขาผิดปกติกระทันหันตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
เจียงหลีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงอ่อย “ฉันเองก็ไม่ได้สังเกตละเอียดขนาดนั้นหรอกค่ะ ก่อนหน้านี้แค่รู้สึกว่าช่วงสองวันมานี้เขาอารมณ์หงุดหงิดง่าย”
“นึกว่าไปเจอเรื่องเครียดๆ ข้างนอกมา แต่เมื่อกี้เขาคว้าแก้วน้ำปาใส่หัวมู่มู่ พวกเราถึงได้มั่นใจว่าเขาผิดปกติแน่นอน”
“คุณจะบอกว่าเวลาเขาโมโห เขาไม่เคยปาข้าวของใส่คนอื่นเหรอคะ” เยียนหลิงถามด้วยความแปลกใจ
“ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ” เจียงหลีส่ายหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อก่อนเวลาต่งเจิ้งหาวทะเลาะกับเธอ แม้จะไม่เคยลงไม้ลงมือกับร่างกาย แต่เขาก็ชอบทำลายข้าวของระบายอารมณ์
เยียนหลิงรอฟังเหตุผลที่น่าเชื่อถือกว่านี้ แต่เจียงหลีกลับเอาแต่ชำเลืองมองไปทางหลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่ที่ยืนพิงขอบโต๊ะอยู่เห็นสายตาของแม่เลี้ยง จึงเป็นคนเอ่ยปากไขข้อข้องใจเอง “เพราะถ้าเขาสติยังดีอยู่ เขาจะไม่มีทางกล้าปาของใส่ฉันเด็ดขาด”
เยียนหลิงหันกลับไปมองเจียงหลี เจียงหลีรีบพยักหน้ายืนยันรัวเร็ว “สามีฉันเขาค่อนข้าง... เกรงใจมู่มู่น่ะค่ะ ปกติถ้ามีเรื่องขัดแย้งกัน ก็จะใช้วิธีเจรจากันดีๆ”
ซึ่งส่วนใหญ่ต้นตอของความขัดแย้งก็หนีไม่พ้นเรื่องของต่งฉี กระบวนการแก้ปัญหาก็คือต่งเจิ้งหาวโดนหลิ่วมู่มู่กล่อมจนคล้อยตาม และบทสรุปสุดท้ายคือต่งฉีโดนพ่อตัวเองซ้อม
มุมปากของเยียนหลิงกระตุกยิก รู้สึกว่าเป็นเหตุผลที่ฟังดูแปลกใหม่และจริงใจอย่างบอกไม่ถูก
“หัวหน้า มาดูตรงนี้หน่อยครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถือเครื่องมือตรวจสอบชี้ไปที่ตู้เก็บของใบหนึ่ง ไฟสถานะสีเหลืองบนเครื่องเปลี่ยนเป็นสีแดงกะพริบถี่รัว
สัญญาณนั้นบ่งบอกว่ามีวัตถุแผ่รังสีพิเศษซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ในระดับต่ำ
เยียนหลิงหันไปขออนุญาตเจียงหลี “ไม่ขัดข้องใช่ไหมคะถ้าเราจะขอเปิดดู”
“เชิญตามสบายเลยค่ะ” เจียงหลีฝืนยิ้ม เธออยากให้พวกเขารีบขนไอ้ของอัปมงคลนั่นออกไปให้พ้นบ้านเสียเดี๋ยวนี้เลยยิ่งดี
ตู้ถูกเปิดออก ภายในมีก้อนหินวางกองอยู่ พร้อมกับกล่องอีกหนึ่งใบ
พวกก้อนหินดูแล้วไม่มีพิษภัยอะไร แต่ของในกล่องนี่สิที่น่าจะมีปัญหา
“นี่มัน... โป่งข่ามหนอกน้ำหรือเปล่า” เยียนหลิงประคองของตั้งโชว์แกะสลักเป็นลวดลายปลาคาร์ปข้ามประตูมังกรออกมา ส่องดูกับแสงไฟ ยามขยับเขย่าจะเห็นการเคลื่อนไหวของหยดน้ำที่ขังอยู่ภายใน
เธอไม่ค่อยมั่นใจในสายตาตัวเองนัก จึงหันไปขอความเห็นจากเยียนซิว “พี่คะ ดูออกไหมว่านี่คืออะไร”
เยียนซิวเดินเข้ามาใกล้ รับถุงมือจากลูกน้องของเยียนหลิงมาสวมอย่างใจเย็น แล้วรับของตั้งโชว์ชิ้นนั้นมาจากมือญาติผู้น้อง
ชายหนุ่มลองเดาะน้ำหนักดู ปลายนิ้วสัมผัสลูบไล้ไปทั่วพื้นผิวอย่างละเอียดลออ ถึงขั้นยกขึ้นมาดมพิสูจน์กลิ่นใกล้จมูก ก่อนจะส่งคืนให้เยียนหลิง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงขรึม “ไม่ใช่โป่งข่าม กลิ่นที่มันแผ่ออกมาคุ้นจมูกอยู่”
เยียนหลิงลองยื่นหน้าเข้าไปดมพิสูจน์บ้าง เธอได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นพืชพรรณในป่าลึกแตะจมูก
กลิ่นนั้นเบาบางมาก แต่หอมสดชื่น และเธอก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเช่นกัน
ทว่าทั้งสองคนกลับนึกไม่ออกในทันทีว่าเคยสัมผัสกลิ่นแบบนี้ที่ไหน ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังไร้คำตอบ สุดท้ายจึงจำต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
[จบบท]