บทที่ 221: เดิมพันหลังเที่ยงคืน
หลิ่วมู่มู่จัดการเมมเบอร์โทรศัพท์ของเยียนหลิงลงเครื่องเรียบร้อย เธอก็เงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มกว้างพร้อมโบกมือลาอีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี
“ไปละนะ บาย”
ภายใต้แสงไฟสีนวลตาบนทางเดินโรงแรม ร่างเล็กกะทัดรัดของหลิ่วมู่มู่ยืนเคียงคู่กับเยียนซิวที่สูงโปร่ง ยิ่งทำให้เธอดูตัวเล็กน่าพกพาเข้าไปใหญ่เวลายืนเทียบกัน เวลาเธอยิ้มดวงตากลมโตคู่สวยจะหยีลงเป็นสระอิ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนแสงไฟวิบวับดูมีชีวิตชีวา
คนสองคนที่ดูแตกต่างกันสุดขั้ว แต่พอยืนข้างกันกลับแผ่บรรยากาศที่ดูกลมกลืนกันอย่างประหลาด
เยียนหลิงเห็นภาพนั้นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เธอโบกมือตอบกลับไป
“จ้ะ บาย”
สายตาของเธอเหลือบมองลูกพี่ลูกน้องหน้านิ่งอย่างเยียนซิว เห็นเขายืนปักหลักนิ่งสนิทเป็นเสาหิน ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนแม้แต่นิลเดียว ก็รู้ทันทีว่าคืนนี้พี่ชายตัวดีคงไม่คิดจะกลับบ้านแน่ๆ
ถึงพ่อแม่ของหลิ่วมู่มู่จะไม่ได้พักอยู่ชั้นนี้ แต่การที่ผู้ชายมาส่งผู้หญิงแล้วยืนเฝ้าหน้าห้องตอนสี่ทุ่มกว่าแบบนี้ มันจะไม่ดูโจ่งแจ้งไปหน่อยเหรอ
แต่เยียนหลิงหรือจะกล้าแซว เธอทำได้แค่เก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วรีบชิ่งหนีไปอย่างรู้งาน
เมื่อส่งแขกเรียบร้อย หลิ่วมู่มู่ก็หันไปสำรวจความเรียบร้อยหน้าห้องของต่งเจิ้งหาวและเจียงหลีอีกรอบ พอเห็นว่าประตูห้องพ่อแม่ปิดสนิทเงียบเชียบดีแล้ว เธอจึงหมุนตัวเดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง
มือเล็กล้วงคีย์การ์ดออกมาเตรียมจะแตะเซนเซอร์ แต่เหมือนสัญชาตญาณจะเตือนว่าเธอลืมอะไรไปบางอย่าง หญิงสาวหันขวับกลับไปมองด้านหลัง แล้วก็พบว่าเยียนซิวยังยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่ที่เดิม
“อ้าว คุณยังไม่กลับอีกเหรอ”
เยียนซิวส่งเสียงในลำคอตอบรับสั้นๆ “อืม”
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของหลิ่วมู่มู่เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที เข้าทางเลย เธอกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะแอบไปทำธุระคืนนี้คนเดียวยังไง มีเขาอยู่ด้วยแบบนี้ก็เบาแรงไปเยอะ
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ มือหนาของเยียนซิวก็ฉกคีย์การ์ดจากมือเธอไปทาบกับประตูอย่างรวดเร็ว
ติ๊ด!
เสียงปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับร่างของเธอที่ถูกดันเข้าไปในห้อง ประตูถูกปิดลงตามหลังเสียงดังปัง คีย์การ์ดร่วงหลุดจากมือหล่นตุ้บลงพื้น พริบตาเดียวแผ่นหลังบางก็ถูกตรึงแนบชิดกับบานประตู
เหตุการณ์พลิกผันรวดเร็วจนหลิ่วมู่มู่ได้แต่อุทานเสียงหลง
“เอ๊ะ!”
นี่มันข้ามขั้นตอนไปหน่อยไหม อย่างน้อยก็ให้เธอได้พูดธุระก่อนสิ!
ดูเหมือนเยียนซิวจะไม่มีเจตนาเปิดเวทีเจรจาในตอนนี้ เขาตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะกดแนบกับบานประตู ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาหา ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่เหนือริมฝีปาก
เขาไม่ได้จูบตะบี้ตะบัน แต่กลับใช้ริมฝีปากไล้เล็มแผ่วเบาที่กลีบปากของเธออย่างหยอกเย้า ราวกับราชสีห์เจ้าเล่ห์ที่ตะปบเหยื่อได้แล้วแต่ยังไม่รีบกิน กลับเลือกที่จะใช้กรงเล็บเขี่ยกระต่ายตัวน้อยที่กำลังตัวสั่นงันงกเล่นอย่างเพลิดเพลิน
สมองของหลิ่วมู่มู่ขาวโพลน สิ่งที่ตั้งใจจะพูดเมื่อครู่กระเจิดกระเจิงหายไปจนหมดสิ้น สติสัมปชัญญะโฟกัสไปที่สัมผัสวาบหวามบริเวณริมฝีปากเพียงอย่างเดียว
หลังจากปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปชั่วครู่ หลิ่วมู่มู่ก็เริ่มเรียกสติตัวเองกลับมาได้ เธอเบี่ยงหน้าหลบเมื่อเขากำลังจะก้มลงมาอีกครั้ง เสียงหวานเอ่ยประท้วงปนหอบ
“พอก่อน... ห้ามทำต่อแล้วนะ”
เยียนซิวหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ แรงสั่นสะเทือนจากอกแกร่งส่งผ่านมาถึงตัวเธอ
“ไม่ชอบเหรอ”
หลิ่วมู่มู่อึกอัก แก้มร้อนผ่าว “ก็... ก็พอได้แหละ”
ใจจริงก็อยากตะโกนบอกว่าชอบอยู่หรอก แต่ขืนปล่อยเลยตามเลย คืนนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี เผลอๆ เธออาจจะลืมไปเลยว่าเป้าหมายคืนนี้คืออะไร
เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มต่อต้าน เยียนซิวก็ยอมถอยออกมาเล็กน้อย เขาปล่อยข้อมือเธอแล้วก้มลงเก็บคีย์การ์ดที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาเสียบลงในช่องรับไฟ ทันใดนั้นแสงสว่างจากหลอดไฟในห้องก็สาดส่องไปทั่วบริเวณ
แสงไฟกะทันหันทำให้หลิ่วมู่มู่ต้องหรี่ตาปรับโฟกัส ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาเธอใจเต้นระรัว
เนกไทและเสื้อสูทตัวนอกของเยียนซิวลงไปกองอยู่ที่พื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้บนร่างเขามีเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กระดุมเม็ดบนหลุดออกไปสองเม็ด เผยให้เห็นแผงอกรำไร ส่วนชายเสื้อก็หลุดลุ่ยออกมานอกกางเกง ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือของเธอเองที่เผลอไผลไปเมื่อครู่
นี่ถ้าไม่รีบเบรกตัวเองไว้ก่อน ป่านนี้เสื้อเชิ้ตตัวนั้นคงไม่อยู่บนตัวเขาแล้ว และเรื่องราวคงเตลิดเปิดเปิงไปไกลจนกู่ไม่กลับ
เยียนซิวเห็นหลิ่วมู่มู่จ้องมองสภาพหลุดลุ่ยของเขาตาไม่กะพริบ ก็ก้มลงมองตัวเองแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เขาค่อยๆ บรรจงติดกระดุมเสื้อกลับคืนทีละเม็ด... ทีละเม็ด ด้วยท่วงท่าที่เชื่องช้าจงใจยั่วโมโห
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาหรือท่าทางของเขาที่ทำให้หลิ่วมู่มู่หน้าแดงซ่านขึ้นมาอีกรอบ เธอรู้สึกเหมือนทุกอิริยาบถของเขากำลังปั่นหัวเธอเล่น แล้วประเด็นคือภูมิคุ้มกันเรื่องพวกนี้ของเธอมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเสียด้วยสิ!
หลิ่วมู่มู่พยายามข่มใจ บังคับสายตาให้มองแค่ระดับคอของเขาขึ้นไป นิ้วชี้เรียวจิ้มจึ๊กเข้าที่แผงอกกว้างเพื่อยันไว้ไม่ให้เขาขยับเข้ามาใกล้กว่านี้
“หยุดเลยนะ ไม่ต้องขยับเข้ามาแล้ว ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณ”
เยียนซิวคว้ามือข้างนั้นมากุมไว้แล้วประทับจูบลงบนหลังมือเบาๆ
“จะคุยเรื่องอะไร... จะให้ฉันพาไปหาหลิวต้าฟู่เหรอ”
หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง “คุณรู้ได้ยังไง”
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถาม แต่ใช้ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองใบหน้าเนียนใสของเธออย่างสื่อความหมาย สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว โน้มหน้าลงไปขบเม้มที่แก้มป่องๆ ของเธอหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว
“โอ๊ย!” หลิ่วมู่มู่ร้องเสียงหลง รีบผลักอกเขาออก “คุณมากัดแก้มฉันทำไมเนี่ย”
“ฉันแค่เก็บมัดจำค่าจ้างล่วงหน้า ไม่อยากจ่ายเหรอ”
ได้ยินแบบนั้น หลิ่วมู่มู่ก็ถอนหายใจเฮือก ก่อนจะเอียงแก้มอีกข้างยื่นให้เขาอย่างจำนน
“เอ้า งั้นคุณกัดอีกข้างเลย โปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง แล้วรีบพาฉันไปเดี๋ยวนี้”
เยียนซิวหัวเราะร่าอย่างชอบใจก่อนจะซุกหน้าลงคลอเคลียที่ซอกคอหอมกรุ่น ทั้งสองคนนัวเนียหยอกล้อกันอยู่อีกพักใหญ่ กว่าหลิ่วมู่มู่จะงัดตัวเองออกจากภวังค์และลากพ่อตัวดีออกจากห้องพักได้สำเร็จ
เวลานี้ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มแล้ว แต่หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ร้อนใจนัก เพราะเธอมั่นใจว่าคืนนี้หลิวต้าฟู่จะต้องเฝ้าร้านอยู่แน่นอน
เมื่อรถของเยียนซิวมาจอดเทียบที่หน้าร้านของหลิวต้าฟู่ นาฬิกาก็บอกเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาทีพอดีเป๊ะ
บรรยากาศบนถนนยามวิกาลเงียบสงัดจนน่าขนลุก ร้านรวงต่างๆ ปิดเงียบเชียบ มีเพียงป้ายไฟนีออนเก่าๆ ของบางร้านที่ยังกะพริบถี่ๆ เหมือนใกล้จะพัง และมีเพียงร้านเดียวในละแวกนี้ที่ยังเปิดประตูอ้าซ่าและเปิดไฟสว่างไสว นั่นคือร้านของหลิวต้าฟู่
คืนนี้หลิวต้าฟู่ไล่ลูกน้องกลับบ้านไปหมดแล้ว เหลือเพียงเขาที่นั่งเฝ้าร้านอยู่ตามลำพัง
เขาเพิ่งจะเสร็จสิ้นการเจรจาธุรกิจสำคัญไปหมาดๆ เงินก้อนโตถูกจ่ายออกไปเพื่อแลกกับดินเพียงสองกำมือจากลูกค้าปริศนา
ดินร่วนสีแดงคล้ำที่มีของเหลวหนืดสีแดงสดคล้ายเลือดซึมออกมาตลอดเวลา ถูกบรรจุไว้อย่างทะนุถนอมในกล่องหยกขาวเนื้อดี
หลิวต้าฟู่จ้องมองสิ่งที่อยู่ในกล่องด้วยแววตาหลงใหลราวกับต้องมนตร์สะกด ดินชนิดนี้ในวงการเรียกขานกันว่า “ดินโลหิต” ของเหลวสีแดงที่เห็นไม่ใช่เลือดมนุษย์หรือสัตว์ แต่เป็นยางของพืชอาถรรพ์ชนิดหนึ่ง สรรพคุณของมันคือใช้สำหรับเพาะปลูกพืชสมุนไพรหายากที่มีความเปราะบางสูง ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้ฝึกวิชาอาคมหรือพวก 'นักพรต' สินค้าหายากชิ้นก่อนหน้านี้เขาก็รับมาจากลูกค้าคนเดียวกันนี่แหละ
ฉากหน้าใครๆ ก็รู้ว่าเขาคือเสี่ยเจ้าของร้านค้าหยกและอัญมณี แต่เบื้องลึกเบื้องหลัง เขาคือนายหน้าค้าวัตถุอาถรรพ์ที่ทำธุรกิจกับเหล่าจอมขมังเวทย์ เขาคอยสอดส่องหาของดีจากพวกนักพรตตกยากที่ไม่มีลู่ทางระบายของ รับซื้อมาในราคาที่กดจนต่ำเตี้ย แล้วนำไปปล่อยต่อในราคาที่สูงลิบลิ่ว
ธุรกิจค้าหยกสำหรับคนทั่วไปอาจจะดูว่ากำไรมหาศาล แต่มันคือการเสี่ยงดวง วันนี้รวยพรุ่งนี้อาจหมดตัว ต่างจากธุรกิจมืดกับพวกนักพรต นอกจากจะได้สร้างคอนเนกชันกับยอดฝีมือแล้ว ยังมักจะมีของวิเศษหลุดมาถึงมืออยู่บ่อยครั้ง
ของบางอย่างที่พวกนักพรตมองว่าเป็นขยะเหลือทิ้ง สำหรับคนธรรมดาผู้มั่งคั่งกลับมองว่าเป็นของวิเศษที่ยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อแย่งชิงกันครอบครอง
เหตุผลที่เขาสามารถยืนหยัดทำธุรกิจสีเทาในเมืองหลวงอย่างปักกิ่งได้ขนาดนี้ นอกจากความกว้างขวางของตัวเองแล้ว ยังเป็นเพราะเขามี “ร่มโพธิ์ร่มไทร” ต้นใหญ่คุ้มกะลาหัวอยู่ เขาทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางคอยเชื่อมเส้นสายและหาของกำนัลไปบรรณาการเจ้านาย เพื่อแลกกับอิทธิพลคุ้มครองความปลอดภัย
แต่ช่วงนี้มีข่าวลือหนาหูว่าเจ้านายของเขากำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ ไม่รู้ว่าจะประคองตัวรอดไปได้หรือไม่ ถ้าเสาหลักต้นนี้ล้มลงเมื่อไหร่ เขาก็คงจะถูกถีบหัวส่งออกจากวงการนี้ในไม่ช้า
หลิวต้าฟู่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ควันสีเทาลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เขาอัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อระบายความเครียด
สายตาคมกริบเหลือบไปมองก้อนหินดิบที่วางกองอยู่ใต้เคาน์เตอร์ ก่อนหน้านี้เขาอุตส่าห์คัดหินหยกดิบเกรดเอเอาไว้หลายก้อน กะว่าจะเก็บไว้เก็งกำไร แต่นึกแล้วก็เจ็บใจที่เผลอประมาทเลินเล่อ ปล่อยให้ต่งเจิ้งหาวตาดีมาฉกของดีตัดหน้าไปได้ก้อนหนึ่งเสียได้
[จบบท]