บทที่ 229 เทียบเชิญ
“แล้วพวกเขาตามตัวคุณทำไม”
เยียนซิวยื่นนิ้วเรียวยาวไปกดปุ่มลิฟต์ก่อนจะหันมาตอบคนข้างกายด้วยน้ำเสียงปกติ “ทางนั้นสันนิษฐานว่าศพของผู้มีญาณเทพรายนี้น่าจะเคยผ่านพิธีกรรมเฉพาะทางบางอย่างมาตั้งแต่สมัยที่ยังมีชีวิต”
“สภาพศพที่พบดูผิดปกติแถมพลังงานที่ตกค้างอยู่ก็ซับซ้อน พวกเขาเลยอยากให้ฉันช่วยเข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน”
ตระกูลเยียนเชี่ยวชาญศาสตร์ด้านนี้ลึกซึ้งกว่าใคร เพื่อนในวงการต่างรู้ดี อีกทั้งเยียนซิวยังเป็นคนรับผิดชอบคดีนี้มาตั้งแต่ต้น การจะขอความร่วมมือจากตระกูลฉีซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิมของศพแม่เจียงซือนั้นเป็นไปไม่ได้
ในเมื่อฉีหมิงเซวียนถูกคุมขังและปิดปากเงียบ ส่วนตระกูลฉีสายหลักก็รีบประกาศตัดขาดความสัมพันธ์เพื่อเอาตัวรอด สถานการณ์ตอนนี้ทำให้สำนักงานใหญ่เหลือทางเลือกเดียวคือต้องพึ่งพาเยียนซิว
“งั้นเดี๋ยวคุณต้องเข้าไปที่สำนักงานใหญ่เลยเหรอ”
“ไม่รีบอะ เดี๋ยวฉันไปส่งเธอก่อน”
เยียนซิวพูดยังไม่ทันจบ เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของหลิ่วมู่มู่ก็ดังแทรกขึ้นมา เธอหยิบมันขึ้นมาก้มมองหน้าจอแล้วเลิกคิ้ว
“หือ”
ดูเหมือนจะมีอีเมลฉบับใหม่ถูกส่งเข้ามา
ปลายนิ้วเลื่อนกดเปิดกล่องข้อความ สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอคือจดหมายแนบมาพร้อมกับบัตรเชิญอิเล็กทรอนิกส์ดีไซน์เรียบหรู
เมื่อเห็นชื่อผู้ส่งที่คุ้นตา หลิ่วมู่มู่ก็ร้องอ๋อในใจทันที
ความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา สมัยก่อนคุณปู่ของเธอมักจะได้รับอีเมลลักษณะนี้ปีละครั้ง มันคือกิจกรรมระดมทุนเพื่อการกุศลที่จัดขึ้นโดยสมาคมนักพยากรณ์
โดยปกติแล้วงานนี้มักจะเป็นงานปิดที่รู้กันเฉพาะสมาชิก เพื่อให้บรรดาหมอดูและซินแสช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา แล้วทางสำนักงานใหญ่จะรับหน้าที่เป็นตัวกลางนำเงินไปทำบุญต่อ พอถึงช่วงสิ้นปีก็จะส่งรายงานสรุปบัญชีมาแจ้งให้ทราบ
อันที่จริง ต่อให้ไม่มีการแจกแจงบัญชีก็คงไม่มีใครติดใจสงสัย เพราะในวงการนี้คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเอาเงินของพวกนักพยากรณ์ไปใช้สุรุ่ยสุร่ายให้ของเข้าตัว สมัยที่ปู่ยังอยู่ เธอก็เคยรับหน้าที่เป็นคนดำเนินการโอนเงินไปร่วมทำบุญอยู่หลายหน
ทว่าปีนี้ดูเหมือนงานจะถูกยกระดับให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง เพราะในบัตรเชิญระบุชัดเจนว่าจัดในรูปแบบของ ‘งานประมูลการกุศล’ ในเมื่อตอนนี้ปู่ไม่อยู่แล้ว เธอก็คิดว่าน่าจะลองไปเปิดหูเปิดตาดูสักหน่อย ถือโอกาสร่วมทำบุญในนามของปู่ไปด้วย
กำหนดการจัดงานระบุไว้ว่าเป็นอีกสองวันข้างหน้า ช่วงนั้นอาการป่วยของต่งเจิ้งหาวคงยังไม่หายขาด แต่ก็น่าจะพอให้เธอปลีกตัวไปร่วมงานได้ทันเวลา
รายละเอียดในจดหมายแจ้งว่า ผู้เข้าร่วมงานไม่ต้องเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนอะไรให้วุ่นวาย เพียงแค่พก ‘ป้ายนักพยากรณ์’ ติดตัวไปก็สามารถใช้ผ่านเข้างานได้ทันที
เพราะป้ายประจำตัวของนักพยากรณ์ทุกชิ้นมีรหัสลับทางไสยเวทฝังอยู่ ซึ่งทางสมาคมสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้
เสียงสัญญาณเตือนว่าลิฟต์มาถึงแล้วดังขึ้น ประตูโลหะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก แต่หลิ่วมู่มู่ยังคงยืนนิ่งสายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ เยียนซิวจึงแตะแขนเธอเบาๆ ให้เดินตามเข้าไปในลิฟต์ก่อนจะเอ่ยถาม
“ดูอะไรอยู่ หน้าตาจริงจังเชียว”
หลิ่วมู่มู่ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ที่แสดงภาพบัตรเชิญให้เขาดู “งานประมูลการกุศลของสมาคมนักพยากรณ์ คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
เยียนซิวไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด ในเมื่อเป็นงานที่จัดโดยสมาคมนักพยากรณ์ สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องในวงการย่อมต้องได้รับเชิญกันถ้วนหน้า
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ “เคยได้ยินมาเหมือนกัน เธอจะไปหรือเปล่า”
“อืม... งานจัดอีกสองวันข้างหน้า ลองไปดูหน่อยก็น่าจะดีนะ เผื่อจะมีของกินฟรีให้ฉันไปฝากท้องด้วย”
สายตาเธอเหลือบไปเห็นเงื่อนไขที่ระบุว่าสามารถพาผู้ติดตามไปได้หนึ่งคน เดี๋ยวคงต้องลองไปชวนต่งเยว่ดู รายนั้นถ้าได้ยินเรื่องของกินคงหูผึ่งยอมตามมาเป็นเพื่อนแน่นอน
เยียนซิวหลุดขำออกมาเบาๆ กับเหตุผลของเธอ มือใหญ่วางลงบนศีรษะของหญิงสาวแล้วลูบเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“แล้วคนของบ้านคุณจะไปงานนี้ด้วยไหม” หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาพลางเอ่ยถาม
“ไปสิ”
เขาตอบสั้นๆ แต่ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าตัวเขาเองจะไปหรือไม่
ดวงตากลมโตของหลิ่วมู่มู่เป็นประกายวิบวับ “แต่พวกคุณไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมนักพยากรณ์นี่ การที่พวกเขาลงทุนส่งบัตรเชิญไปให้ถึงบ้าน... อย่าบอกนะว่ากะจะเชิญพวกคุณไปเป็นเจ้าบุญทุ่มช่วยประมูลของ”
มุมปากของเยียนซิวโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ”
หลิ่วมู่มู่ลองประมวลผลดูแล้ว แผนการนี้เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ ‘ปล้นคนรวยช่วยคนจน’ ฉบับนักพยากรณ์ชัดๆ
ไม่รู้ว่าใครเป็นกุนซือต้นคิดไอเดียนี้ แต่ต้องยอมรับเลยว่าเป็นแผนที่ชาญฉลาดและเฉียบขาดมาก
เยียนซิวเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเธอก็อธิบายขยายความ “ความจริงก็แค่ไปช่วยบริจาคสิ่งของเพื่อการกุศลนั่นแหละ”
“ต่อให้ไม่ใช่สมาชิกสมาคมนักพยากรณ์ แต่โดยปกติแต่ละตระกูลใหญ่ก็ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ ทุกปีอยู่แล้ว รูปแบบงานนี้ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่”
“แล้วงานแบบนี้ปกติเขามีขั้นตอนยังไงบ้าง” หลิ่วมู่มู่ถามต่อ
“ช่วงแรกจะเป็นการประมูลสิ่งของที่แต่ละบ้านส่งเข้ามาร่วมรายการ จากนั้นก็น่าจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการเปิดรับบริจาคภายใน ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงสังสรรค์”
พอได้ยินคำว่างานเลี้ยง หลิ่วมู่มู่ก็เริ่มรู้สึกตั้งตารอให้ถึงวันงานเร็วๆ เสียแล้ว
***
เวลาสองวันผ่านไปไวเหมือนโกหก
ต่งเจิ้งหาวพยายามดิ้นรนจะกลับไปโรงพยาบาลอีกรอบเพื่อขอตรวจรักษาอาการทางสมองที่เขาเชื่อว่าตัวเองเป็น แต่โชคร้ายที่หมอเจ้าของไข้ไล่เขากลับมาอย่างไม่ไยดี พร้อมยืนยันว่าสมองเขาปกติทุกอย่าง
ตลอดทางที่นั่งรถกลับจากโรงพยาบาลมายังโรงแรม ต่งเจิ้งหาวเอาแต่นั่งถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ถึงแม้ร่างกายจะฟื้นตัวจนหายดีแล้ว แต่มรสุมชีวิตที่เขาก่อไว้ยังคงกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
ทางสถานีตำรวจเพิ่งแจ้งมาว่าทำบันทึกปากคำเสร็จเรียบร้อย หลิวต้าฟู่เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดคงต้องเข้าไปนอนนับขาแมลงสาบในคุกจนแก่ตาย แต่ประเด็นสำคัญคือเงินก้อนโตที่เขาจ่ายออกไปแล้วนี่สิ มันหายวับไปกับสายลมและไม่มีวันได้คืน
เดิมทีต่งเจิ้งหาววาดฝันไว้สวยหรูว่าจะลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เงินทองงอกเงย เพราะตอนนี้สถานการณ์ในครอบครัวเปลี่ยนไป เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามีทายาทต้องดูแลเพิ่มจากหนึ่งคนกลายเป็นสามคน
ถ้าสมบัติมีน้อยแล้วตัวหารเยอะขึ้น ลูกๆ อาจจะมองว่าพ่อคนนี้ไร้ความสามารถ เขาจึงตั้งใจจะบริหารจัดการทรัพย์สินให้เพิ่มพูน แต่กลายเป็นว่ายังไม่ทันเห็นกำไรสักหยวน ก็ขาดทุนยับเยินไปกว่าล้านหยวน
ไอ้ที่ขาดทุนก็คือหินดิบกองโตที่เขาหลงเชื่อคำยุยงของหลิวต้าฟู่จนหน้ามืดตามัวรูดบัตรซื้อมานั่นแหละ ตอนนั้นสมองคงหยุดสั่งการไปชั่วคราวถึงได้กล้าจ่ายเงินก้อนโตขนาดนั้น พอมองย้อนกลับไปตอนนี้ถึงได้รู้ว่าตัวเองเดินเข้าปากเสือชัดๆ
ยังนับว่าโชคดีที่บัตรใบนั้นมีวงเงินจำกัดอยู่แค่นั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงได้กระอักเลือดตายเพราะความเสียดายเงินแน่
พอกลับมาถึงห้องพักในโรงแรม หินเจ้าปัญหาก็ยังคงกองสงบนิ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้า ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
ต่งเจิ้งหาวนั่งกอดเข่าจ้องมองก้อนหินพวกนั้นอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายก็ยังตัดใจยอมรับความสูญเสียไม่ได้ เขาจึงยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนคนหนึ่ง ให้ช่วยแนะนำร้านรับผ่าหินฝีมือดีในปักกิ่ง กะว่าจะไปวัดดวงให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย
เจียงหลีเห็นสามีกำลังเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกก็เหลือบตามองด้วยสายตารู้ทัน
“พาพวกเด็กๆ ทั้งสามคนไปด้วย”
“จะพาไปทำไมให้วุ่นวาย สถานที่แบบนั้นคนร้อยพ่อพันแม่ อันตรายจะตาย” ต่งเจิ้งหาวแย้งเสียงอ่อย
“ลูกๆ ของคุณยังพึ่งพาได้มากกว่าตัวคุณเสียอีก อย่างน้อยพวกแกก็ช่วยห้ามไม่ให้คุณใช้เงินมั่วซั่วได้” พูดจบเจียงหลีก็ไม่รอช้า ปรี่เข้าไปค้นตัวสามีทันที เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและกางเกง พลิกหาอยู่พักใหญ่จนเจอบัตรเครดิตสองใบ
เธอโยนบัตรพวกนั้นไปให้หลิ่วมู่มู่ที่นั่งอยู่บนโซฟา แล้วเปลี่ยนสีหน้าจากนางยักษ์เป็นนางฟ้าใจดีในชั่วพริบตา “มู่มู่ หนูเก็บมรดกพวกนี้ไว้นะลูก อยากได้อะไรก็รูดซื้อเลย ไม่ต้องเกรงใจ อย่าให้พ่อเราเอาไปผลาญเล่นเชียว”
เจียงหลีเรียนรู้แล้วว่า การให้เงินต่งเจิ้งหาวถือไว้ สู้เอาไปให้หลิ่วมู่มู่ใช้ยังจะเกิดประโยชน์กว่า อย่างน้อยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ลูกสาวเลี้ยงคนนี้ยังเป็นที่พึ่งให้เธอได้ ดีกว่าสามีเฮงซวยที่วันๆ เอาแต่ขู่จะหย่าเป็นไหนๆ
ต่งเจิ้งหาวมองดูบัตรเครดิตของตัวเองถูกยึดไปต่อหน้าต่อตาด้วยความร้าวรานใจ ได้แต่ยืนถอนหายใจฟึดฟัดแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากทวงคืน
สุดท้ายเขาก็จำต้องพาลูกทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังร้านผ่าหินตามที่ตั้งใจไว้ เถ้าแก่ร้านได้รับคำแนะนำฝากฝังจากเพื่อนมาล่วงหน้าแล้ว จึงมายืนรอต้อนรับลูกค้ากิตติมศักดิ์อยู่ที่หน้าประตูด้วยรอยยิ้มการค้า
พอเห็นต่งเจิ้งหาวขนหินออกมาวางกองเป็นภูเขาเลากาบนโต๊ะ เถ้าแก่ก็เริ่มหยิบหินขึ้นมาส่องดูทีละก้อนอย่างละเอียด พลิกซ้ายพลิกขวา ส่องไฟฉายเพ่งดูเนื้อใน สุดท้ายจากหินกองโต ก็มีเพียงก้อนเดียวที่ถูกคัดแยกออกมาวางไว้อีกฝั่ง
ต่งเจิ้งหาวถามด้วยน้ำเสียงมีความหวังระคนหวั่นใจ “เถ้าแก่... มีแค่ก้อนนี้ก้อนเดียวเหรอที่น่าลุ้น”
เถ้าแก่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบตามตรง “ครับคุณลูกค้า ในกองนี้มีแค่ก้อนนี้แหละครับที่คุ้มค่าเปิดดู ผิวหินสวยใช้ได้ ไม่โปร่งแสงมากนัก แต่ดูจากลักษณะแล้วเป็นหินจากบ่อเก่า พอลุ้นได้ครับ”
ความจริงกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง เงินล้านกว่าหยวนที่เสียไป สุดท้ายเหลือมูลค่าแค่หินก้อนเดียวที่หนักไม่ถึงหนึ่งจิน
[จบบท]