บทที่ 231: คนกันเอง
ตอนนี้ความกังวลเพียงอย่างเดียวของตระกูลหวังคือท่าทีที่ดูจะทุ่มสุดตัวจนเกินงาม พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่างานนี้มีโอกาสสำเร็จสูงลิ่ว ผิดกับหวังอวี้เสวียนที่เป็นคนต้นเรื่อง เธอกลับไม่มีความมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ผู้เป็นแม่สังเกตเห็นสีหน้ากังวลของลูกสาวจึงหัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องคิดมากหรอกลูก บรรดาลูกสาวหลานสาวจากตระกูลต่างๆ ถูกคุณนายเยียนคัดตัวจนครบหมดแล้ว แต่เยียนซิวไม่ถูกใจใครสักคน"
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ "เพราะงั้นต่อให้การดูตัวครั้งนี้ล้มเหลว พวกเราตระกูลหวังก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร ถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าฟลุคสำเร็จขึ้นมา นั่นคือกำไรมหาศาล"
ในฐานะที่เธอเองก็เป็นนักพยากรณ์ การทนายดวงชะตาของคนที่มีสายเลือดเดียวกันมักเกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่ายเป็นทุนเดิม ยิ่งอีกฝ่ายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ศาสตร์เสวียนหรือคนในวงการเดียวกัน ความแม่นยำก็จะยิ่งลดฮวบ
ช่วงนี้เธอพยายามผูกดวงคำนวณเนื้อคู่ให้ลูกสาวอยู่หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ออกมาคลุมเครือ ไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้
สองแม่ลูกตระกูลหวังเดินคุยกันนำหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตว่าสองสาวที่เดินตามหลังมาอย่างหลิ่วมู่มู่และต่งเยว่นั้นเริ่มชะลอฝีเท้าลงจนระยะห่างเพิ่มมากขึ้น
ต่งเยว่อาจไม่เข้าใจเรื่องตระกูลใหญ่พวกนั้นมากนัก แต่หูของเธอก็ไวพอที่จะจับใจความได้ว่าสองแม่ลูกคู่หน้ากำลังพูดถึง "ตระกูลเยียน" และบังเอิญเหลือเกินที่เธอรู้ดีว่าแฟนหนุ่มของพี่สาวชื่อ "เยียนซิว"
เด็กสาวหันขวับไปมองหน้าพี่สาวทันที เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของหลิ่วมู่มู่ เธอก็สังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
"พี่คะ..." ต่งเยว่กระซิบเสียงเบา
"เมื่อกี้พี่ได้ยินไหม เขาพูดถึง..."
คำว่า "แฟนพี่" ถูกกลืนลงคอไปอย่างยากลำบาก เพราะเกรงว่าคนข้างหน้าจะได้ยิน
หลิ่วมู่มู่พยักหน้า "อืม น่าจะใช่"
ต่งเยว่เบิกตากว้างขึ้นอีกนิด "แล้วพี่จะเอายังไงคะ จะโทรไปถามพี่เขาหน่อยไหม เผื่อว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด"
"ไม่ต้องหรอก" หลิ่วมู่มู่ตอบกลับด้วยท่าทีปกติ
ในเมื่อสองแม่ลูกนั่นบอกเองว่าวันนี้เยียนซิวก็จะมาที่นี่ด้วย ยังไงซะวันนี้เธอก็ต้องได้เจอตัวเป็นๆ ของเขาอยู่แล้ว จะโทรไปถามตอนนี้ให้เสียเวลาทำไม
อีกอย่าง เรื่องที่เธอจะมาร่วมงานประมูลการกุศลในวันนี้ เยียนซิวก็รู้เรื่องจากปากเธอตั้งสองสามวันแล้ว เขาเองต่างหากที่ไม่ยอมบอกเธอว่าจะมางานนี้ด้วย แต่ก็นั่นแหละ พอถึงเวลาเธอก็รู้อยู่ดี
ยอมรับตามตรงว่าแวบแรกที่ได้ยินบทสนทนาของสองแม่ลูกตระกูลหวัง หลิ่วมู่มู่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย ผู้หญิงคนไหนบ้างจะชอบใจเวลาได้ยินคนอื่นวางแผนจะจับคู่ดูตัวกับแฟนตัวเอง แต่ความขุ่นเคืองนั้นก็อยู่ไม่นาน เพียงครู่เดียวก็จางหายไป
ถ้าเยียนซิวมีความคิดจะไปดูตัวหาเมียใหม่จริงๆ คนฉลาดอย่างเขาคงไม่เลือกมาทำในสถานที่แบบนี้ แถมยังเป็นงานที่รู้ทั้งรู้ว่าเธอจะมาร่วมด้วย
เธอค่อนข้างมั่นใจในสายตาของตัวเองที่เลือกคบผู้ชายคนนี้ และมั่นใจในนิสัยรวมถึงสติปัญญาของเยียนซิวว่าเขาไม่ใช่คนโง่ที่จะหาเรื่องใส่ตัว
หลิ่วมู่มู่ดึงสติตัวเองกลับมา แล้วเดินตามสองคนข้างหน้าต่อไป จนกระทั่งมาถึงห้องจัดเลี้ยงขนาดเล็กที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับงานนี้
ประตูบานใหญ่เปิดกว้างเผยให้เห็นบรรยากาศด้านใน บนโต๊ะยาวปูด้วยผ้าสีขาวสะอาดตา เต็มไปด้วยขนมหน้าตาน่าทานและเครื่องดื่มหลากสีสันคัดสรรมาจากทั่วสารทิศ ส่งกลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก
ภายในห้องจัดเลี้ยงมีชุดโซฟาและเก้าอี้กระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ เพื่อให้แขกได้นั่งพักผ่อน และยังมีโต๊ะกลมอีกหลายตัวที่มีกลุ่มคนนั่งล้อมวงกันอยู่ บางโต๊ะเริ่มหยิบเหรียญหรืออุปกรณ์เสี่ยงทายออกมาสาธิตวิชากันแล้ว
งานรวมตัวของเหล่านักพยากรณ์ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนงานเลี้ยงทั่วไป
หลิ่วมู่มู่กวาดตามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องหลุดยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่า แม้กระทั่งหมอนอิงบนโซฟายังถูกออกแบบให้เป็นรูปทรงเหรียญกษาปณ์โบราณ ช่างเข้ากับธีมงานเสียจริง
แขกเหรื่อในงานมีทั้งที่คุ้นหน้าคุ้นตาและที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส เมื่อเจอหัวข้อที่สนใจตรงกัน การสนทนาก็ยิ่งลื่นไหล มีการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับและประสบการณ์กันอย่างคึกคัก
อันที่จริงวงการนักพยากรณ์ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรนัก คนส่วนใหญ่ในงานนี้ล้วนรู้จักมักจี่กันมานาน มีเพียงหลิ่วมู่มู่ที่เป็นหน้าใหม่เพิ่งก้าวขาเข้ามาในวงการได้ไม่นาน จึงดูแปลกแยกและไม่รู้จักใครเลยสักคน
หญิงสาวพาต่งเยว่เดินวนดูรอบงานหนึ่งรอบ ก่อนจะหยุดชิมขนมอบรสพริกเกลือไปสองชิ้น รสชาติเค็มๆ มันๆ อร่อยจนต้องพยักหน้ายอมรับ
ทว่าสิ่งที่หลิ่วมู่มู่ไม่ได้สังเกตเลยก็คือ นับตั้งแต่วินาทีที่เท้าของเธอก้าวเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง สายตาหลายคู่ต่างลอบมองมาที่เธอเป็นจุดเดียว
ในวงการที่คนหน้าเดิมๆ วนเวียนมาเจอกันตลอด การปรากฏตัวของเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ไม่คุ้นหน้า ย่อมดึงดูดความสนใจและความสงสัยใคร่รู้ของผู้คนได้เป็นอย่างดี
เริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบถามไถ่กันแล้วว่า "แม่หนูคนนั้นเป็นลูกหลานบ้านไหน" แต่น่าเสียดายที่ถามกันไปมาจนทั่วงาน ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้
ขณะที่หลิ่วมู่มู่และต่งเยว่กำลังยืนพิจารณาว่าน้ำผลไม้ในโหลแก้วสีสวยนั้นคือน้ำอะไร จู่ๆ ที่หน้าประตูห้องจัดเลี้ยงก็ปรากฏร่างของชายชราวัยแปดสิบกว่าปีคนหนึ่ง
เขาสวมชุดเสื้อคอจีนแบบดั้งเดิม สวมรองเท้าผ้าเรียบง่าย เส้นผมบนศีรษะขาวโพลนดุจหิมะ ข้างกายมีชายหนุ่มหน้าตาคมคายวัยประมาณยี่สิบปีเดินประคองมาด้วย
ทันทีที่ชายชราก้าวเข้ามา บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป ผู้คนต่างพากันลุกขึ้นและเดินเข้าไปทักทายอย่างนอบน้อม
"ประธานซุน สวัสดีครับ"
"คุณอาซุน สบายดีนะครับ"
สรรพนามเรียกขานแตกต่างกันไปตามลำดับอาวุโส แต่ทุกเสียงล้วนเปี่ยมไปด้วยความเคารพ
ซุนปู้เจวี๋ยยิ้มร่า ทักทายตอบทุกคนอย่างเป็นกันเอง รอจนกระทั่งฝูงชนที่ห้อมล้อมเริ่มซาลง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ สายตาสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของเด็กสาวในชุดขาวที่กำลังเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำองุ่น
ซุนเหยียนที่เดินตามหลังมาเห็นปู่ของตัวเองจู่ๆ ก็เร่งฝีเท้าเดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย ก็อดสงสัยไม่ได้
"คุณปู่ครับ?"
เขานึกว่าปู่เจอเพื่อนเก่ารุ่นลายครามที่ไหน แต่ที่ไหนได้ ปู่ของเขากลับเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังเด็กสาวสองคน แล้วยื่นมือเหี่ยวย่นไปตบไหล่เด็กสาวในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีขาวเบาๆ หนึ่งที
และที่ทำให้ซุนเหยียนต้องอ้าปากค้างคือ พอเด็กสาวคนนั้นทำท่าจะหันกลับมา ปู่ของเขากลับกระโดดหลบฉากไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งอย่างคล่องแคล่วราวกับเด็กซุกซน
เขาติดตามดูแลปู่มานานขนาดนี้ สาบานได้เลยว่าไม่เคยเห็นปู่ทำตัวร่าเริงเป็นเด็กๆ แบบนี้มาก่อน
ฝ่ายหลิ่วมู่มู่ที่ถูกสะกิดไหล่ พอหันขวับไปมองด้านหลังกลับพบแต่ความว่างเปล่า ด้วยสัญชาตญาณไหวพริบ เธอรีบหันขวับไปอีกทางทันที แล้วก็จ๊ะเอ๋เข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มของซุนปู้เจวี๋ยที่กำลังหัวเราะคิกคัก
"คุณปู่ซุน!" หลิ่วมู่มู่ฉีกยิ้มกว้างทันทีที่เห็นหน้าชายชรา
คุณปู่ซุนท่านนี้เป็นเพื่อนสนิทของปู่เธอ ป้ายนักพยากรณ์ประจำตัวเธอก็ได้ท่านเป็นคนจัดการส่งมาให้ ก่อนจะมางานเลี้ยงในวันนี้ เธอก็แอบหวังลึกๆ ว่าจะได้เจอกับท่านที่นี่
ซุนปู้เจวี๋ยเองก็ดีใจจนตาหยีราวกับได้เจอหลานสาวในไส้ เขารีบชวนคุยอย่างออกรส "ไม่ได้เจอกันตั้งสองปี โตเป็นสาวแล้วนี่เรา ปีนี้มู่มู่อายุยี่สิบเอ็ดแล้วใช่ไหม ตอนนี้เรียนที่ไหนล่ะลูก"
"เรียนที่ชิ่งเฉิงค่ะ เปิดเทอมนี้ก็ขึ้นปีสองแล้ว" หลิ่วมู่มู่ตอบเสียงใส ก่อนจะแกล้งทำหน้ามุ่ยบ่นกระปอดกระแปด
"คุณปู่ซุนคะ ไม่รู้เหรอคะว่าการจำอายุผู้หญิงได้แม่นยำขนาดนี้ มันเสียมารยาทนะ"
ซุนปู้เจวี๋ยหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างชอบใจ ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกหลานชายแล้วแนะนำให้รู้จัก "มาๆ นี่หลานชายปู่เอง ชื่อซุนเหยียน อายุมากกว่าหนูปีหนึ่ง หนูต้องเรียกเขาว่าพี่นะ"
ซุนเหยียนส่งยิ้มสุภาพพร้อมพยักหน้าให้หลิ่วมู่มู่ เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง น่าจะสูงราวร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร ผิวสีเข้มแดดดูสุขภาพดี หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แววตาดูฉลาดและจริงใจ เป็นประเภทที่มองแล้วสบายตาไม่น่ารังเกียจ
หลิ่วมู่มู่ยิ้มตอบตามมารยาท แต่แทนที่จะเรียกเขาว่าพี่ตามคำแนะนำ เธอกลับหันไปย้อนซุนปู้เจวี๋ยด้วยแววตาซุกซน "ปู่ของหนูอายุน้อยกว่าคุณปู่ตั้งปีหนึ่ง หนูก็ไม่เห็นปู่หนูเรียกคุณปู่ว่าพี่เลยนี่คะ"
ชายชราทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ แกล้งทำเป็นขึงขัง "เจ้าเด็กคนนี้... พวกเรานับความเป็นพี่เป็นน้องด้วยความสามารถโว้ย ปู่รู้จักกับปู่ของหนูมาสี่สิบกว่าปี มีตั้งยี่สิบปีที่มันต้องเรียกปู่ว่าพี่ หนูแค่เกิดไม่ทันได้ยินต่างหาก"
หลิ่วมู่มู่เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ "หนูก็มีความสามารถเหมือนกันนะคะ"
"โอ้โฮ พูดจาใหญ่โตแบบนี้ แสดงว่าฝีมือการเขย่ากว้าพัฒนาขึ้นแล้วสิท่า" ซุนปู้เจวี๋ยไม่ใช่เพิ่งรู้จักหลิ่วมู่มู่วันสองวัน เขาเทียวไปเทียวมาหาเพื่อนเก่าทุกๆ สองสามปี มีหรือจะไม่รู้นิสัยและฝีมือของหลานสาวตัวแสบคนนี้
ฝีมือการเขย่ากว้าของหลิ่วมู่มู่น่ะเหรอ... บอกได้คำเดียวว่า ต่อให้เทพเซียนลงมาเห็นก็ยังต้องกุมขมับส่ายหน้าหนี
"แน่นอนสิคะ ถ้าคุณปู่ไม่เชื่อ เดี๋ยวหนูเขย่าให้ดูตรงนี้เลย คุณปู่จะได้สัมผัสความแม่นยำด้วยตัวเอง" ว่าแล้วหลิ่วมู่มู่ก็ทำท่าจะเปิดกระเป๋าสะพายใบเล็กที่พกติดตัวมา เตรียมจะควักอุปกรณ์ทำมาหากินออกมาโชว์ของ
"หยุด! อย่าเชียวนะ!" ซุนปู้เจวี๋ยรีบยกมือห้ามเป็นพัลวัน หน้าตาตื่นตระหนกเหมือนเห็นผี
"ปล่อยปู่ไปเถอะแม่คุณ คราวก่อนหนูเขย่ากว้าทีนึง เล่นเอาปู่แทบจะไปเฝ้ายมบาล ปู่ซุนคนนี้ยังอยากมีชีวิตอยู่ดูโลกต่อนานๆ อีกสักสองสามปี หัวใจคนแก่มันบาง รับความตื่นเต้นระทึกขวัญแบบนั้นไม่ไหวหรอก!"
[จบบท]