บทที่ 248: อำลา
เดิมทีเยียนซิววางแผนเอาไว้ว่า ทันทีที่ส่งมอบเบาะแสทั้งหมดให้กับเยียนหลิงเสร็จเรียบร้อย เขาจะบินกลับเมืองชิ่งเฉิงทันที แต่ยิ่งสืบลึกลงไป
ปมปริศนากลับยิ่งขมวดแน่นขึ้น เรื่องราวไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเคลื่อนไหวของตระกูลฉี แต่กลับมีร่องรอยของ ‘ญาณเทพ’ เข้ามาพัวพันด้วย สัญชาตญาณบางอย่างเตือนเขาว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงเบื้องหลังคดีนี้ซับซ้อนและอันตรายกว่าที่ตาเห็น
เวลาผ่านไปร่วมสิบนาที กว่าเยียนหลิงจะเดินกลับเข้ามาในห้องด้วยท่าทางระรื่น ในอ้อมแขนประคองชามบะหมี่ที่เส้นอืดพองจนแทบจะล้นออกมา แต่เจ้าตัวกลับคีบเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ไม่นานนักเสียงแจ้งเตือนจากอุปกรณ์สื่อสารก็ดังขึ้น เป็นเอกสารสอบถามอย่างเป็นทางการจากสำนักงานใหญ่ เยียนซิวจัดการกรอกข้อมูลและส่งกลับไปอย่างรวดเร็ว ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนตามระเบียบ
เมื่อสะสางธุระทุกอย่างจบสิ้น เยียนซิวก็เตรียมตัวออกเดินทาง จังหวะนั้นเองปู่รองก็เดินออกมาพร้อมกล่องขนมในมือ ส่งให้เขาพลางกำชับด้วยน้ำเสียงอาทร
“นี่ขนมฝีมือปู่เอง เอาไปฝากแม่เราด้วย บอกเขาว่าอย่าโศกเศร้าจนเกินไปนัก”
เยียนซิวรับกล่องขนมมาถือไว้พร้อมรับคำสั้นๆ
เยียนหลิงเงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่ทั้งที่แก้มยังตุ่ย เอ่ยถามขึ้น “พี่จะเข้าไปกรมตำรวจกี่โมงคะ”
“บ่ายพรุ่งนี้” เยียนซิวตอบเสียงเรียบ
คิ้วของเยียนหลิงขมวดมุ่น “ทำไมต้องบ่ายคะ”
ชายหนุ่มกระชับกล่องขนมในมือ ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ทว่าคนฟังต้องกรอกตามองบน “มู่มู่จะกลับชิ่งเฉิงพรุ่งนี้ ฉันต้องไปส่งเธอก่อน”
เยียนหลิงที่จู่ๆ ก็ถูกยัดเยียดอาหารหมาคำโตจนจุกคอหอยได้แต่นิ่งงัน ตั้งแต่พี่ชายเปิดตัวคบหากับแฟนสาว ดูเหมือนเขาจะอัปเกรดทักษะการอวดแฟนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งตำรา
***
เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงห้านาที รถตู้ของโรงแรมแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าอาคารผู้โดยสารขาออกเพื่อส่งครอบครัวตระกูลต่ง ต่งเจิ้งหาวก้าวลงจากรถเป็นคนแรก สายตาปะทะเข้ากับร่างสูงของเยียนซิวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลทันที
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาอ่อนยืนโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผยบวกกับใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ทำให้ผู้คนที่เดินขวักไขว่ในสนามบินต่างพากันเหลียวหลังมองจนคอแทบเคล็ด
ในใจลึกๆ ต่งเจิ้งหาวก็ยอมรับว่าเยียนซิวเพียบพร้อมไปเสียทุกด้าน แต่ทว่า...คุณพ่อผู้หวงลูกสาวรีบสลัดความคิดชื่นชมทิ้งไป ความมีเหตุผลใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์นี้ เขามีอคติกับไอ้หนุ่มนี่เต็มประตู ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ขวางหูขวางตาไปหมด
เมื่อประตูรถเปิดออกและทุกคนทยอยลงมา เยียนซิวก็ก้าวเข้ามาหาพร้อมทักทายอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับคุณอา”
ต่งเจิ้งหาวทำเสียงฮึมฮัมในลำคอ ปรายตามองว่าที่ลูกเขยเพียงแวบเดียวแล้วรีบเบือนหน้าหนีทำเป็นสนใจนกหนู แต่พอผ่านไปอึดใจหนึ่ง เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะแสดงออกเย็นชาจนน่าเกลียดเกินไป จึงเอ่ยเสริมขึ้นมาลอยๆ
“มู่มู่หลับมาตลอดทาง เดี๋ยวก็คงลงมาแล้ว”
ทางด้านหลิ่วมู่มู่นั้นถูกต่งเยว่ปลุกให้ตื่นจากภวังค์ เธอหลับบนรถมานานกว่าครึ่งชั่วโมง สมองจึงยังมึนงงและร่างกายยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ ทันทีที่ถูกจูงมือลงจากรถและสายตาปรับโฟกัสได้ เธอก็เห็นเยียนซิวยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า
สำหรับหลิ่วมู่มู่ในเวลานี้ การเห็นเขาเปรียบเสมือนเห็นหมอนข้างใบโปรด เธอเดินโงนเงนเข้าไปสวมกอดเอวสอบของเขาไว้แน่น ซบหน้าลงกับแผ่นอกกว้าง แล้วหลับตาลงอีกครั้งอย่างสบายใจ
ต่งเจิ้งหาวที่ยืนกอดอกดูฉากหวานแหววอยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกคันคอขึ้นมาตะหงิดๆ เขาแกล้งส่งเสียงไอโขลกขลกดังลั่น หวังจะใช้เสียงรบกวนคลื่นความรักให้ทั้งคู่ผละออกจากกัน
แต่ปฏิบัติการขัดขวางยังไม่ทันสัมฤทธิ์ผล ปากที่กำลังอ้ากว้างของต่งเจิ้งหาวก็ถูกเจียงหลียัดยาอมแก้เจ็บคอเข้าไปอย่างแม่นยำ
กลิ่นมินต์ฉุนกึกผสมความเย็นจัดพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนน้ำตาแทบเล็ด ต่งเจิ้งหาวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ความเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วโพรงจมูก เขาเกลียดไอ้ยาอมบ้านี่ที่สุด!
ต่งเจิ้งหาวหันขวับไปถลึงตาใส่ภรรยาอย่างเอาเรื่อง “ทำอะไรของคุณเนี่ย!”
เจียงหลีจ้องกลับตาเขียวปั๊ด สวนกลับเสียงเข้ม “ถ้าคอไม่ดีก็ต้องรู้จักกินยา รีบไปช่วยลูกขนกระเป๋าเดี๋ยวนี้ มายืนทำตัวเกะกะลูกตาชาวบ้านอยู่ได้”
ต่งเจิ้งหาวพยายามจะแย้งว่าเขาไม่ได้เกะกะสักหน่อย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากก็ถูกเจียงหลีดันหลังให้เดินออกไป เขาได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ จำใจเดินลากเท้าไปหากองกระเป๋าเดินทางด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
อีกฟากหนึ่งของความวุ่นวาย คู่รักที่ยืนกอดกันกลมดูเหมือนจะตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง เยียนซิวใช้ฝ่ามือลูบแก้มเนียนใสของหลิ่วมู่มู่เบาๆ ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม
“ยังง่วงอยู่อีกเหรอ”
หลิ่วมู่มู่ส่งเสียงครางงึมงำในลำคอ แขนเรียวรัดเอวเขาแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อย จมูกโด่งรั้นสูดกลิ่นหอมจางๆ ของชาขมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาเข้าปอด
เยียนซิวลองหยั่งเชิงถาม “วันนี้ไม่กลับได้ไหม อยู่ต่อที่นี่เป็นเพื่อนฉันก่อน”
หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นจากอกเขา แววตาเริ่มฉายแววตื่นเต็มตา “คุณไม่กลับชิ่งเฉิงพร้อมกันเหรอ”
เยียนซิวหลุบตาลงมองเธอ อธิบายเสียงเบา “คดีที่เยียนหลิงรับผิดชอบอยู่มันซับซ้อนกว่าที่คิด ฉันจะอยู่ช่วยทางนี้สักพัก จบคดีเมื่อไหร่จะรีบตามกลับไป”
จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มใช้ลูกล่อลูกชน เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ไม่อยากอยู่ต่อรอฉันเหรอ เดี๋ยวเปิดเทอมเรากลับพร้อมกันก็ได้”
คำตอบของหลิ่วมู่มู่รวดเร็วและชัดเจน “ไม่เอา”
เยียนซิวเดาะลิ้นอย่างขัดใจ เขาก้มหน้าลงจนหน้าผากแตะกับหน้าผากมนของเธอ กระซิบถามชิดริมฝีปาก “แล้วถ้าเธอคิดถึงฉันจะทำยังไง”
หลิ่วมู่มู่กลั้นยิ้มจนแก้มป่อง ตอบกลับอย่างยียวน “ก็แค่ปล่อยให้คิดถึงไปสิ”
คำตอบกำปั้นทุบดินนี้ไม่เป็นที่พอใจของชายหนุ่มนัก เขาเอียงใบหน้าเล็กน้อยหมายจะลงโทษคนปากแข็ง แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากจะได้สัมผัสกัน นิ้วเรียวของหลิ่วมู่มู่ก็ยกขึ้นมาแตะปิดปากเขาไว้เสียก่อน เธอกระซิบเตือนเสียงเบาหวิว
“พ่อฉันยืนจ้องตาเขียวปั๊ดอยู่ตรงนั้น คุณอย่าไปกระตุ้นต่อมโทสะเขาเลย”
เมื่อถูกขัดใจ เยียนซิวจึงคว้ามือข้างนั้นของเธอมาจูบย้ำๆ ลงบนหลังมืออย่างหมั่นเขี้ยวแทน แล้วถามเสียงพร่า “ห้ามฉันกระตุ้นเขา แล้วเธอมากระตุ้นฉันแทนหรือไง”
หญิงสาวเอื้อมมือไปลูบใบหน้าคมคายของแฟนหนุ่ม ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังหลอกล่อเด็กน้อย “คุณเป็นเด็กดีนะ ฉันรอคุณกลับมานะ”
น้ำเสียงและท่าทางของเธอในตอนนี้ ฟังดูไม่ต่างจากพวกหนุ่มเจ้าสำราญที่เพิ่งจะหว่านล้อมสาวน้อยสำเร็จแล้วเตรียมจะชิ่งหนีไปหาเหยื่อรายใหม่ แต่ถึงจะรู้ทัน เยียนซิวก็ยินยอมพร้อมใจให้เธอหลอกอยู่ดี
ก่อนจะปล่อยเธอไป เยียนซิวไม่ลืมที่จะกำชับทิ้งท้าย “ช่วงที่ฉันไม่อยู่ อย่าไปหาเรื่องแกล้งฟางชวนเขาล่ะ”
หลิ่วมู่มู่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “รู้แล้วน่า”
ขณะที่ทั้งคู่ยังคงพลอดรักกันหวานซึ้งจนมดแทบขึ้น ต่งเจิ้งหาวก็หันไปสะกิดต่งฉีลูกชายคนเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ไปบอกพี่สาวแกสิว่าได้เวลาแล้ว ต้องรีบไปผ่านจุดตรวจค้น”
ต่งฉียกกระเป๋าเดินทางใบสุดท้ายลงจากท้ายรถ พอได้ยินคำสั่งพ่อก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบนแล้วย้อนถาม “ทำไมพ่อไม่ไปบอกเองล่ะ”
ยังไม่ทันที่ต่งเจิ้งหาวจะตอบ ต่งฉีก็บ่นพึมพำกับตัวเองต่อ “พ่อก็รู้ว่าเจ๊แกเจ้าคิดเจ้าแค้นจะตาย ขืนผมเข้าไปขัดจังหวะ มีหวังโดนเจ๊หมายหัวแน่ แล้วพ่อก็คงไม่ช่วยผมด้วย”
ต่งเจิ้งหาวโมโหจนควันออกหู ตวาดกลับไป “แกกลัวจะล่วงเกินพี่สาว แต่ไม่กลัวจะล่วงเกินพ่อแกหรือไง”
ต่งฉีปรายตามองพ่อตัวเองแวบหนึ่ง แล้วตอบกลับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “พ่อช่วยสำเหนียกสถานะในบ้านของตัวเองหน่อยเถอะ ผมต้องกลัวเจ๊มากกว่าอยู่แล้ว!”
คำตอบที่แทงใจดำทำเอาต่งเจิ้งหาวของขึ้น ฟาดฝ่ามือลงบนหัวลูกชายตัวแสบดังเพียะ แต่ยังไม่ทันจะซ้ำ เจียงหลีก็ปัดมือสามีออกอย่างแรง แล้วดุเสียงเขียว
“ไม่มีอะไรทำหรือไง ไปตีหัวลูกทำไม”
ต่งฉีเห็นแม่กางปีกปกป้องก็รีบไปหลบหลังมารดา แล้วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พ่ออย่างผู้ชนะ แต่แล้วความดีใจก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของแม่ ที่บ่นต่งเจิ้งหาวต่อ
“แค่นี้เขาก็โง่จะแย่อยู่แล้ว ตบจนสมองเสื่อมขึ้นมา เงินค่าเรียนพิเศษหลายหมื่นที่เสียไปก็สูญเปล่ากันพอดี”
ชั่วขณะนั้นต่งฉีเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สรุปแม่ต้องการจะด่าพ่อ หรือตั้งใจจะหลอกด่าเขากันแน่
สุดท้ายคนที่กล้ารับบทหน่วยกล้าตายก็คือต่งเยว่ เธอเดินเข้าไปใกล้คู่รักที่ยังกอดกันไม่ปล่อย แล้วเอ่ยเตือนด้วยความเกรงใจ
“พี่คะ เวลาจวนตัวแล้ว ต้องเข้าไปเช็กอินแล้วค่ะ”
หลิ่วมู่มู่ได้ยินดังนั้นจึงยอมผละออกจากอ้อมกอดอุ่น เธอจับข้อมือซ้ายของเยียนซิว รูดแขนเสื้อเขาขึ้นเพื่อดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเครื่องออกแล้วจริงๆ เธอเขย่งปลายเท้าขึ้น จูบเบาๆ ที่ปลายคางของชายหนุ่มเป็นการทิ้งท้าย
“คุณกลับไปเถอะ ฉันไปแล้วนะ”
ทว่าเยียนซิวกลับคว้าข้อมือเธอไว้ ดึงตัวเธอกลับมาใกล้ๆ แล้วยืนยันหนักแน่น
“ฉันจะเดินไปส่งเธอจนถึงหน้าจุดตรวจค้นก่อน แล้วค่อยกลับ”
[จบบท]