บทที่ 262: คลื่นใต้น้ำ
ขั้นตอนการชำระล้าง ‘หนังสือหนังมนุษย์’ นั้นละเอียดอ่อนและโหดร้ายในคราวเดียวกัน
ทุกเจ็ดชั่วโมงจะต้องมีการทำพิธีเพื่อขัดเกลาและกำจัดเจตจำนงแปลกปลอมที่พยายามยึดครองอุปกรณ์มาร โดยต้องประคองให้ตัวหนังสือยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุด ไม่ให้บุบสลายแม้แต่น้อย
เพื่อเวลานี้... เธออดทนรอคอยและเตรียมการมาตลอดสามสิบปีเต็ม
ถ้อยคำที่ฉีปู้เหยียนเอ่ยกับหนังสือหนังมนุษย์ก่อนหน้านี้ หาใช่คำลวงหลอกเพื่อปลอบประโลม
ในอดีตการที่หนังสือหนังมนุษย์สามารถเล็ดลอดหนีออกจากเงื้อมมือของตระกูลฉีไปได้ แท้จริงแล้วเป็นหมากกระดานหนึ่งที่เธอจงใจวางไว้ ปล่อยให้มันหลุดรอดไปตามแผนที่วาดหวัง
ย้อนกลับไปในคราวที่ตระกูลฉีเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอจำต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อแลกกับการได้มองเห็น ‘ทางรอด’ เพียงริบหรี่ ซึ่งโอกาสนั้นจะมาถึงในอีกหลายสิบปีให้หลัง
ดังนั้นของอันตรายระดับหนังสือหนังมนุษย์ แทนที่จะเก็บไว้กับตัวให้เป็นภาระ เธอจึงเลือกที่จะปล่อยมันออกไปสู่โลกภายนอก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยไปตามเก็บกลับคืนมาก็ยังไม่สาย
แน่นอนว่าในตอนนั้น เธอสามารถบดขยี้เจตจำนงของมันให้แหลกสลายไปเลยก็ได้ แต่ระยะเวลารอคอยนั้นยาวนานเกินไป
เธอไม่กล้าเสี่ยงเดิมพันว่าหากปราศจากเจตจำนงคอยหล่อเลี้ยง พลังอำนาจของอุปกรณ์มารจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาหรือไม่ สู้ปล่อยเลี้ยงไว้แล้วค่อยมาจัดการตอนจะใช้งานจริงๆ แบบนี้แหละเหมาะเจาะที่สุด
ฉีเว่ยหมิงยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง โค้งตัวเล็กน้อยด้วยความเคารพขณะรายงาน “วันพรุ่งนี้ เจตจำนงที่ฝังรากอยู่ในหนังสือหนังมนุษย์จะถูกกำจัดจนหมดสิ้นครับ”
“อืม” ฉีปู้เหยียนรับคำในลำคอ ค่อยๆ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดทีละนิ้วอย่างเชื่องช้าทว่าประณีต
“ของที่ต้องใช้สำหรับวางค่ายกล เตรียมพร้อมหมดแล้วใช่ไหม”
“เรียบร้อยทุกอย่างครับ” ฉีเว่ยหมิงก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงเจือความลังเลเล็กน้อย
“แต่ดูเหมือน... หมิงเจาจะเข้าใจว่าท่านตั้งใจจะวางค่ายกลที่นี่”
“ก็ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้นต่อไป” น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย ไม่บ่งบอกอารมณ์
ต่อให้เป็นหลานชายในไส้ ฉีปู้เหยียนก็ไม่เคยมีความไว้เนื้อเชื่อใจมอบให้เต็มร้อย หากต้องเลือกชั่งน้ำหนักระหว่างคนในตระกูล เธอกลับเลือกที่จะวางใจคนอย่างฉีเว่ยหมิงมากกว่าฉีหมิงเจาเสียอีก
เหมือนอย่างเรื่องที่ฉีเว่ยหมิงล่วงรู้ความลับว่าหลิ่วมู่มู่คือผู้มีญาณเทพ แต่เธอไม่มีทางยอมให้ความลับนี้ระแคะระคายไปถึงหูของฉีหมิงเจาเป็นอันขาด
***
เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาสี่โมงเย็น แดดร่มลมตก คุณนายเยียนก้าวลงจากรถยนต์คันหรู ในมือหิ้วปิ่นโตเก็บความร้อนใบกะทัดรัด มุ่งหน้าตรงไปยังตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาล
เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่เดินสวนออกมา
จั๋วเจียเยว่
ก่อนที่ตระกูลฉีจะเริ่มเคลื่อนไหวและเผยเจตนาไม่ดีต่อเยียนซิว ความสัมพันธ์ฉากหน้าระหว่างสองตระกูลถือว่ารักษามารยาทกันได้ดีในระดับหนึ่ง
คุณนายเยียนเคยไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ตระกูลฉีจัดขึ้นสองสามหน ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง
“คุณนายเยียน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ” จั๋วเจียเยว่หยุดฝีเท้า รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้า พร้อมพยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท
เมื่ออีกฝ่ายทักทายมาอย่างเป็นมิตร คุณนายเยียนจึงจำต้องหยุดเดินเพื่อรักษามารยาททางสังคม “ไม่ได้เจอกันนานเลยค่ะ คุณนายฉีมาตรวจร่างกายเหรอคะ”
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแวะมาปรึกษาผู้อำนวยการหลิวเรื่องพิธีสะเดาะเคราะห์น่ะ”
คำตอบนั้นทำเอาคุณนายเยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปกติการทักทายตามมารยาทมักจะจบด้วยคำตอบกว้างๆ แต่ทำไมคุณนายฉีถึงจงใจระบุรายละเอียดที่ดูจริงจังขนาดนี้
แต่เธอก็ไม่ได้อยากจะเสวนายืดเยื้อ กำลังจะเอ่ยปากขอตัวลา จู่ๆ จั๋วเจียเยว่ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“คุณนายเยียนมาเยี่ยมคุณชายเยียนสินะคะ?”
พอได้ยินชื่อลูกชาย แววตาที่เป็นมิตรตามมารยาทของคุณนายเยียนก็จางหายไป กลายเป็นความห่างเหินเย็นชาเข้ามาแทนที่ เธอพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้
จั๋วเจียเยว่ทำเป็นมองไม่เห็นกำแพงที่อีกฝ่ายก่อขึ้น เธอยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนหวาน “คุณคงยังไม่ทราบ... แฟนสาวของคุณชายเยียน คือลูกสาวของฉันเองค่ะ”
คิ้วเรียวของคุณนายเยียนขมวดเข้าหากันทันที จั๋วเจียเยว่รีบเสริมต่อ “แต่เด็กคนนั้นเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน เราก็มีเหตุให้ต้องแยกจากกัน ฉันเองก็เพิ่งจะได้กลับมาเจอแกอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง”
“คุณนายฉีต้องการจะพูดอะไร ก็พูดมาตรงๆ เถอะค่ะ” คุณนายเยียนตัดบท แม้เธอจะยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องแฟนสาวของลูกชายมากนัก แต่สัญชาตญาณบอกว่าจั๋วเจียเยว่คงไม่ลงทุนกุเรื่องขึ้นมาเพียงเพื่อปั่นหัวเธอเล่นแน่
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่คิดว่าในฐานะคนเป็นแม่เหมือนกัน มีบางเรื่องที่ฉันควรบอกให้คุณนายเยียนรับรู้ไว้...” จั๋วเจียเยว่เว้นจังหวะ แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ
“ลูกสาวของฉันคนนั้น... ดวงชะตาแกแข็งมาก เป็นดวงพิฆาตคนใกล้ชิด ไม่ว่าญาติมิตรหรือคนรักมักจะได้รับผลกระทบ ขนาดฉันที่เป็นแม่แท้ๆ เจอกันแค่ไม่กี่หนยังเจอเรื่องไม่ดีเลย ได้ยินว่าแกคบหากับคุณชายเยียนมาพักใหญ่แล้วนี่คะ...”
จั๋วเจียเยว่ละประโยคท้ายไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่ความหมายที่สื่อออกมานั้นชัดเจนราวกับคมมีด
“ขอบคุณคุณนายฉีที่หวังดีมาเตือนนะคะ ฉันมีธุระ ขอตัวก่อน” แม้ใบหน้าของคุณนายเยียนจะยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่น้ำเสียงกลับห้วนสั้นลง และจังหวะก้าวเดินที่ผละจากไปก็ดูเร่งร้อนจนผิดสังเกต
“เชิญค่ะ เดินทางดีๆ นะคะ” จั๋วเจียเยว่ยืนกอดอกมองแผ่นหลังที่ห่างออกไป มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย คุณนายเยียนชะงักฝีเท้า มองลอดกระจกเข้าไปเห็นลูกชายที่ยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ความกังวลผสมความโกรธแล่นพล่านในอก
เธอหันขวับเดินเลี้ยวเข้าไปในห้องพักผ่อนสำหรับญาติที่อยู่ติดกัน
ปัง!
เสียงปิ่นโตกระแทกกับโต๊ะดังสนั่น เยียนไป๋เหวินที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยความตกใจ “เป็นอะไรคุณ ใครไปกวนโมโหเข้าล่ะ”
คุณนายเยียนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามสามี จ้องหน้าเขาเขม็งแล้วถามเสียงเย็น “เรื่องแฟนของเยียนซิว... คุณรู้เรื่องนี้มากแค่ไหน”
เยียนไป๋เหวินชะงักไปอึดใจหนึ่ง เขาไม่ตอบทันทีแต่วางเอกสารลงแล้วถามกลับอย่างระมัดระวัง “มีคนมาพูดอะไรกับคุณเหรอ”
“เมื่อกี้ตอนอยู่ข้างล่าง ฉันบังเอิญเจอคุณนายฉี” คุณนายเยียนกัดฟันพูด
“ถ้าเขาไม่พูด ฉันก็คงยังเป็นคนโง่ที่ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกสาวเขา”
เยียนไป๋เหวินนั่งเงียบ เขาอ่านอารมณ์ภรรยาออก เรื่องที่แฟนลูกชายเป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้เธอเดือดดาลขนาดนี้
“เขายังบอกฉันอีกว่า...” คุณนายเยียนเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ
“เด็กคนนั้นดวงกินผัว ตกฟากดวงพิฆาตคนรอบข้าง ใครอยู่ใกล้ก็มีแต่จะซวย”
เยียนไป๋เหวินขมวดคิ้วมุ่น “ยัยนั่นมาบอกคุณแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่”
“ฉันไม่สนหรอกว่าเขาจะมีแผนอะไร ฉันถามคุณคำเดียว เรื่องนี้จริงหรือเปล่า” คุณนายเยียนจ้องตาเขม็ง กดดันเอาคำตอบ
เยียนไป๋เหวินถอนหายใจ พยักหน้ายอมรับ “เรื่องจริง”
“เยียนไป๋เหวิน!” คุณนายเยียนลุกพรวดขึ้นชี้หน้าสามี มือไม้สั่นเทิ้ม
“คุณกะจะให้ฉันอกแตกตายหรือไง! มิน่าล่ะ... มิน่าช่วงนี้ตาซิวถึงได้เจอแต่อุบัติเหตุเจ็บตัวไม่เว้นวัน เรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้คุณยังกล้าปิดบังฉันอีกเหรอ ถ้าลูกเป็นอะไรไปขึ้นมา ฉันไม่เอาคุณไว้แน่!”
เยียนไป๋เหวินรีบลุกขึ้นรวบมือภรรยาไว้ บีบเบาๆ ให้เธอใจเย็นลง “ฟังผมก่อน เรื่องนี้ผมก็เพิ่งจะสืบรู้มาเหมือนกัน ยังไม่ทันได้หาจังหวะบอกคุณเลย”
คุณนายเยียนสะบัดมือออกแต่ก็ยอมยืนนิ่ง จ้องหน้าสามีอยู่พักใหญ่กว่าแววตาจะเริ่มอ่อนลง เธอรู้ดีว่าเยียนไป๋เหวินไม่ใช่คนที่จะโกหกเธอในเรื่องความเป็นความตายของลูก
“แล้วเด็กคนนั้นล่ะ ตอนนี้อยู่ไหน คุณติดต่อได้หรือยัง”
“เครื่องเพิ่งลงเมื่อกี้ ผมกะว่าจะไปคุยกับแกก่อนแล้วค่อยมาบอกคุณ”
“ไม่ต้อง คุณไม่ต้องไปแล้ว” คุณนายเยียนสูดหายใจลึก ตัดสินใจเด็ดขาด
“นัดสถานที่มา เดี๋ยวฉันจะไปเจอเด็กคนนั้นเอง”
เมื่อเห็นท่าทีเอาจริงเอาจังของภรรยา เยียนไป๋เหวินก็รู้ว่าป่วยการจะห้าม เขาจับไหล่เธอเบาๆ พูดเตือนสติ
“คุณใจเย็นๆ นะ เรื่องดวงชะตาของเด็กคนนั้น ผมเชื่อว่าเยียนซิวรู้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาลูกมันปิดเงียบไม่ยอมบอกคุณว่ามีแฟน ก็น่าจะเป็นเพราะกลัวคุณจะคิดมากเรื่องนี้นี่แหละ”
คุณนายเยียนผ่อนลมหายใจยาว ความตึงเครียดบนใบหน้าเริ่มคลายลง “คุณวางใจเถอะน่า ฉันไม่ไปรังแกเด็กหรอก”
ลูกชายของเธอมีนิสัยยังไงเธอรู้ดีที่สุด ถ้าลูกเลือกแล้ว แปลว่าต้องมีเหตุผล
ถึงแม้ในใจลึกๆ อดจะพาลโกรธไม่ได้ที่ลูกต้องมาเจ็บตัวเพราะเรื่องแบบนี้ แต่เธอก็เป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ใช่คนไร้เหตุผลที่จะไปอาละวาดลงกับเด็กตาดำๆ
คุณนายเยียนกำชับให้เยียนไป๋เหวินนัดหมายสถานที่เจอกันที่ร้านกาแฟเงียบๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่จองไว้ให้หลิ่วมู่มู่พัก
[จบบท]