บทที่ 269: เดิมพันด้วยโลหิต
“เธอกับมู่มู่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน การตัดสินใจแบบนี้มันดูวู่วามไปหน่อยไหม”
ซุนปู้เจวี๋ยพูดพลางวางถ้วยชาลง สายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลง
คำพูดที่จะขอแยกตัวออกจากตระกูลเยียน หลุดออกมาจากปากทายาทอันดับหนึ่งอย่างง่ายดายแบบนี้ ใครมันจะไปเชื่อลง
วัยรุ่นสมัยนี้ชอบพูดติดตลกประมาณว่า ‘ที่บ้านมีบัลลังก์ต้องกลับไปสืบทอด’ ซึ่งถ้าเทียบกันในวงการนักพยากรณ์และศาสตร์เร้นลับแล้ว
ตำแหน่งว่าที่ผู้นำตระกูลเยียน มันก็ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากฮ่องเต้ที่มีบัลลังก์รออยู่จริงๆ แล้วอยู่ดีๆ จะมาสละบัลลังก์เพราะผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ
“คุณปู่ไม่เชื่อเหรอครับ” เยียนซิวย้อนถาม น้ำเสียงนิ่งเรียบ
ซุนปู้เจวี๋ยกระตุกมุมปากยิ้มเยาะ ถ้าเขาเชื่อก็คงแก่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นานเสียเปล่าแล้ว
“ในเมื่อคุณปู่เชื่อเรื่องดวงชะตาฟ้าลิขิต ทำไมถึงไม่เชื่อว่าผมกับเธอเป็นคู่บุพเพที่ฟ้ากำหนดมาบ้างล่ะครับ”
“บุพเพอาละวาดสิไม่ว่า ใครทำนายให้พวกเธอ” ซุนปู้เจวี๋ยหลุดขำออกมาจนไหล่สั่น เขาหยิบกระดองเต่าโบราณขึ้นมาประคองไว้ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางกดทับลงไปอย่างชำนาญ ก่อนจะเริ่มเขย่า
เสียงเหรียญกระทบกระดองดังก้องกังวานเป็นจังหวะ เยียนซิวหลุบตาลงมองพื้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร
“มู่มู่ทำนายให้ครับ”
“...!” มือที่กำลังเขย่ากระดองเต่าชะงักไปจังหวะหนึ่ง
แกรก... แกรก... แกรก...
เหรียญทองแดงสามเหรียญถูกเทออกมาเรียงรายบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งทีละเหรียญจนครบหกครั้ง ซุนปู้เจวี๋ยจ้องมองเหรียญตรงหน้าแล้วเงยหน้ามองเยียนซิวด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก เหมือนคนเพิ่งกลืนยาขมลงคอ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงถอนหายใจเฮือกแล้วพูดว่า “ยัยหนูนั่นกล้าทำนาย เธอก็กล้าเชื่อเนอะ”
“มู่มู่มีพรสวรรค์มากนะครับ” เยียนซิวตอบกลับหน้าตาเฉย
“เหอๆ”
ซุนปู้เจวี๋ยทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ ในลำคอ ฝีมือการเขย่าเหรียญของหลิ่วมู่มู่นั้น... เอาเป็นว่านับถือหัวใจเยียนซิวจริงๆ ที่กล้าชมออกมาได้เต็มปากเต็มคำโดยหน้าไม่แดงสักนิด
โบราณว่าความรักทำให้คนตาบอด ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อแล้วว่าเยียนซิวคงรักหลิ่วมู่มู่แบบหัวปักหัวปำจริงๆ
หลังจากพิจารณาผลการทำนายจากเหรียญทั้งหกครั้ง ซุนปู้เจวี๋ยเริ่มขมวดคิ้ว นิ้วมือนับคำนวณยิกๆ ผ่านไปพักใหญ่ เขาค่อยๆ ยืดตัวตรง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม
“มีคลื่นรบกวนหนาแน่นมาก ปิดบังดวงชะตาไว้เกือบหมด ฉันทำนายได้แค่คร่าวๆ ว่าตอนนี้ตัวคนน่าจะอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ตำแหน่งของเธออยู่ไม่ไกลจากญาติที่มีสายเลือดเดียวกัน และข่าวดีคือ คนยังปลอดภัย”
ญาติทางสายเลือด?
เยียนซิวหรี่ตาลง ในหัวประมวลผลทันที... จั๋วเจียเยว่
ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่า ที่ซ่อนตัวของฉีปู้เหยียนอยู่ไม่ไกลจากบ้านบรรพบุรุษตระกูลฉี แต่ถึงจะรู้ทิศทางและพิกัดคร่าวๆ คำว่า ‘ไม่ไกล’ ในทางพยากรณ์มันกินพื้นที่กว้างขวางจนยากจะระบุจุดที่แน่นอน
ความคิดแล่นผ่านสมองไปอย่างรวดเร็ว เยียนซิวเงยหน้าขึ้นสบตาชายชรา “มีวิธีจำกัดวงให้แคบกว่านี้ไหมครับ”
ซุนปู้เจวี๋ยได้ยินคำถามนั้นก็ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัยชอบกล
“วิธีน่ะมีแน่นอน และจริงๆ แล้ววิธีนั้นไม่ต้องพึ่งพาคนแก่แบบฉันหรอก ระดับเธอที่เป็นผู้ฝึกตนน่าจะถนัดกว่าฉันด้วยซ้ำ”
พูดจบเขาก็รวบเหรียญห้าจักรพรรดิบนโต๊ะส่งคืนให้เยียนซิว พลางพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงแต่แฝงความนัย “การตามหาญาติทางสายเลือด... ขอแค่มี ‘เลือด’ ของญาติคนนั้นมากพอ ต่อให้มีค่ายกลหรืออะไรมาบังตา ก็ทะลวงได้หมด แต่ว่านะ...”
ซุนปู้เจวี๋ยหุบยิ้ม จ้องตาเยียนซิวเขม็ง
“เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ เธอต้องคิดให้รอบคอบ”
เยียนซิวรู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร แผนกสืบสวนคดีพิเศษมีกฎเหล็กระบุไว้ชัดเจน การใช้วิชาไสยเวทตามหาคนโดยใช้เลือดเป็นสื่อ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของเลือด และห้ามส่งผลกระทบถึงชีวิตเด็ดขาด
วิชานี้ทรงพลังจนสามารถเจาะทะลุสิ่งกีดขวางทางอาคมได้เกือบทุกชนิด แต่มันต้องแลกมาด้วยปริมาณเลือดที่มากพอสมควร ไม่ใช่แค่กรีดนิ้วหยดเดียวแล้วจบ มันจึงถูกจัดอยู่ในหมวดวิชาต้องห้ามกลายๆ
ปัญหาคือ พ่อแท้ๆ ของหลิ่วมู่มู่อยู่ไกลถึงเมืองชิ่งเฉิง การเดินทางไปกลับกินเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเวลานี้ทุกวินาทีมีค่า ส่วนแม่แท้ๆ อย่างจั๋วเจียเยว่นั้น แม้จะตัวอยู่ใกล้แค่เอื้อมในปักกิ่ง แต่ไม่มีทางที่หล่อนจะยอมมอบเลือดให้แน่
คำเตือนทิ้งท้ายของซุนปู้เจวี๋ยไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องกฎระเบียบหรือตำแหน่งที่ปรึกษาของเยียนซิว แต่มันหมายถึงสงครามระหว่างตระกูล
ถ้าเยียนซิวบุกไปรีดเลือดคนตระกูลฉี มันจะกลายเป็นการเปิดศึกใหญ่ แม้ตระกูลฉีจะตกต่ำลงไปมากจนเหมือนอูฐผอมโซ แต่ก็ยังเป็นอูฐที่ตัวใหญ่กว่าม้า ดีดทีเดียวก็เจ็บหนักได้
เยียนซิวสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย แววตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยว
“ขอบคุณท่านประธานที่ชี้แนะ”
“ไปเถอะๆ รีบไปจัดการธุระของเธอซะ ไว้ว่างๆ ก็ให้มู่มู่พามาเลี้ยงข้าวที่บ้านบ้างล่ะ” ซุนปู้เจวี๋ยโบกมือไล่ ไม่เอ่ยปากทวงค่าครูแม้แต่คำเดียว
เยียนซิวลุกขึ้นโค้งคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินจากไป
ซุนปู้เจวี๋ยลุกเดินไปเกาะขอบหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองดูแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ก้าวขึ้นรถไปอย่างรีบร้อน แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เผลอแป๊บเดียว ยัยหนูมู่มู่ก็มีความรักซะแล้ว... ตาเฒ่าหลิ่วเอ๊ย นายแอบเตรียมการอะไรไว้กันแน่เนี่ย ทิ้งหลานไว้แบบนี้ไม่ห่วงบ้างรึไง”
ภายในรถตู้สีดำคันหรู บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“พี่คะ ประธานซุนทำนายได้ไหม”
เยียนหลิงที่นั่งรออยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง รีบถามขึ้นทันทีที่พี่ชายปิดประตูรถ
เยียนซิวทำเหมือนน้องสาวเป็นธาตุอากาศ เขาหันไปถามเลขาคนสนิทที่นั่งอยู่เบาะหน้า “จั๋วเจียเยว่อยู่ที่ไหน”
เยียนเค่อปรับกระจกมองหลัง สบตาเจ้านายแล้วตอบทันที “เธอเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดครับ ไม่ได้ออกไปไหนเลย”
“เรียกคนของเรามาให้หมด” น้ำเสียงของเยียนซิวเย็นเยียบจนคนฟังขนลุก
“เราจะไปบ้านตระกูลฉี”
“ครับ?”
เยียนเค่อชะงัก เหมือนอยากจะแย้งอะไรบางอย่าง แต่พอเหลือบเห็นแววตาที่สงบนิ่งแต่คุกรุ่นไปด้วยไอสังหารของเยียนซิว เขาก็เลือกที่จะกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งการทันที
เยียนหลิงที่นั่งตัวลีบอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด
ไปบ้านตระกูลฉี?
พี่ชายเธอทำหน้าตาเหมือนยมทูตที่จะไปกวาดล้างบางตระกูลใครสักคนแบบนี้ ตกลงจะไปทำอะไรกันแน่! นี่มันบุกรุกเคหสถานชัดๆ หรืออาจจะร้ายแรงกว่านั้น!
เธอกระเถิบตัวหนีไปชิดประตูอีกฝั่ง มือไม้สั่นเทาขณะแอบล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า หวังจะส่งข่าวขอความช่วยเหลือ
“อย่าทำเรื่องไม่เข้าเรื่อง”
เสียงเรียบๆ ของเยียนซิวลอยมาเข้าหู ทำเอาเยียนหลิงสะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาป เธอค่อยๆ ดึงมือออกจากกระเป๋า แล้วยัดโทรศัพท์กลับลงไปอย่างไว
ตลอดเส้นทางมุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลฉี เยียนหลิงนั่งไม่ติดเบาะ กระวนกระวายใจเหมือนหนูติดจั่น ต่อให้วันนี้เธอรอดชีวิตกลับไปได้ พ่อต้องเอาเธอตายแน่ๆ ที่ปล่อยให้พี่ชายทำเรื่องบ้าบิ่นขนาดนี้
ขณะที่เธอกำลังสวดมนต์ขอพรพระเจ้า ช่วยส่งใครก็ได้มาหยุดพี่ชายที จู่ๆ รถตู้ก็เบรกเอี๊ยดจนตัวโยน
มีรถขบวนหนึ่งแล่นมาปาดหน้าขวางทางเอาไว้!
เยียนหลิงถอนหายใจเฮือก เอาหัวโขกกระจกรถอย่างหมดอาลัยตายอยาก อีกแค่ห้านาที... อีกแค่ห้านาทีก็จะถึงบ้านตระกูลฉีอยู่แล้วเชียว!
ประตูรถตู้ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของเยียนไป๋เหวิน ผู้เป็นพ่อที่ยืนหน้าทะมึนอยู่ข้างนอก เขาจ้องมองลูกชายที่ควรจะนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
สองพ่อลูกสบตากัน บรรยากาศรอบข้างพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที
“แกคิดจะไปทำบ้าอะไรที่บ้านตระกูลฉี!” เยียนไป๋เหวินตะคอกถามเสียงลอดไรฟัน
“ไม่ได้ทำอะไรครับ” เยียนซิวตอบกลับหน้าตาย
“แค่จะไปเยี่ยม ‘แม่’ ของแฟนผมหน่อย ผิดตรงไหน”
“เยียนซิว! เรื่องมันยังไม่ถึงขั้นนั้น!” ผู้เป็นพ่อตะวาดกลับ พยายามข่มอารมณ์
“ไม่ว่าแกจะสงสัยว่าตระกูลฉีทำอะไร หรือมั่นใจแค่ไหน แต่ตอนนี้แกไม่มีหลักฐาน แกจะผลีผลามไม่ได้ พ่อไม่อยากต้องถ่อไปเยี่ยมแกในคุกพิเศษหรอกนะ!”
เยียนซิวแค่นหัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ล้อมรถตู้เอาไว้ แล้วหันมาสบตาพ่อ
“ถ้าพ่อมีความสามารถขังผมไว้ได้ตลอดชีวิต... ก็ลองดูสิครับ”
เยียนไป๋เหวินกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ปกติลูกชายคนนี้สุขุมเยือกเย็น ไม่เคยสร้างปัญหาให้หนักใจ แต่บทจะพยศขึ้นมาที ก็เล่นเอาคนเป็นพ่อแทบกระอักเลือดตาย
เขาสููดหายใจเข้าลึกๆ หลายที พยายามเกลี้ยกล่อม “แกใจเย็นๆ ให้เวลาพ่อหน่อย พ่อสัญญาว่าจะตามหาคนให้เจอ”
เยียนซิวไม่ตอบ ก้าวลงจากรถมายืนประจันหน้ากับพ่อ ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้แรงกดดันปะทะกันอย่างรุนแรง
“ได้ครับ” เยียนซิวเอ่ยคำขาด
“คืนนี้... ก่อนสี่ทุ่ม ถ้าพ่อยังหาคนของผมไม่เจอ ผมจะจัดการด้วยวิธีของผมเอง”
“สี่ทุ่ม?” เยียนไป๋เหวินขมวดคิ้ว เวลามันกระชั้นชิดเกินไป แต่เมื่อเห็นแววตาที่ไม่มีคำว่าถอยของลูกชาย เขาก็จำใจต้องพยักหน้า
“ตกลง! ก่อนจะถึงเวลานั้น แกกลับบ้านไปซะ อย่าได้ก่อเรื่องอีก”
เยียนซิวยอมถอย แต่เขาทิ้งเยียนเค่อเอาไว้ช่วยงาน ซึ่งเยียนไป๋เหวินเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะรู้ดีว่าเยียนเค่อทำงานได้เรื่องที่สุด
ทว่า... แม้จะระดมกำลังพลและเส้นสายทั้งหมดของตระกูลเยียนออกตามหาพลิกแผ่นดิน ข้อมูลที่ได้กลับมาก็มีเพียงน้อยนิด
ทีมสืบสวนรายงานเข้ามาว่า เมื่อสองวันก่อน หลิ่วมู่มู่เคยมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านตระกูลฉีจริง แต่หลังจากนั้นเหมือนถูกพาตัวย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว
และนับจากวินาทีนั้น ก็ไม่มีใครพบร่องรอยของเธออีกเลย ซึ่งคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับเธอก็คือ ‘ฉีปู้เหยียน’ อาหญิงผู้อาภัพของตระกูลฉีนั่นเอง
เยียนไป๋เหวินถึงกับกุมขมับ เขาเชิญซินแสและหมอดูฝีมือดีหลายคนในปักกิ่งมาช่วยทำนายพิกัด แต่ฝีมือของคนพวกนั้นเทียบชั้นกับซุนปู้เจวี๋ยไม่ได้เลยสักนิด สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือสั่งให้คนปูพรมค้นหาตามทิศทางที่เยียนซิวบอกมาแบบตาบอดคลำช้าง
เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ เข็มนาฬิกาเดินเข้าใกล้เส้นตายสี่ทุ่มเข้าไปทุกที แต่เงาของหลิ่วมู่มู่ก็ยังหาไม่เจอ...
[จบบท]