บทที่ 273 ในอ้อมกอดดาวหายนะ
“รับทราบครับ ผมจะถอนกำลังเดี๋ยวนี้”
โจวขุยตอบรับวิทยุสื่อสารเสียงเข้ม เขาวางหูลงแล้วหันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมเคลื่อนย้าย แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าก็สาดเข้ามาตัดผ่านความมืดเสียก่อน รถเก๋งสีดำคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างอุกอาจขวางขบวนรถตำรวจเอาไว้
คิ้วหนาของโจวขุยขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิด เขาก้าวเท้าอาดๆ ตรงเข้าไปเตรียมจะไล่ตะเพิด แต่เมื่อประตูรถคันนั้นเปิดออก ร่างของชายชราท่าทางภูมิฐานก้าวลงมาพร้อมกับกลุ่มคนที่มีบุคลิกเคร่งขรึมดูไม่ธรรมดา
ผู้นำกลุ่มไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซุนปู้เจวี๋ย ประธานสมาคมนักพยากรณ์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าในแวดวงศาสตร์เสวียน
“ประธานซุน?” โจวขุยชะงักฝีเท้า ปรับน้ำเสียงให้สุภาพลงในทันทีแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย
“ดึกป่านนี้แล้ว มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้มาไกลขนาดนี้”
เขากวาดสายตามองเหล่านักพยากรณ์ชั้นนำด้านหลังซุนปู้เจวี๋ย คนพวกนี้ปกติเก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในปักกิ่ง เศรษฐีมีเงินถุงเงินถังจะจ้างยังยากแสนยาก แต่วันนี้กลับพร้อมใจกันออกมาเดินเพ่นพ่านในป่าเขารกทึบแบบนี้ เพราะเยียนซิวอย่างนั้นเหรอ
ตระกูลเยียนมีอิทธิพลต่อสมาคมนักพยากรณ์ถึงขนาดสั่งซ้ายหันขวาหันได้เชียวหรือ
ซุนปู้เจวี๋ยหัวเราะร่า ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มการค้า “จุดหมายปลายทางของพวกเราบังเอิญตรงกับรองอธิบดีโจวพอดี ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป อยากให้ท่านรองอธิบดีช่วยอำนวยความสะดวกนำทางให้พวกเราสักหน่อยจะได้ไหมครับ”
“เรื่องนี้...” โจวขุยชะงักไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว
“รองอธิบดีโจววางใจเถอะครับ พวกเราแค่ทำนายทิศทางบางอย่างได้ เลยอยากไปดูให้เห็นกับตา รับรองว่าจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สะดวกไหมครับ”
“สะดวกครับ สะดวกแน่นอน” โจวขุยตอบรับทันควัน
คนฉลาดต้องรู้จักยืดหยุ่นตามสถานการณ์ จะไปขัดใจปูชนียบุคคลพวกนี้ทำไม ให้เกียรติผู้ใหญ่เขาเรียกว่าเป็นมารยาททางสังคม ไม่ใช่การก้มหัวให้ใครเสียหน่อย
อีกอย่าง ถ้ามีคนพวกนี้ไปด้วย หากเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอะไรขึ้นมา ก็ยังมีคนรับมือ
***
บรรยากาศภายในถ้ำหินเย็นเยียบจนเสียดกระดูก สำหรับคนทั่วไปอาจรู้สึกเพียงแค่ความหนาวเหน็บที่ผิดปกติ แต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนและนักพยากรณ์ ภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านรกบนดิน
ไอสังหารสีดำทมิฬที่คนธรรมดามองไม่เห็นกำลังก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ โดยมีเยียนซิวเป็นจุดศูนย์กลาง รัศมีอำมหิตของมันพุ่งทะยานเสียดฟ้า ราวกับอสูรร้ายที่กำลังคำรามก้อง
เยียนซิวมีสีหน้าเรียบเฉย เขาใช้นิ้วชี้ข้างขวากรีดลงกลางฝ่ามือซ้ายเบาๆ ไม่ต้องออกแรงมาก ผิวเนื้อก็แยกออก เลือดสีแดงสดหยดลงสู่พื้นดินทีละหยด
ติ๋ง...
ทันทีที่โลหิตสัมผัสพื้นดิน ไอสังหารรอบบริเวณก็เหมือนฝูงปลาฉลามได้กลิ่นคาวเลือด มันเดือดพล่าน ม้วนตัว และก่อรูปร่างขึ้นใหม่ จากกลุ่มก้อนควันสีดำกลายเป็นงูยักษ์นับร้อยตัวที่มีดวงตาสีแดงฉาน
พวกมันพุ่งเข้าใส่ค่ายกลสลับวิญญาณเบื้องหน้าอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
งูทมิฬเหล่านี้ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไร้ซึ่งความกลัว แม้จะถูกพลังของค่ายกลกระแทกจนแตกสลายไปตัวแล้วตัวเล่า แต่ตัวใหม่ก็ผุดขึ้นมาแทนที่และพุ่งเข้าชนกำแพงที่มองไม่เห็นอย่างไม่ลดละ
ฉีปู้เหยียนที่ยืนอยู่กลางค่ายกลเริ่มหน้าซีดเผือด เธอไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป แม้ตำราโบราณจะระบุว่าค่ายกลนี้ไร้เทียมทาน แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ยิ่งคนที่กำลังบุกเข้ามาคือปีศาจในคราบมนุษย์อย่างเยียนซิว
หญิงวัยกลางคนเร่งจังหวะการท่องคาถา เสียงพึมพำของเธอดังถี่รัวขึ้น อุปกรณ์มารเบื้องหน้าสั่นระริกเหมือนรับรู้ถึงความเร่งด่วน มันเร่งความเร็วในการสูบกลืนพลังชีวิตจากเลือดของหลิ่วมู่มู่
ผลกระทบตกไปอยู่ที่หลิ่วมู่มู่ทันที เด็กสาวกรีดร้องไม่ออก เธอทรุดตัวลงกุมศีรษะที่ปวดร้าวราวกับจะระเบิด
ในสมองมีแต่เสียงสวดบริกรรมคาถาของฉีปู้เหยียนดังก้องซ้ำไปซ้ำมาจนสติเริ่มพร่าเลือน ความคิดความอ่านหยุดชะงัก โลกทั้งใบหมุนคว้าง เหลือเพียงความเจ็บปวดที่กัดกินไปทุกอณู
เมื่อท่อนสุดท้ายของบทสวดหลุดออกจากปาก ฉีปู้เหยียนรู้สึกตัวเบาหวิว ความรู้สึกของการที่วิญญาณกำลังจะหลุดลอยออกจากร่างตามที่บันทึกไว้ในหนังสือหนังมนุษย์ปรากฏขึ้นจริง ความปีติยินดีเริ่มฉายชัดในแววตา
ทว่ายังไม่ทันที่รอยยิ้มแห่งชัยชนะจะปรากฏเต็มใบหน้า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
เพล้ง!
เสียงเหมือนแก้วแตกดังขึ้นในมิติที่มองไม่เห็น หน้ากระดาษของหนังสือหนังมนุษย์ส่วนที่ดูดซับเลือดของหลิ่วมู่มู่ไปพลันแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ราวกับถูกคมมีดที่มองไม่เห็นตวัดตัดผ่านอย่างโหดเหี้ยม
ฉีปู้เหยียนเบิกตากว้าง มองดูยันต์สีทองขนาดมหึมาที่ลอยขึ้นมาจากร่างของหลิ่วมู่มู่ แสงสีทองสว่างจ้าห่อหุ้มเด็กสาวเอาไว้อย่างแน่นหนา
วินาทีต่อมา ฝูงงูไอสังหารของเยียนซิวก็พังทลายกำแพงค่ายกลเข้ามาได้สำเร็จ
ค่ายกลสลับวิญญาณ... ถูกทำลายแล้ว
จบกัน
ฉีปู้เหยียนถูกแรงสะท้อนกลับกระแทกจนกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างของเธอถูกไอสังหารตรึงไว้กับพื้นจนขยับไม่ได้ ในหัวมีเพียงคำว่า 'พังพินาศ' วนเวียนอยู่ซ้ำๆ
ทางด้านหลิ่วมู่มู่ แม้จะมองไม่เห็นเกราะยันต์สีทองที่คุ้มครองตัวเอง แต่เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บ ความเจ็บปวดในหัวค่อยๆ จางหายไป ราวกับถูกดึงขึ้นมาจากก้นบึ้งของความตายกลับคืนสู่โลกมนุษย์
เรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย เด็กสาวใช้มือที่เปื้อนคราบเลือดเปรอะเปื้อนยันพื้นดินอันเย็นเฉียบ ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทที่คุ้นตา
เยียนซิว...
ตอนที่ถูกคนร้ายจับตัวมา เธอไม่ร้องไห้สักแอะ ตอนที่เห็นค่ายกลเริ่มทำงานและรู้ว่าตัวเองอาจจะไม่รอด
เธอก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้ แต่พอเห็นใบหน้าของเยียนซิว กำแพงความเข้มแข็งที่สร้างไว้ก็พังทลายลง ความหวาดกลัวและความน้อยใจทั้งหมดพรั่งพรูออกมาเป็นน้ำตา
เยียนซิวสาวเท้าเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วรวบร่างเล็กที่โผเข้ามาหาเขาไว้อ้อมกอดอย่างแน่นหนา
“ทำไม... ทำไมคุณถึงเพิ่งมา” หลิ่วมู่มู่ซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของเขา ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร เสียงของเธออู้อี้ปนสะอื้น ฟังดูน่าสงสารจับใจ
“ฮือ... ทำไมมาช้าแบบนี้”
เยียนซิวไม่พูดแก้ตัวใดๆ เขาเพียงใช้ฝ่ามือลูบแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นเทาของเธออย่างทะนุถนอม ปลอบประโลมเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
“ฉันอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ... ฉันอยู่นี่แล้ว”
เขาพร่ำบอกประโยคเดิมซ้ำๆ จนกระทั่งเสียงสะอื้นของเด็กสาวเริ่มเบาลง
ผ่านไปพักใหญ่ หลิ่วมู่มู่ถึงค่อยสงบสติอารมณ์ได้ เธอผละออกจากอกเขาเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่บวมช้ำ จมูกแดงก่ำ บนแพขนตายังมีหยดน้ำตาเกาะพราว
เยียนซิวยกมือขึ้นตั้งใจจะเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มใส แต่ปฏิกิริยาของหลิ่วมู่มู่กลับทำให้มือของเขาชะงักค้างกลางอากาศ
เด็กสาวขยับตัวถอยหนีเล็กน้อยเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ มือที่เคยมือกำเสื้อสูทของเขาแน่นค่อยๆ คลายออก
“ฉัน...” หลิ่วมู่มู่หลุบตาลงมองพื้น ไม่กล้าสู้สายตาเขา
“คือ... พวกเรา...”
คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก ความทรงจำที่โรงพยาบาลย้อนกลับมา ตอนนั้นที่เยียนซิวนอนไม่ได้สติ เธอสามารถบอกเลิกเขาได้อย่างง่ายดาย แต่พอต้องมาพูดต่อหน้าเขาในยามที่เขามองเธออยู่แบบนี้ ลำคอกลับตีบตันจนพูดไม่ออก
ใจหนึ่งก็ไม่อยากพูด แต่อีกใจก็รู้ว่าสถานะระหว่างเธอกับเขามันเป็นไปไม่ได้ เธอเป็นแค่คนธรรมดา ส่วนเขาคือ...
ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเยียนซิวไล้ผ่านข้างแก้มไปทัดผมที่หูให้เธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้เธอขนลุกซู่ เขากระซิบถามเสียงนุ่ม “อยากพูดอะไร หืม?”
หลิ่วมู่มู่สูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ตั้งใจจะตัดบัวไม่ให้เหลือใย จบเรื่องราวความรักที่เป็นไปไม่ได้นี้เสียที แต่พอเงยหน้าขึ้นสบตา สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่ แต่เป็นดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
เขารู้อยู่แล้ว... เขารู้ว่าเธอจะพูดอะไร
สายตานั้นเหมือนหลุมดำที่ดูดกลืนทุกคำพูดของเธอหายไป หลิ่วมู่มู่ตัวแข็งทื่อ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ
ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เยียนซิวจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นของเธอ
“ช่างเถอะ”
สิ้นเสียงนั้น เขาก็ก้มลงประทับริมฝีปากลงบนปากของเธอทันที ไม่ใช่จูบที่นุ่มนวล แต่เป็นจูบที่ดุดัน รุนแรง และเต็มไปด้วยความต้องการครอบครอง เขาบดขยี้ริมฝีปากของเธอราวกับจะลงโทษและตักตวงทุกอย่างจากเธอไปจนหมดสิ้น
หลิ่วมู่มู่เบิกตากว้าง หายใจไม่ออกจนแทบจะขาดใจตายคาอกเขา มือเล็กจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเยียนซิวเพื่อประท้วง เลือดจากมือของเธอป้ายเปรอะชุดสูทราคาแพงของเขาจนเลอะเทอะไปหมด
กว่าเยียนซิวจะยอมถอนริมฝีปากออก หลิ่วมู่มู่ก็แข้งขาอ่อนแรงจนต้องเกาะเขาไว้เป็นหลักยึด เธอหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่
ความเศร้าโศกเสียใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความโกรธเกรี้ยวที่เกือบจะถูกจูบจนขาดอากาศหายใจตาย
ดวงตากลมโตของเธอถลึงมองเขาอย่างดุเดือด แทบจะมีไฟพุ่งออกมาเผาคนตรงหน้า
เยียนซิวไม่สะทกสะท้าน เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากล่างของตัวเองที่มีรสเลือดจางๆ จากการที่ถูกเธอกัดจนแตก มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่มีท่าทีสำนึกผิดแม้แต่น้อย
“คุณนี่มัน...” หลิ่วมู่มู่กำลังจะอ้าปากด่า
แต่ทว่า วินาทีต่อมา ความเจ็บปวดแปลบแล่นเข้ามาที่ท้ายทอย ภาพเบื้องหน้าดับวูบลง หลิ่วมู่มู่หมดสติไปในทันที
เยียนซิวประคองร่างที่ไร้สติของคนรักวางลงบนพื้นอย่างเบามือ จัดท่าทางให้เธอนอนสบายที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู
บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปในฉับพลัน จากชายหนุ่มคลั่งรักเมื่อครู่ กลายเป็นมัจจุราชผู้เย็นชา
ฉีปู้เหยียนที่นอนกองอยู่กับพื้นมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจน ความหวาดกลัวที่แท้จริงเริ่มเกาะกุมหัวใจ รูม่านตาของเธอหดเกร็งด้วยความตระหนก “แก... แกจะทำอะไร”
เยียนซิวปรายตามองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “วางใจเถอะ ฆ่าคนมันผิดกฎหมาย คุณไม่ตายด้วยมือผมหรอก”
เขาเดินข้ามร่างของเธอไปที่กลางค่ายกล แม้ค่ายกลจะถูกทำลายจนย่อยยับ แต่หนังสือหนังมนุษย์เล่มนั้นเสียหายเพียงบางส่วน
เยียนซิวหยิบมันขึ้นมาพิจารณา สัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณชั่วร้ายที่เคยสถิตอยู่ภายในได้สลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
เขาพลิกดูหนังสือในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาถามฉีปู้เหยียนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณเคยอ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไหม”
ฉีปู้เหยียนไม่เข้าใจเจตนาของเขา เธอมองเขาอย่างหวาดระแวง แต่แรงกดดันจากสายตานั้นทำให้เธอต้องยอมเปิดปากตอบ
“เคยสิ”
[จบบท]