บทที่ 274: สลับชะตา
“ค่ายกลแบบนี้ ผมเองก็พอจะเคยเห็นผ่านตามาบ้าง”
เยียนซิวหัวเราะในลำคอ แต่รอยยิ้มมุมปากกลับไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา มันแฝงความเยือกเย็นชนิดที่ทำให้คนมองหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก
ดวงตาข้างเดียวที่ยังใช้งานได้ของฉีปู้เหยียนเบิกโพลงจนแทบถลน ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อตระหนักได้ว่าสถานการณ์กำลังพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
เยียนซิวไม่ได้สนใจอาการตื่นตระหนกของหญิงวัยกลางคน เขาเดินอาดๆ ผ่านร่างของเธอตรงดิ่งไปยังแท่นพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างประณีต
สายตาคมกริบกวาดมองหินสะกดวิญญาณและรูปสลักหยกเนื้อดีที่วางเรียงรายอยู่ข้างแท่น พลางหยิบป้ายไม้สลักชื่อวันเดือนปีเกิดขึ้นมาพลิกดูเล่น ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ คล้ายพึงพอใจในผลงานศิลปะ
“เตรียมการได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบจริงๆ ของดีทั้งนั้นเลยนี่”
“แก... แกจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
เสียงของฉีปู้เหยียนกรีดร้องแหลมสูงจนฟังไม่ได้ศัพท์ เธอพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งราวกับถูกหินผาทับไว้ คนที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ตอนนี้ไม่ใช่หลิ่วมู่มู่เด็กสาวใสซื่อที่โดนวางยาจนสิ้นฤทธิ์
แต่เป็นเยียนซิว... ชายหนุ่มผู้แบกรับไอสังหารเข้มข้นมหาศาล และมีระดับฝีมือทางศาสตร์เร้นลับที่ลึกล้ำจนแม้แต่เธอก็ไม่อาจหยั่งถึง
เขาไม่จำเป็นต้องขยับนิ้วร่ายคาถาหรือใช้อาวุธเวทใดๆ เพียงแค่ปลดปล่อยไอสังหารที่อัดแน่นอยู่ในกายออกมา ก็เพียงพอที่จะกดทับร่างของเธอให้ตรึงอยู่กับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
เยียนซิวบรรจงวางหินสะกดวิญญาณลงในตำแหน่งที่ถูกต้องอย่างใจเย็น ท่วงท่าของเขาสง่างามราวกับกำลังจัดดอกไม้มากกว่ากำลังจะทำพิธีสลับวิญญาณ
จากนั้นเขาก็หยิบรูปสลักหินที่เป็นตัวแทนดวงชะตาของคนสองคนไปวางไว้ที่ปลายสุดของค่ายกลทั้งสองด้าน
ตำแหน่งหนึ่งตรงกับจุดที่ฉีปู้เหยียนนอนตัวสั่นงันงก ส่วนอีกตำแหน่งตรงกับร่างที่ไร้สติของหลิ่วมู่มู่ที่นอนอยู่กลางวงเวทย์
ทันใดนั้น ร่างของฉีปู้เหยียนก็ถูกกระแสไอสังหารที่มองไม่เห็นกระชากลากถูไปกับพื้นอย่างรุนแรงจนไปกองอยู่ฝั่งที่เคยเป็นตำแหน่งของเหยื่อ
ในขณะที่เยียนซิวเดินไปช้อนตัวหลิ่วมู่มู่ขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม แล้วค่อยๆ วางเธอลงในตำแหน่งที่เป็นของผู้กระทำพิธีแทนที่ฉีปู้เหยียน
สิ่งที่คนพวกนี้เรียกว่าการแลกชีวิตหรือสลับวิญญาณ แท้จริงแล้วโดยเนื้อแท้มันคือการปล้นชิงดวงชะตาของผู้อื่นมาเป็นของตน
กฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมย่อมทำงานเสมอ แรงสะท้อนกลับและความวิบัติทั้งหมดจะถูกโอนถ่ายไปสู่ผู้ที่ถูกวางไว้ในตำแหน่ง 'ผู้ถูกล่า' เพียงผู้เดียว
คนที่คิดค้นค่ายกลวิชาแบบนี้ขึ้นมาได้ต้องยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะในทางศาสตร์มืด แต่จิตใจคงต้องบิดเบี้ยวและอำมหิตผิดมนุษย์ไปมากโข
เยียนซิวทอดสายตามองฉีปู้เหยียนที่กำลังดิ้นรนร้องโหยหวนด้วยความทรมานจากการถูกไอสังหารกดทับ สีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับกำลังมองมดแมลงที่กำลังดิ้นรนหนีความตาย
“แก... แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ นี่มันผิดกฎหมาย! แกเป็นที่ปรึกษาของทางการไม่ใช่เหรอ! แผนกสืบสวนคดีพิเศษต้องไม่ปล่อยแกไว้แน่!”
ในยามจนตรอก ฉีปู้เหยียนกลับยกข้อกฎหมายที่ตัวเองละเมิดมาตลอดขึ้นมาอ้างหน้าตาเฉย ซึ่งมันฟังดูน่าสมเพชและน่าขันสิ้นดีในสายตาของชายหนุ่ม
“แน่นอนว่าผมทำได้” เยียนซิวตอบกลับเสียงเรียบ มุมปากยกยิ้มเย็น
“อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเป็นคนริเริ่มเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมสรรพขนาดนี้ ผมคงไม่มีวันคิดใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับใครหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มันเพื่อปกป้องเธอ... ดังนั้น ผมคงต้องขอบคุณความเสียสละของคุณจากใจจริง”
สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับหลิ่วมู่มู่ เขาไม่เคยมีช้อยส์ให้ต้องลังเล
ตั้งแต่วินาทีที่เขาตัดสินใจตกลงคบกับเธอ เขาก็ได้เลือกเส้นทางของตัวเองแล้วและไม่เคยคิดเสียใจหรือจะกลับคำ
แต่ฉีปู้เหยียนดันรนหาที่ เสนอหน้าเข้ามาแส่เอง เยียนซิวไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นพ่อพระผู้เปี่ยมเมตตา เขาอาจจะไม่ใช่คนประเภทที่จะไปไล่ทำร้ายใครก่อน แต่ในเมื่อมีคนเอาผลประโยชน์ก้อนโตมาประเคนให้ถึงที่ มีหรือที่เขาจะโง่พอที่จะปฏิเสธ
เมื่อแสงสว่างวาบสุดท้ายของค่ายกลสลับวิญญาณดับวูบลง บ่งบอกว่าพิธีกรรมได้สิ้นสุดแล้ว เสียงแตกหักดัง เพล้ง บาดหู รูปสลักหยกที่ผูกป้ายวันเกิดของหลิ่วมู่มู่เอาไว้ ซึ่งวางอยู่ด้านหลังฉีปู้เหยียน แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
ด้วยแรงสะท้อนกลับที่มองไม่เห็น ชิ้นส่วนหยกชิ้นหนึ่งกระเด็นพุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของฉีปู้เหยียนอย่างจัง แรงกระแทกนั้นส่งผลให้ร่างของเธอคะมำ หน้าผากโขกพื้นเสียงดัง ปึก แล้วแน่นิ่งสลบเหมือดไปทันที
ความซวยซ้ำซ้อนที่ดูเหมือนเรื่องบังเอิญแบบนี้ เคยเป็นเงาตามตัวหลิ่วมู่มู่มาตลอดหลายปีไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไร
แต่ทว่าวันนี้นับจากวินาทีนี้ไป... เจ้ากรรมนายเวรได้เปลี่ยนเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว
หลิ่วมู่มู่ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดตุบๆ ที่ต้นคอ เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งยกขึ้นนวดคลึงท้ายทอยตัวเองเบาๆ ดวงตากลมโตมองไปรอบๆ ด้วยความมึนงงสับสน
เธอจำได้ลางๆ ว่าเมื่อกี้เธอนอนอยู่อีกมุมหนึ่งไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงวาร์ปมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ หรือว่าเธอจะละเมอเดินมา?
“มองหาอะไรอยู่?” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง
หลิ่วมู่มู่สะดุ้งสุดตัวขนลุกซู่ หันขวับไปมองทันควัน ภาพชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ทำให้ความทรงจำก่อนหน้านี้ไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองฉากต่อฉาก... ใช่แล้ว! เยียนซิวนั่นเองที่สับสันคอเธอจนร่วง!
“คุณตีฉันสลบทำไมเนี่ย!” เธอโวยวายเสียงหลง
เยียนซิวไม่ได้ตอบคำถามกวนประสาทนั้น เขาเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เธออย่างใจเย็น ฝ่ามือใหญ่อบอุ่นวางทาบลงบนต้นคอขาวผ่องของหญิงสาว แล้วออกแรงบีบนวดให้อย่างเบามือ
“ยังเจ็บอยู่ไหม”
“เจ็บจะตายอยู่แล้ว!” หลิ่วมู่มู่ถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโหแกมงอน
“เจ็บสิดี จะได้จำแม่นๆ ครั้งหน้าจะได้ไม่พูดจาเหลวไหลอีก”
หลิ่วมู่มู่ที่เมื่อกี้ยังทำท่าจะแยกเขี้ยวใส่ พอเจอไม้นี้เข้าไปก็หดคอกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ ทันที เธอเบะปากบ่นงุ้งงิ้ง “ก็แม่ของคุณมาขอร้องฉันแทบตาย ส่วนคุณก็นอนเป็นผักไม่รู้เรื่องรู้ราว ฉันก็กลัวว่าดวงกินผัวของฉันจะทำให้คุณตายคาที่จริงๆ นี่นา”
“อืม... ฟังดูมีเหตุผลดีนะ” เยียนซิวพยักหน้าช้าๆ เหมือนจะคล้อยตาม
“เพราะงั้นเธอก็เลยตัดสินใจเองเออเอง ตัดบทจบความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว แล้วพอฉันฟื้นแล้วดั้นด้นมาตามหาเธอ เธอก็รีบโทรแจ้งตำรวจให้มาจับฉันทันทีเลยงั้นสิ?”
“ฉันรับปากพ่อแม่คุณไปแล้ว จะให้ทำไงได้ล่ะ” หลิ่วมู่มู่ก้มหน้างุด เถียงข้างๆ คูๆ ก็เธอเป็นคนรักษาคำพูดนี่นา ผิดตรงไหน
เยียนซิวเห็นท่าทางดื้อดึงน่าหมั่นเขี้ยวแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบปากเล็กๆ ที่ยื่นออกมานั่นเบาๆ “ฉันเคยบอกเธอเรื่องสภาพร่างกายของฉันไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
หลิ่วมู่มู่กระพริบตาปริบๆ พยักหน้าหงึกหงัก แน่นอนว่าเคยบอก
ในตัวของเยียนซิวมีไอสังหารที่รุนแรงมาก คนธรรมดาถ้าขืนอยู่ใกล้เขานานๆ มีหวังได้ซวยซ้ำซ้อนหรือเจ็บป่วยไร้สาเหตุ
ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างกำแพงกั้นตัวเองจากคนรอบข้าง แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างฟางชวน เขายังต้องเว้นระยะห่าง ไม่ค่อยไปสุงสิงด้วยนอกเวลางาน
แต่กฎเหล็กข้อนี้ใช้ไม่ได้กับหลิ่วมู่มู่ อาจเป็นเพราะดวงดาวหายนะในตัวเธอมันแข็งแกร่งเกินเบอร์ ถึงขั้นฟัดเหวี่ยงกับไอสังหารของเขาได้อย่างสูสี เธอเลยเหมือนมีภูมิคุ้มกันพิเศษ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องหยุมหยิมพวกนี้
“ฉันยังเคยบอกเธอด้วยว่า เพราะดวงชะตาของเธอมันสุดโต่งแบบกู้ไม่กลับนี่แหละ เราถึงเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุด”
“อ้อ... จำได้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะ”
“ก็หมายความว่า วันที่เธอไปเจอพ่อแม่ฉันน่ะ ถ้าสมองอันน้อยนิดของเธอรู้จักหมุนติ้วสักรอบ เธอคงไม่ถูกคำพูดพวกนั้นจูงจมูกเดินตามต้อยๆ แบบนี้หรอก แต่กลับกัน พ่อของฉันต่างหากที่ต้องมานั่งปวดหัว คิดหาวิธีรั้งตัวเธอไว้ให้อยู่กับฉันต่อ”
ตอนนั้นเขาแค่หมดสติเพราะผลกระทบทางพลัง ไม่ได้ตายซะหน่อย ทุกคนในครอบครัวรู้ดีว่าสถานการณ์มันยังไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นแตกหัก ถ้าดวงชะตาของหลิ่วมู่มู่จะฆ่าเขาได้จริงๆ เขาคงกลับบ้านเก่าไปตั้งแต่เดตแรกแล้ว
เรื่องพวกนี้ เยียนไป๋เหวินพ่อของเขารู้ดีอยู่เต็มอก แต่การลากตัวหลิ่วมู่มู่มาเป็นตัวตายตัวแทนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มันเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด
แถมยังถือโอกาสจับแยกพวกเขาออกจากกันเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต พ่อของเขาถึงได้ลงมือทำทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย สมกับเป็นนักธุรกิจเขี้ยวลากดินจริงๆ
มุมมองของเยียนซิวช่างล้ำลึกจนหลิ่วมู่มู่ตามไม่ทัน เธออ้าปากค้างด้วยความตะลึง
แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนี้นี่นา พ่อแม่ของเยียนซิวก็ไม่ได้ร้ายกาจเหมือนในละครหลังข่าวที่เอาเงินฟาดหัวแล้วไล่ตะเพิด พวกเขาแค่ขอร้องดีๆ ให้เธอเลิกยุ่งกับลูกชายเขา เธอจะใจแข็งปฏิเสธได้ยังไงไหว
หลิ่วมู่มู่คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดเสียงอ่อย “พ่อแม่คุณก็แค่เป็นห่วงคุณมากไปหน่อย”
อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่เคยคิดร้ายกับเธอ ต่างคนต่างจุดยืน หลิ่วมู่มู่เข้าใจและไม่คิดโกรธเคือง
“ฉันรู้” เยียนซิวถอนหายใจยาว พลางขยับตัวเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวอีกฝ่าย
“แต่อย่างน้อย เธอก็น่าจะยืนหยัดและบอกพวกเขาไปตรงๆ ว่าสำหรับเธอแล้ว ฉันสำคัญแค่ไหน”
“สำคัญแค่ไหนเหรอ” หลิ่วมู่มู่เงยหน้าขึ้นสบตา ขยับหน้าเข้าไปใกล้เยียนซิวจนปลายจมูกแทบชนกัน ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เยียนซิวโน้มใบหน้าลงมาแนบหน้าผากชนกับเธอ ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันและกัน ก่อนจะงับริมฝีปากล่างของเธอเบาๆ แล้วบดคลึงอย่างโหยหา เสียงพูดแผ่วเบาปนไปกับเสียงลมหายใจที่เริ่มหอบกระเส่า
“สำคัญขนาดที่ว่า... ถ้าเสียเธอไป ชาตินี้ทั้งชาติฉันคงต้องแก่ตายอย่างโดดเดี่ยวไร้คู่เคียง ห้ามบอกเลิกฉันอีกนะ เข้าใจไหม”
บรรยากาศกำลังหวานซึ้งจนมดแทบขึ้น แต่แล้วประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง!
ตอนที่โจวสิงนำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาในห้อง หลิ่วมู่มู่เพิ่งจะตั้งสติได้และผลักอกผู้ชายตรงหน้าออกไป ทำให้เธอรักษาความยางอายอันน้อยนิดเอาไว้ได้หวุดหวิด
เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าเมื่อเสี้ยววินาทีก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนกำลังนัวเนียทำอะไรกันอยู่ ได้ยินเพียงเสียงตะโกนก้องอย่างดุดันตามสไตล์ตำรวจตงฉินของโจวสิงดังลั่นห้อง
“เยียนซิว! คุณในฐานะที่ปรึกษาสำนักงานใหญ่ กลับทำผิดกฎหมายซะเอง...”
ทว่าเขายังเทศนาไม่ทันจบประโยค ซุนปู้เจวี๋ยที่วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาก็พุ่งเข้าชนจนโจวสิงกระเด็นเซถลาไปข้างทาง แล้วรีบจ้ำอ้าวตรงดิ่งเข้าไปหาหลิ่วมู่มู่ที่นั่งงงอยู่กลางค่ายกลด้วยความเป็นห่วง
“มู่มู่! หนูเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า!”
[จบบท]