บทที่ 276: เกราะ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่ที่ลากร่างของฉีปู้เหยียนออกไปค่อยๆ เบาลง แต่ความตึงเครียดบนดาดฟ้าตึกกลับไม่ได้จางหายไปตามเจ้าของร่างนั้น โจวขุย รองอธิบดีกรมตำรวจผู้มีอำนาจเต็มในค่ำคืนนี้ค่อยๆ เบนสายตาคมกริบมาหยุดอยู่ที่หลิ่วมู่มู่
สายตานั้นไม่ได้มีความเอ็นดูหรือเห็นใจ เป็นเพียงสายตาของนักล่าที่กำลังประเมินเหยื่อ
ในเมื่อเยียนซิวถึงขนาดยอมแลกเปลี่ยนดวงชะตากับ 'ญาณเทพ' อันล้ำค่าของตระกูลฉีเพื่อแลกชีวิตของเด็กสาวคนนี้
ก็ชัดเจนยิ่งกว่าเอาสปอตไลต์มาส่องว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งเพียงใด หลิ่วมู่มู่ในฐานะผู้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการสลับชะตาครั้งนี้ จะมาตีหน้าซื่อบอกว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงฟังไม่ขึ้น
ติดอยู่ตรงที่ว่า... สถานะและเบื้องหลังของแม่หนูคนนี้มันออกจะ 'ยุ่งยาก' เกินกว่าที่คิดไว้สักหน่อย
โจวขุยขมวดคิ้วเล็กน้อย ใจจริงเขาไม่อยากจะไปต่อปากต่อคำกับพวกตาแก่หนังเหนียวจากสมาคมนักพยากรณ์ให้เสียเวลาทำมาหากิน
แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่ ในเมื่อรับเผือกร้อนมาแล้วก็ต้องถือไว้ให้มั่น เขาจำต้องกลืนความรำคาญลงคอแล้วก้าวเท้าเดินหน้าเข้าไปหาซุนปู้เจวี๋ย
"ประธานซุน" โจวขุยเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงอำนาจ
"คดีในคืนนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงไปในหลายทิศทาง ตามระเบียบปฏิบัติแล้ว เราจำเป็นต้องเชิญตัวเด็กคนนี้กลับไปสอบสวนที่สำนักงานใหญ่ด้วย"
"คงจะไม่ได้หรอกครับท่านรองฯ" ซุนปู้เจวี๋ยตอบกลับทันที น้ำเสียงราบเรียบแต่ตัดบทอย่างเด็ดขาด
รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าของโจวขุยจางหายไปทันตา "นี่ท่านประธานซุนกำลังจะบอกว่า จะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างนั้นเหรอครับ"
"โอ้... แน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ สมาคมของเราเคารพกฎหมายเสมอ" ซุนปู้เจวี๋ยแย้มยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
"คุณจะพาตัวหลิ่วมู่มู่ไปก็ได้ ผมไม่ขัดข้อง แต่รบกวนช่วยนำ 'ใบสั่งการสอบสวน' ที่มีลายเซ็นของท่านอธิบดีกรมมาแสดงให้ผมเห็นก่อน"
"ต้องใช้คำสั่งท่านอธิบดีเชียวเหรอครับ?" โจวขุยแค่นหัวเราะในลำคอ ราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในรอบปี
"ผมไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่า แม่หนูหลิ่วคนนี้มีสถานะสูงส่งมาจากสวรรค์ชั้นไหน ถึงขนาดที่รองอธิบดีตัวเป็นๆ อย่างผมยังไม่มีสิทธิ์แตะต้อง หรือตัดสินใจเชิญตัวไปสอบปากคำไม่ได้"
"ก็ไม่ได้สูงส่งมาจากสวรรค์ชั้นไหนหรอกครับ เพียงแต่ว่า..." ซุนปู้เจวี๋ยลากเสียงยาวพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
"บนตัวของเธอมี 'ป้ายบูรพาจารย์' ของสมาคมนักพยากรณ์ติดตัวอยู่ ของสิ่งนี้เกี่ยวพันกับความลับขั้นสุดยอดของสมาคมเรา ผมคงปล่อยให้คุณพาตัวเธอไปในที่ที่เราดูแลไม่ได้ และยิ่งยอมให้ใครหน้าไหนมาตรวจสอบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด"
โจวขุยชะงักกึก สมองประมวลผลคำว่า 'ป้ายบูรพาจารย์' อย่างรวดเร็ว
เขาไม่ใช่คนไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ เขาเคยได้ยินตำนานเก่าแก่มาบ้าง ว่ากันว่าป้ายนักพยากรณ์ที่เห็นกันเกลื่อนเมืองทุกวันนี้
ก็เป็นเพียงของเลียนแบบที่ลดทอนอานุภาพมาจากป้ายบูรพาจารย์นี่แหละ และผู้ที่จะครอบครองของวิเศษชิ้นนี้ได้ ต้องเป็นถึงระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักหรือยอดคนเหนือคนเท่านั้น
แต่เพราะไม่เคยมีใครเห็นของจริงมาเป็นร้อยปี เขาจึงปักใจเชื่อมาตลอดว่ามันเป็นแค่นิทานหลอกเด็กในวงการหมอเดา
"นี่คุณกำลังล้อผมเล่นอยู่หรือเปล่า ประธานซุน"
"คนแก่อย่างผมจะเอาเวลาที่ไหนไปล้อเล่นกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองล่ะครับ" ซุนปู้เจวี๋ยตีหน้าขรึม
"ปู่แท้ๆ ของมู่มู่ชื่อเดิมคือ หลินเซียน อดีตปรมาจารย์ศาสตร์การทำนายที่เก่งกาจที่สุดในยุคนั้น ป้ายบูรพาจารย์เป็นสมบัติของเขา และเมื่อเขาสิ้นบุญ มันก็ถูกส่งต่อมายังหลานสาวเพียงคนเดียว... หลิ่วมู่มู่"
โจวขุยเป็นตำรวจมาทั้งชีวิต เขาจับพิรุธและหาช่องโหว่ได้ไวกว่าหายใจเข้า "งั้นก็สวยเลยสิครับ” “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ป้ายบูรพาจารย์เดิมทีไม่ใช่ของหลิ่วมู่มู่โดยชอบธรรม งั้นพวกคุณก็แค่ถอดมันออกมาเก็บไว้ แล้วผมก็พาตัวคนไปสอบสวน วิน-วินทั้งสองฝ่าย ไม่เห็นจะยาก"
ซุนปู้เจวี๋ยส่ายหน้าช้าๆ ทำท่าเหมือนครูที่กำลังสอนเด็กหัวทึบ "ท่านรองฯ เข้าใจผิดแล้ว ป้ายบูรพาจารย์ไม่ใช่เครื่องประดับ”
“แต่มันมีจิตวิญญาณ มันเลือกนายของมันเอง เว้นเสียแต่ว่าเจ้าของจะหมดลมหายใจ ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ยอมเปลี่ยนมือไปหาใครหน้าไหนทั้งสิ้น"
"แต่ผมได้ยินมาหนาหูนะว่า ป้ายบูรพาจารย์ที่ว่าเนี่ย มันจะเลือกเฉพาะนักพยากรณ์ที่เก่งกาจที่สุดเท่านั้นไม่ใช่เหรอ" โจวขุยแย้งทันควัน พลางปรายตามองเด็กสาวที่ยืนเงียบอยู่
"แม่หนูนี่... ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่ปรมาจารย์"
"ถูกต้องครับ ข้อมูลของคุณแม่นยำมาก" ซุนปู้เจวี๋ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะยิ้มกว้างจนตาหยีแล้วทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่ลงกลางวงสนทนา
"ฝีมือการทำนายของมู่มู่นั้นบอกตามตรงว่า... ห่วยแตกบรม แต่ทว่า... เธอคือผู้ครอบครอง 'ญาณเทพ'"
โจวขุย "..."
ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาทันที ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียงโลกทั้งใบ
เขารู้ทันทีว่าโดนตาแก่เจ้าเล่ห์นี่เล่นงานเข้าให้แล้ว การที่พวกไม้ใกล้ฝั่งระดับผู้อาวุโสยอมถ่อสังขารฝ่าลมหนาวออกมากลางดึกแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลระดับคอขาดบาดตายแน่ๆ
ญาณเทพ... เนตรสวรรค์...
แถมยังเป็นญาณเทพที่อายุน้อยและมีแบ็กอัปใหญ่อย่างสมาคมนักพยากรณ์คอยหนุนหลัง! พวกตาแก่นี่เก็บความลับเก่งยิ่งกว่าตู้เซฟธนาคาร กว่าจะยอมเปิดไพ่ใบนี้ออกมา ก็ตอนที่เกมกำลังจะจบ
โจวขุยเม้มปากแน่น เขาไม่ได้โง่พอที่จะเอาหน้าที่การงานไปแลกกับการงัดข้อกับ 'ญาณเทพ' ที่เป็นสมบัติล้ำค่าของวงการไสยเวท
แม้หลิ่วมู่มู่จะเป็นผู้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ แต่ในอีกมุมเธอก็คือผู้เสียหาย การจะดึงดันเอาตัวเธอไปรังแต่จะสร้างศัตรูที่น่ากลัว
หลังจากคำนวณผลได้ผลเสียในหัวเสร็จสรรพ โจวขุยก็พยักหน้าช้าๆ "ในเมื่อเป็นแบบนั้น ผมก็จะไม่รบกวนแล้ว ผมจะกลับไปรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ท่านอธิบดีทราบเอง"
เขาหันกลับไปมองเยียนซิวแวบหนึ่ง นึกขอบคุณในใจที่อย่างน้อยคุณชายตระกูลเยียนก็ไม่ได้อาละวาดหรือสร้างเรื่องปวดหัวเพิ่ม ยอมเดินตามลูกน้องเขาไปแต่โดยดี
"เยียนซิว..." หลิ่วมู่มู่ที่ยืนเงียบมาตลอดรีบส่งเสียงเรียกเมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังจะถูกคุมตัวไป แววตาของเธอฉายชัดถึงความกังวล
"ไม่ต้องห่วง ผมไม่เป็นไร" เยียนซิวหันกลับมาส่งสายตาที่สื่อความหมายว่า 'ทุกอย่างจะเรียบร้อย' ให้เธอ ก่อนจะหันไปค้อมศีรษะให้ซุนปู้เจวี๋ยเล็กน้อย
"ประธานซุน... มู่มู่รบกวนฝากคุุณดูแลด้วยนะครับ"
ซุนปู้เจวี๋ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น มองส่งแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินจากไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่
เมื่อคล้อยหลังกลุ่มตำรวจ ซุนปู้เจวี๋ยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกมือลูบศีรษะหลิ่วมู่มู่เบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"วางใจเถอะนังหนู เรื่องคืนนี้ตระกูลฉีเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เยียนซิวไม่ได้วางแผนทำร้ายใครล่วงหน้า ยังไงเสียทางตำรวจเขาก็ต้องพิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบที่สุด"
ไม่ใช่แค่เพราะเยียนซิวมีนามสกุล 'เยียน' คุ้มหัว แต่เพราะเรื่องนี้ดันมี 'หลิ่วมู่มู่' เข้ามาพัวพันด้วยต่างหาก
ขั้วอำนาจในสำนักงานใหญ่นั้นยุ่งเหยิงยิ่งกว่าใยแมงมุม มีทั้งคนที่จ้องจะเลียแข้งเลียขาตระกูลเยียนและคนที่จ้องจะเหยียบย่ำซ้ำเติม
แต่ไม่ว่าใครจะคิดยังไง ทันทีที่มีชื่อของ 'ญาณเทพ' ปรากฏในสำนวนคดี แถมสมาคมนักพยากรณ์ยังออกโรงปกป้องสุดตัวแบบนี้ พวกเบื้องบนก็คงต้องรีบหาทางลงสวยๆ ให้เรื่องนี้จบโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ไฟลามทุ่ง
"หนูพอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ" หลิ่วมู่มู่ถามเสียงเครือ
"หนูไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของหนูตอนนี้คือกลับบ้านไปพักผ่อนกับปู่ ให้หมอดูแลแผลที่มือให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องของเยียนซิว... ปล่อยให้ตระกูลเยียนเขาแสดงฝีมือจัดการเอง"
ตระกูลใหญ่ที่ยืนหยัดในวงการมานานขนาดนั้น เรื่องแค่นี้จัดการได้สบาย แต่อาจจะต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเองบ้างก็เท่านั้น
ซุนปู้เจวี๋ยผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนผมขาวโพลน คำพูดที่หนักแน่นของเขาเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่รดลงบนใจที่ร้อนรุ่มของหลิ่วมู่มู่ให้สงบลง
บนดาดฟ้ายังมีเจ้าหน้าที่แผนกพิสูจน์หลักฐานทำงานกันวุ่นวาย ส่วนหลิ่วมู่มู่เดินลงมาจากตึกพร้อมกับซุนปู้เจวี๋ยและเหล่านักพยากรณ์อาวุโส ตลอดทางเดินไม่มีใครกล้าเข้ามาขวางทาง แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่แอบลอบมองมา
ก็นั่นมัน 'ญาณเทพ' ตัวเป็นๆ เลยนะ แถมยังเด็กขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่อยากชะโงกหน้ามาดูให้เป็นบุญตา
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซุน บรรยากาศผ่อนคลายลง หลิ่วมู่มู่ที่เก็บความสงสัยมาตลอดทางจึงเอ่ยถามขึ้น "ปู่ซุนคะ ไอ้ป้ายบูรพาจารย์ที่ปู่พูดกับตำรวจเมื่อกี้มันคืออะไรเหรอคะ ทำไมหนูไม่เคยได้ยินปู่หลิ่วพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย"
ซุนปู้เจวี๋ยทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางตอบด้วยใบหน้าตายด้าน "หนูไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลกหรอก เพราะปู่เพิ่งจะแต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาหลอกพวกมันสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้เอง"
หลิ่วมู่มู่อ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน "ตะ...แต่งเรื่อง? ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยคะ"
"ถ้าไม่สร้างเรื่องหลอกพวกมัน หนูคงโดนลากตัวไปสอบสวนยันเช้าแน่ๆ แล้วถ้าพวกเขารู้ว่าหนูเป็นญาณเทพที่ไม่มีไม้กันหมา คิดเหรอว่าเขาจะปล่อยหนูออกมาง่ายๆ"
วงการนี้มันเถื่อน ใครกำปั้นใหญ่กว่าคนนั้นก็คือกฎหมาย
ญาณเทพที่ไม่มีขุมกำลังหนุนหลัง เปรียบเสมือนเด็กถือทองเดินกลางตลาด ยังไงก็เป็นเหยื่ออันโอชะที่สำนักงานใหญ่อยากจะงับเก็บไว้ใช้งาน
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เธอถูกผูกติดไว้กับสมาคมนักพยากรณ์ด้วยคำว่า 'ป้ายบูรพาจารย์' ถ้าสำนักงานใหญ่คิดจะแตะต้องเธอ ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีว่าคุ้มที่จะงัดข้อกับสมาคมหรือไม่
รอให้เธอปีกกล้าขาแข็งกว่านี้ สร้างบารมีและเส้นสายของตัวเองได้เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นต่อให้ใครอยากจะทำอะไรเธอ ก็คงต้องข้ามศพคนครึ่งวงการไปก่อน
"แต่จะว่าไป ที่ปู่พูดก็ไม่ได้โกหกไปซะทั้งหมดหรอกนะ" ซุนปู้เจวี๋ยเห็นสีหน้าตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกของเด็กสาวก็หลุดขำออกมา
"ตำนานเล่าว่าป้ายบูรพาจารย์เป็นอาวุธเวททรงพลังที่ช่วยคุ้มครองนักพยากรณ์ ต่อมาคนรุ่นหลังถึงได้คิดค้นแผนผังยันต์ แล้วดัดแปลงมาสร้างเป็นป้ายนักพยากรณ์พกพาแบบที่ใช้กันทุกวันนี้…”
“แต่ในสมัยโบราณ ปรมาจารย์ที่เก่งกาจระดับตำนานมักจะใช้น้ำหมึกสูตรลับเฉพาะ วาดแผนผังยันต์ลงบนผิวหนังของลูกหลานโดยตรงเพื่อคุ้มครองชีวิต น่าเสียดายที่วิธีผสมหมึกนั้นสาบสูญไปนานแล้ว... แต่บนตัวหนูน่ะ มีอยู่หนึ่งอัน"
"อ้าว ไหนว่าสาบสูญไปแล้วไงคะ"
"พวกตระกูลเก่าแก่ระดับนั้น เขาก็มักจะมีของดีเก็บซ่อนไว้ก้นหีบเสมอนั่นแหละ ปู่ของหนูเขามีวิธีหามาจนได้ ดูเหมือนว่าจะไปรีดไถมาจากตระกูลเยียนเสียด้วยสิ" พูดถึงตรงนี้ ซุนปู้เจวี๋ยก็หัวเราะออกมาเบาๆ แววตาเป็นประกายชอบใจ
"หนูกับเจ้าหนุ่มตระกูลเยียนคนนั้น ดูท่าจะมีวาสนาต่อกันจริงๆ ตั้งแต่รุ่นปู่ยันรุ่นหลานเชียว"
"หนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย..." หลิ่วมู่มู่นิ่งอึ้งไป มือเผลอลูบแขนตัวเองเบาๆ นึกไม่ถึงว่านอกจากป้ายนักพยากรณ์แล้ว ปู่หลิ่วผู้ล่วงลับยังทิ้งเกราะป้องกันภัยชั้นยอดไว้บนเนื้อตัวเธอโดยที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน
[จบบท]