บทที่ 28: เลือดในขวดโหล
จานหุยเทียนเงยหน้าขึ้นมามองเธอแวบหนึ่งด้วยสายตาที่ดูแปลกๆ แต่จานนีกลับไม่ทันได้สังเกตเห็นอะไร เธอกลืนปาท่องโก๋ชิ้นสุดท้ายในปากลงไปขณะที่ในหัวยังคงสับสนวุ่นวาย จนเผลอหลุดปากถามออกไปโดยไม่ทันระวังตัว
“พี่คะ หลายปีมานี้พ่อดีกับพี่ไหม”
พอถามออกไปแล้วเธอก็รู้สึกว่าคำถามนี้มันออกจะน่าขำ พ่อต้องดีกับพี่ชายแน่นอนอยู่แล้ว เพราะตอนที่พ่อกับแม่หย่ากัน พ่อเลือกเอาแค่พี่ชายไปด้วย ปล่อยให้เธอกับแม่ต้องใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาๆ
ขณะที่พ่อกับพี่ชายกลับได้วนเวียนอยู่ในงานเลี้ยงหรูหราที่เต็มไปด้วยเสียงแก้วเหล้ากระทบกัน ขนาดเธออยากได้จักรยานสักคันยังต้องพยายามสอบให้ได้คะแนนดีๆ เพื่อแลกมันมา
แต่ในโรงรถของพี่ชายกลับมีรถหรูราคาแพงจอดเรียงกันเป็นแถว... หรืออาจเป็นเพราะว่าพ่อไม่เคยใส่ใจเธอเลย ถึงได้ทำกับเธอแบบนี้
จานนีจมอยู่ในโลกความคิดของตัวเองจนไม่ทันได้สังเกตเลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาจานหุยเทียนเอาแต่เงียบ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเธอแม้แต่คำเดียว
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ จานหุยเทียนก็ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบนห้องแล้วกลับลงมาพร้อมกับถือกุญแจรถในมือ ดูเหมือนว่าเขากำลังจะออกไปข้างนอก
จานนีจึงรีบเดินตามหลังเขาไป เธอมองตามเขาที่กำลังขับรถคันหนึ่งออกมาจากโรงรถ ตราสัญลักษณ์ของรถคันนี้เป็นรูปม้า ซึ่งแตกต่างจากตราสัญลักษณ์สีฟ้าขาวของรถคันเมื่อวาน
“มายืนอยู่ตรงนี้ทำไม” จานหุยเทียนจอดรถเทียบข้างๆ จานนีพลางเอ่ยถาม
“ฉันนัดกับเพื่อนเอาไว้ว่าจะเจอกันน่ะ พี่พอจะขับรถไปส่งฉันหน่อยได้ไหม” จานนีถามออกไปอย่างระมัดระวัง
“ขึ้นรถสิ” จานหุยเทียนตอบรับอย่างง่ายดาย
เขาขับรถไปส่งจานนีที่ร้านอาหารเช้าแห่งเดิมที่ทั้งสองคนเจอกันเมื่อวานนี้ แล้วจึงขับรถเลี้ยวกลับออกไปทันที ความจริงตอนที่จานนีตื่นเช้ามา เธอได้ส่งข้อความไปหาหลิ่วมู่มู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับข้อความตอบกลับมาเลย
ทว่าเธอเองก็ไม่กล้าที่จะอยู่บ้านคนเดียว จึงทำได้แค่มานั่งรอหลิ่วมู่มู่ที่ร้านอาหารเช้าแห่งนี้ รอจนกระทั่งแปดโมงกว่า ในที่สุดหลิ่วมู่มู่ก็ตอบข้อความเธอกลับมา แต่สิ่งที่ทำให้จานนีต้องผิดหวังก็คือ หลิ่วมู่มู่ปฏิเสธที่จะออกมาเจอหน้ากัน
จานนีจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ผ่านทางตัวอักษรส่งไปให้หลิ่วมู่มู่แทน เพราะในตอนนี้ คนเดียวที่เธอเชื่อใจก็มีแค่หลิ่วมู่มู่เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน หลิ่วมู่มู่ที่กำลังนั่งมองโทรศัพท์มือถืออยู่ในห้อง สภาพของเธอดูค่อนข้างน่าอนาถไม่น้อย เมื่อคืนนี้ตอนที่กำลังอาบน้ำ หัวดันไปกระแทกกับอ่างอาบน้ำจนหน้าคว่ำลงไป
เกือบจะทำให้ตัวเองจมน้ำตายคาอ่าง กว่าจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาได้ หน้าผากของเธอก็มีรอยบวมปูดขึ้นมาลูกหนึ่งซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ยุบลงไปเลย ไม่เพียงเท่านั้น บนข้อมือของเธอก็ยังมีผ้ากอซพันเอาไว้หลายรอบ
ซึ่งนี่เป็นแผลที่ได้มาเมื่อวานตอนที่เธอเข้าไปในครัวแล้วโดนมีดทำครัวบาดเอา นอกจากตัวของหลิ่วมู่มู่เองแล้ว ก็คงไม่มีใครรู้ว่าทำไมมีดทำครัวที่วางอยู่ดีๆ มันถึงตกลงมาบาดข้อมือของเธอได้พอดิบพอดี
ถึงแม้ว่าเธอจะอยากออกไปเจอจานนีมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตน้อยๆ ของตัวเองแล้ว เอาไว้รอให้ผ่านพ้นวันนี้ไปก่อนค่อยว่ากันใหม่คงจะดีกว่า
พอได้เห็นข้อความที่จานนีส่งมารัวๆ อารมณ์ของหลิ่วมู่มู่ก็พลันดีขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยอมเชื่อคำพูดของตัวเองแล้ว หายนะที่เธอต้องเจอในช่วงสองวันนี้ก็ไม่ถือว่าสูญเปล่า
“เมื่อคืนฉันเห็นพ่อเอาเลือดไปเทลงในแจกันใบนึง ฉันว่านั่นต้องเป็นเลือดที่ฉันโดนเจาะไปตอนตรวจร่างกายแน่ๆ พ่อคิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วฉันควรจะทำยังไงดีมู่มู่”
“การใช้เลือดของคนเทลงในภาชนะ โดยทั่วไปแล้วน่าจะเป็นพิธีกรรมบูชายัญอะไรสักอย่าง”
“พิธีแบบนี้มันต้องใช้เวลาทำต่อเนื่องสักระยะหนึ่ง ถ้าพิธีกรรมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มันก็ยังไม่ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อเธอเดี๋ยวนั้นหรอก ไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะ”
มือของจานนีที่ถือโทรศัพท์อยู่สั่นเทาเล็กน้อย เธอรีบพิมพ์ข้อความรัวๆ ส่งกลับไป “แล้วรอยประหลาดที่มันเพิ่งขึ้นมาบนตัวฉันล่ะ มันเกี่ยวกับพิธีนี้ด้วยใช่ไหม”
“แล้วการตายของแม่ฉันล่ะ มันเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า เขาใช้เลือดของพวกเราไปทำเรื่องไม่ดี จนทำให้แม่ของฉันต้องตายใช่ไหม”
“นี่มันก็เป็นแค่การคาดเดาเฉยๆ นะ แต่ว่า...ฉันว่ามันก็คงไม่ไกลจากความจริงเท่าไหร่หรอก”
หลังจากที่หยุดนิ่งไปหลายนาที จานนีก็ส่งข้อความกลับมาอีกครั้ง “แล้วฉันควรจะทำยังไงดี”
“อยู่ให้ห่างจากเขาเอาไว้ ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี อย่าให้เขามีโอกาสได้เลือดของเธอไปอีก แล้วก็...วันเดือนปีเกิดของเธอก็ด้วย นั่นก็เป็นอีกอย่างที่เขาจะใช้มันทำร้ายเธอได้เหมือนกัน”
“เธอต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี ตอนนี้วิธีที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ เธอต้องทำลายแจกันใบนั้นทิ้งซะ”
ของอัปมงคลแบบนี้ ไม่รู้ว่าจานหงเย่ไปเอามันมาจากไหน แต่ถ้าจานนีมีความกล้าพอ การทำลายขวดโหลใบน้ันทิ้งก็นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว
“แต่ว่าเขาเก็บแจกันนั่นไว้ในห้องหนังสือ ปกติถ้าเขาไม่อยู่บ้าน ห้องนั้นก็จะล็อกไว้ตลอด ถ้าฉันทำลายขวดโหลนั่นทิ้ง เขาก็ต้องรู้แน่ๆ ว่าเป็นฝีมือฉัน”
“แค่แจกันนั่นถูกทำลาย ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของแจกัน เขาก็จะโดนผลกระทบสะท้อนกลับแน่ๆ ตอนนั้นเขาก็ไม่มีปัญญามาขวางไม่ให้เธอหนีไปไหนได้แล้วล่ะ”
หลิ่วมู่มู่คิดว่าถึงแม้จานนีจะเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่แรงไม่เยอะ แต่เรื่องแค่นี้ก็ไม่น่าจะยากเกินความสามารถของเธอ
“ไม่ได้หรอก ฉันยังไปจากบ้านหลังนั้นไม่ได้ เธอช่วยดูดวงให้ฉันอีกรอบไม่ได้เหรอ ดูให้หน่อยสิว่าฉันจะเอาแจกันนั่นออกมาโดยที่เขาไม่รู้ตัวได้ยังไง”
คำพูดของจานนีทำให้หลิ่วมู่มู่ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง เธอไม่ค่อยเข้าใจความคิดของจานนีเท่าไหร่ว่าทำไมถึงยังดึงดันที่จะอยู่ที่นั่นต่อ ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับพ่อแท้ๆ ที่กำลังคิดจะทำร้ายตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพิมพ์ตอบกลับไป
“ในช่วงเวลาสั้นๆ แบบนี้ ฉันไม่สามารถดูดวงให้คนเดิมซ้ำสองรอบได้หรอกนะ ขอโทษด้วย”
“ฉันให้เงินเธอก็ได้ ห้าหมื่นพอมั้ย” ในบัตรธนาคารที่จานหงเย่มอบให้เธอมีเงินฝากอยู่อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสองแสนหยวน ในเรื่องเงินๆ ทองๆ เขาไม่เคยทำให้จานนีต้องลำบาก
“ไม่ได้จริงๆ”
หลังจากที่เธอตอบกลับไป จานนีก็ไม่ได้ส่งข้อความอะไรกลับมาอีกเลย
หลิ่วมู่มู่รออยู่ครู่หนึ่ง แต่โทรศัพท์มือถือก็ไม่มีข้อความใหม่เข้ามา เธอจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากเตียง...คนอื่นเขาดูดวงแล้วได้เงิน แต่เธอดูดวงแล้วต้องใช้ชีวิตของตัวเองเข้าแลกเนี่ยนะ!
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวลงจากเตียง เท้าดันลื่นไถลไปเสียอย่างนั้น ทำให้ทั้งร่างล้มกลิ้งตกลงมาจากเตียงเสียงดังตุ้บ หลิ่วมู่มู่นั่งจุมปุ๊กอยู่บนพื้นไม้เนื้อแข็งอยู่พักใหญ่
รอจนกระทั่งความเจ็บปวดบรรเทาลงแล้ว ถึงค่อยๆ ใช้มือยันเตียงพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน เดิมทีเธอกะว่าจะลงไปหาอะไรกินเป็นมื้อเช้า แต่พอลองคิดดูอีกทีแล้ว สภาพนี้แค่กินข้าวเช้าก็อาจจะสำลักจนตายได้เหมือนกัน ทางที่ดี...อย่าไปเลยดีกว่า
ณ ที่ทำการตำรวจเมืองชิ่งเฉิง แผนกสืบสวนคดีพิเศษ ภายในห้องทำงาน หัวหน้าทีมฟางชวนกำลังยื่นเอกสารข้อมูลการสืบสวนที่เขาเพิ่งได้มา ส่งให้กับที่ปรึกษาเยียนซิว ที่ปรึกษาพิเศษที่ทางแผนกจ้างมา
เยียนซิวรับเอกสารมาแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านมัน ปล่อยให้ปอยผมด้านหน้าปรกตกลงมาเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวของเขาพลิกกระดาษไปทีละแผ่น ทำให้เกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ
“ตอนนี้ญาติสายเลือดเดียวกันของจานหงเย่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เหลือแค่ลูกชายกับลูกสาวของเขาอย่างละคนเท่านั้น”
“ส่วนญาติคนอื่นๆ ก็ทยอยเสียชีวิตกันไปหมดแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อ้อ ใช่ เขายังมีอดีตภรรยาอีกคนนึงที่เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ด้วย”
“คุณลุงกับคุณป้าอีกสองคนของเขา ทั้งหมดนี่เขาเป็นคนดูแลจัดการงานศพให้ทั้งหมดเลยเหรอ” เยียนซิวพลิกเอกสารไปที่หน้าหนึ่งขณะมองดูบันทึกบนนั้น เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ใช่ พวกเราส่งคนไปสืบที่บ้านเกิดของเขามาแล้ว จานหงเย่มีชื่อเสียงในพื้นที่ดีมากๆ เลย คุณลุงของเขาสุขภาพไม่ค่อยดี ส่วนคุณป้าทั้งสองคนก็ไม่มีเงินบำนาญ เขาไม่เพียงแต่ซื้อบ้านใหม่ให้พวกเขาอยู่เท่านั้นนะ”
“แต่ยังจ้างคนมาคอยดูแลคนแก่อีกด้วย ดูแลทั้งเรื่องอาหารการกิน ให้เงินค่าขนม แล้วก็ยังพาคนแก่ไปตรวจสุขภาพปีละสองครั้งเป็นประจำด้วย”
[จบบท]