บทที่ 40: แจกันสีเทา
แม่แท้ๆ ของเขา ผู้หญิงที่เติบโตมาด้วยกันและมีลูกให้ถึงสองคน ทั้งที่เป็นคนนอกเหมือนกัน ไม่มีสายเลือดผูกพัน
จานหงเย่กลับเลือกสังเวยแม่ของเขาได้อย่างไม่ลังเล แต่กลับไว้ชีวิตเจียงเจียที่อยู่ข้างกาย นี่คือเหตุผลที่เขาเกลียดผู้หญิงคนนั้น และมันคือบาปติดตัวของหล่อน
เมื่อจานหุยเทียนดึงสติกลับมาได้ เขาจึงขับรถต่อไปเพื่อส่งอาจารย์หนิงกลับยังที่พัก เมื่อรถจอดสนิท อาจารย์หนิงก็ก้าวลงจากรถและทำท่าจะเดินจากไป
ทว่าจานหุยเทียนกลับเรียกเขาไว้เสียก่อน ชายหนุ่มก้าวลงจากรถของตัวเอง เดินตรงไปยังท้ายรถเพื่อเปิดฝากระโปรงหลัง ก่อนจะหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาซึ่งภายในนั้นมีแจกันสีเทาใบหนึ่งวางอยู่
พอเห็นแจกันใบนั้น สีหน้าของอาจารย์หนิงก็ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ
“เอาแจกันนั่นมาด้วยทำไม”
จานหุยเทียนหลบสายตาของอาจารย์หนิงขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ผมคิดดูแล้วครับ ของสิ่งนี้เก็บไว้ที่บ้านมันไม่ปลอดภัย และผมก็ไม่คิดจะใช้มันอีกแล้ว อาจารย์หนิงช่วยรับกลับไปด้วยเถอะครับ”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“ผมจะพยุงบริษัทขึ้นมาด้วยตัวเอง ผมจะไม่ใช้วิธีสกปรกพวกนั้นเหมือนพ่อครับ”
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จานหุยเทียนเพิ่งคิดได้ในทันที เขาต้องเฝ้ามองพ่อของตัวเองเปลี่ยนแปลงจากคนกลายเป็นอสูรร้ายไปต่อหน้าต่อตา หากยังดึงดันเก็บแจกันใบนี้ไว้ เขาก็กลัวว่าสักวันหนึ่ง ตัวเองจะกลายเป็นแบบนั้นไปด้วย
อาจารย์หนิงรับกล่องนั้นมา
“ดีเหมือนกัน ตอนที่ฉันให้ของสิ่งนี้กับพ่อเธอก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนี้ เธอไม่ใช้มันก็ดีแล้ว”
เมื่อเห็นว่าอาจารย์หนิงไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง จานหุยเทียนก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง เขารีบขับรถจากไป หลังจากที่รถแล่นลับตาไปแล้ว อาจารย์หนิงก็ลองยกแจกันในมือขึ้นชั่งน้ำหนักดู พลางพึมพำกับตัวเอง
“เหอะ พวกตระกูลจานนี่มันจริงๆ เลย สร้างแต่เรื่องวุ่นวายไม่เลิก”
วันรุ่งขึ้นหลังจากงานศพสิ้นสุดลง จานหุยเทียนก็กลับไปทำงานตามปกติ ช่วงเวลานี้ของวันเขามักจะอยู่ที่บริษัท ปล่อยให้จานนีต้องอยู่ในวิลล่าหลังใหญ่ที่อ้างว้างเพียงลำพัง
เธอลองหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน พลิกมันไปมา แต่ก็พบว่าเนื้อหาในนั้นช่างจืดชืดไร้รสชาติ ในจังหวะที่เธอกำลังคิดจะกลับเข้าห้องพักผ่อน เสียงกริ่งหน้าประตูก็พลันดังขึ้น
หญิงสาวจึงเดินออกไปเปิดประตู สิ่งที่เธอเห็นคือชายคนหนึ่งในชุดจงซาน มือของเขาถือกล่องใบหนึ่งเอาไว้ ยืนรออยู่ด้านนอกรั้ว
ใบหน้าของชายคนนี้เธอจำได้ค่อนข้างแม่น เพราะเมื่อวานนี้ในงานศพเขาก็มาด้วย ซ้ำพี่ชายของเธอยังแสดงท่าทีเคารพนับถือเขาเป็นอย่างสูง
เมื่ออาจารย์หนิงเห็นจานนี เขาก็ส่งยิ้มให้
“เธอคือจานนีสินะ อาเป็นเพื่อนของพ่อเธอตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่น่ะ พอดีอาแวะเอาของมาคืนให้”
จานนียังคงมองเขาด้วยสายตาที่ระแวดระวัง เธอลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรั้วให้อาจารย์หนิงเข้ามา ทว่าตัวของอาจารย์หนิงเองก็ไม่ได้เดินลึกเข้าไปในบริเวณบ้าน เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับตั้งใจจะคุยกับเธอแค่ไม่กี่คำที่หน้าบ้านเท่านั้น
เขายื่นกล่องในมือส่งให้จานนี
“นี่เป็นของที่พี่ชายเธอเขาลืมไว้เมื่อวาน พอดีอาผ่านมาแถวนี้ เลยแวะเอามาคืนให้ ฝากเธอเอาไปให้เขาด้วยนะ”
จานนีรับกล่องนั้นมา มันมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด เธอจึงก้มลงมองมันด้วยความสงสัยอยู่หลายครั้งก่อนจะตอบรับ
“ค่ะ หนูทราบแล้ว”
อาจารย์หนิงยิ้มให้เธออีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นอากลับก่อนนะ”
หลังจากที่อาจารย์หนิงจากไปแล้ว จานนีก็ประคองกล่องใบนั้นกลับเข้ามาในตัวบ้าน เธอวางมันลงบนโต๊ะกาแฟอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือแจกันสีเทาใบหนึ่งที่วางนิ่งอยู่ด้านใน
นอกจากแจกันใบนั้น ในกล่องยังมีหลอดเก็บเลือดเปล่าๆ สองหลอดวางอยู่ข้างกัน มันเป็นหลอดแบบเดียวกับที่พ่อของเธอใช้ในคืนนั้นไม่ผิดแน่ และในหลอดนั้นก็เคยบรรจุเลือดของเธอเอง
เธอหยิบแจกันขึ้นมา ส่องมองเข้าไปในปากขวดแคบๆ ด้านในนั้นมีเศษกระดาษที่ยังเผาไหม้ไม่หมดหลงเหลืออยู่ บนกระดาษมีตัวอักษรที่บ่งบอกถึงวันเดือนปีและเวลาเกิดเขียนไว้
เรื่องนี้ทำให้เธอนึกถึงคำพูดของหลิ่วมู่มู่ที่เคยเตือนไว้ ให้เธอเก็บรักษาเซิงเฉินปาจื้อของตัวเองไว้ให้ดี เพราะมีคนสามารถใช้มันทำร้ายเธอได้
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้บอกว่ามันเป็นวิธีแบบไหน แต่มันจะใช่วิธีเดียวกับที่เธอเห็นตอนนี้หรือเปล่า การเขียนเซิงเฉินปาจื้อลงบนกระดาษ แล้วจุดไฟเผามัน
หรือว่าพ่อของเธอจะตายด้วยวิธีนี้ แจกันใบนี้อยู่กับพี่ชายของเธอตลอดหลายวันที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์หนิงคนนี้บังเอิญแวะเอามาคืนให้ในตอนที่พี่ชายไม่อยู่พอดี เธอก็คงไม่มีโอกาสได้แตะต้องมันด้วยซ้ำ
นิ้วของจานนีสัมผัสลงบนพื้นผิวเย็นๆ ของแจกันอย่างแผ่วเบา แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็สะดุ้งและชักมือกลับราวกับโดนไฟช็อต หญิงสาวหันไปหยิบหลอดเก็บเลือดเปล่าที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาถือไว้แทน ความรู้สึกโกรธเคืองเริ่มก่อตัวขึ้นในใจทีละน้อย
พ่อของเธอตายไปแล้ว แจกันใบนี้ก็อยู่ในการครอบครองของพี่ชายมาโดยตลอด มันชัดเจนมากว่าใครเป็นคนใช้เลือดในหลอดนี้ไป ที่แท้พี่ชายก็ไม่เคยคิดที่จะปล่อยเธอไปเลยแม้แต่น้อย
แล้วเธอควรจะทำยังไงต่อไปดี จะไปขอความช่วยเหลือจากหลิ่วมู่มู่ดีไหม ไม่สิ ไม่ได้เด็ดขาด ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางช่วยเธอแน่ จานนีรีบปัดความคิดนี้ทิ้งไป
หรือบางทีเธอควรจะเปิดอกคุยกับพี่ชายให้รู้เรื่อง ไม่ ไม่เด็ดขาด ถ้าพี่ชายเกิดโมโหขึ้นมา สถานการณ์ของเธอยิ่งจะอันตรายมากกว่าเดิม
ในตอนนั้นเอง คำพูดของทนายความที่เธอได้ยินที่สุสานเมื่อวานนี้ก็แวบเข้ามาในความคิด เมื่อหนึ่งเดือนก่อน พ่อของเธอต้องการจะแก้ไขพินัยกรรม ความจริงแล้วพ่อตั้งใจจะแบ่งมรดกส่วนใหญ่ไว้ให้เธอ
ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชาย ถ้าไม่ใช่เพราะเขามาแย่งชิงมรดกทั้งหมดของพ่อไป ใช่แล้ว ต้องเป็นพี่ชายแน่ๆ จานนีรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ พี่ชายคือคนที่ฆ่าพ่อ
เธอนึกออกแล้ว พี่ชายเคยถามเวลาเกิดที่แท้จริงของพ่อกับเธอ และเธอก็เป็นคนหลุดปากบอกเขาไปเอง หลังจากนั้นไม่นาน พ่อก็เสียชีวิต
การตายของพ่อไม่ใช่การตายตามธรรมชาติ แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่พบร่องรอยของบุคคลที่สองเลยแม้แต่น้อย ทางฝั่งตำรวจเองก็ยังเงียบกริบจนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่มีทางหาตัวคนร้ายเจอ
แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร ขนาดพ่อแท้ๆ ของตัวเองเขายังฆ่าได้ลงคอ แล้วเขาจะปล่อยเธอไปจริงๆ เหรอ
จานนีกำหลอดเก็บเลือดเปล่าในมือแน่น ราวกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่จะมอบความกล้าหาญให้เธอตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง
เธอไม่รู้ว่าอาจารย์หนิงได้บอกพี่ชายล่วงหน้าหรือเปล่าเรื่องที่จะเอาแจกันมาคืนในวันนี้ แต่ถึงจะไม่บอก เวลาของเธอก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
จานนีอุ้มกล่องใบนั้นกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง เธอปิดประตูและล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ตอนแรกเธอคิดจะซ่อนแจกันไว้ใต้เตียง
แต่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ปลอดภัยพอ สุดท้ายเธอจึงลากกล่องทั้งใบไปยัดไว้ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ ในตำแหน่งที่ขาของเธอสามารถสัมผัสโดนมันได้ตลอดเวลา
เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะ ค้นหาสมุดบันทึกเล่มใหม่ที่ไม่เคยใช้งานออกมา ฉีกกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น แล้วหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาถือไว้
เธอกำปากกาแน่นอยู่นานหลายนาที ก่อนจะตัดสินใจจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ เขียนตัวเลขตัวแรกลงไป
ตัวเลขเพียงแถวเดียวกลับใช้เวลาเขียนนานถึง 5 นาทีเต็ม และหลังจากที่เขียนเสร็จ เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้อย่างหงุดหงิดว่าสิ่งที่เธอเขียนลงไป มันเป็นเพียงวันเดือนปีและเวลาเกิดตามปฏิทินสากล ไม่ใช่เซิงเฉินปาจื้อที่ถูกต้อง
[จบบท]