บทที่ 49: ยันต์คุ้มกันภัย
ระยะทางจากสำนักงานตำรวจเมืองกลับไปยังบ้านของหลิ่วมู่มู่นั้นไม่ใช่ใกล้ๆ หากฝืนนั่งรถกลับไปในสภาพดวงตกสุดขีดเช่นนี้ ใครจะกล้ารับประกันว่าระหว่างทางจะไม่เกิดมหันตภัยลูกโซ่จนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ไม่ต้องใช้รถตราโล่หรอก เดี๋ยวฉันเอารถส่วนตัวไปส่งเธอเอง” ฟางชวนเข้าใจไปว่าหลิ่วมู่มู่คงกังวลสายตาชาวบ้านหากต้องนั่งรถตำรวจกลับไป
หัวหน้าทีมฟางเพิ่งจะเจียดเงินเดือนไปทำเรื่องกู้ซื้อรถคันงามมาเมื่อเดือนก่อน ยังไม่มีโอกาสได้รับใครนั่งเจิมเบาะเลยสักคน
“ฉันกลัวว่า...”
ถ้อยคำของหลิ่วมู่มู่ยังไม่ทันจบประโยค ประตูห้องก็ถูกเปิดผัวะพร้อมกับร่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา ความเร่งรีบทำให้เขาเสียหลักไปเกี่ยวเข้ากับเก้าอี้สำนักงานที่วางอยู่หน้าประตู
เก้าอี้ตัวนั้นมีล้อเลื่อน และราวกับมีชีวิต มันพุ่งทะยานหลบหลีกสิ่งกีดขวางทุกชิ้นเบื้องหน้าอย่างแม่นยำ ตรงดิ่งเข้ามาหาหลิ่วมู่มู่ด้วยความเร็วสูง
ฟางชวนปฏิกิริยาไวปานวอก ขายาวตวัดออกไปเหยียบสกัดไว้ได้ทันท่วงที เก้าอี้เสียหลักเอียงวูบ ส่งผลให้ล้อข้างหนึ่งหลุดกระเด็นลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะทิ้งดิ่งลงมาโขกศีรษะของฟางชวนดังปึก แล้วกระดอนหายไป
ฟางชวนยกมือกุมหัวที่ปูดโน หันขวับไปมองหลิ่วมู่มู่ “ผลข้างเคียงของเธอมันรุนแรงขนาดไม่ละเว้นแม้กระทั่งพลเมืองดีที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเลยเหรอ”
หลิ่วมู่มู่ผายมือออกอย่างจนใจ “ในอีกสองวันนับจากนี้ เหตุการณ์ไม่คาดฝันทำนองนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีค่ะ ถ้าคุณยังยืนกรานจะขับรถไปส่งฉันที่บ้าน ฉันเกรงว่ารถคันโปรดของคุณอาจจะเหลือแต่ซากกลางทาง”
“รถชนเหรอ” ฟางชวนเริ่มหน้าถอดสี สถานการณ์เหนือธรรมชาติแบบนี้อยู่นอกเหนือตำราการสืบสวนที่เขาเคยเรียนมา
“มันอาจจะมีอะไรตกลงมาจากฟากฟ้าก็ได้ค่ะ อย่างเช่น คนหล่นทับ หรือไม่ก็อุกกาบาตพุ่งใส่”
คำขู่นี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ช่วงแรกที่เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงพลังทำนาย คุณปู่ของเธอก็เคยเดินสะดุดก้อนอุกกาบาตที่ตกลงมาข้างตัวเธอจริงๆ จะว่าไปแล้ว หินก้อนนั้นขายได้ราคาดีเสียด้วย
ฟางชวนเริ่มนึกเสียใจที่ไปอัญเชิญหลิ่วมู่มู่มาช่วยงานเสียแล้ว โบราณว่าเชิญเทพเจ้านั้นง่ายแต่ส่งกลับยาก เห็นทีจะจริง
ชีวิตตำรวจของเขาพานพบอาจารย์มาก็มาก แต่ไม่มีใครรับมือยากและพกพาความอันตรายติดตัวมาได้เท่าแม่สาวน้อยคนนี้เลย
“ที่ปรึกษาเยียน นายช่วยเธอหน่อยสิ” ฟางชวนหันไปหาตัวช่วยเพียงหนึ่งเดียว
“พวกหมอดูอย่างนายไม่มียันต์กันภัยหรือเครื่องรางนำโชคอะไรพวกนั้นมาช่วยแก้เคล็ดหน่อยหรือไง”
หลิ่วมู่มู่เองก็หันไปมองชายหนุ่มหน้านิ่งด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
เยียนซิวเงียบขรึมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปรื้อค้นกองเอกสารและข้าวของที่ระเกะระกะราวกับซากปรักหักพังบนโต๊ะทำงาน หยิบเอาผงชาดและกระดาษเหลืองออกมา แล้วปลีกตัวไปหามุมสงบเพื่อจรดพู่กัน
ทว่าทันทีที่ยันต์แผ่นนั้นพับเสร็จและสัมผัสลงบนฝ่ามือของหลิ่วมู่มู่ มันก็ลุกไหม้ขึ้นเองราวกับถูกไฟที่มองไม่เห็นแผดเผา เพียงแค่ชั่วกะพริบตามันก็มอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทา
เหล่าตำรวจมุงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่รอบๆ ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝือ พร้อมใจกันก้าวถอยหลังไปคนละก้าวสองก้าว... ดุฉิบหาย!
คราวก่อนตอนทำคดีโถบรรจุศพอาถรรพ์ ใครแตะเป็นต้องซวย แต่ที่ปรึกษาเยียนแค่แปะยันต์ใบเดียวก็สยบได้อยู่หมัด
แม่สาวหลิ่วมู่มู่ที่ยืนตาใสอยู่ตรงนี้ อานุภาพทำลายล้างน่าจะเทียบเท่าโถผีสิงสักร้อยใบมัดรวมกันกระมัง
เยียนซิวไม่รอช้า เขาขบปลายนิ้วจนเลือดซึม บีบหยดเลือดสีสดผสมลงในถ้วยชาด ปลายพู่กันตวัดวาดลวดลายวิจิตรดุจมังกรทะยานลงบนกระดาษอีกครั้ง
คราวนี้แม้กระดาษยันต์จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลงช้าๆ แต่ก็ไม่มอดไหม้ในทันที ดูจากสภาพการณ์แล้ว อย่างน้อยก็น่าจะประวิงเวลาไปได้สักชั่วโมงสองชั่วโมง
เมื่อยันต์คุ้มกันภัยถูกวางลงบนมือ หลิ่วมู่มู่สัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมกาย ความหนาวเหน็บยะเยือกจากจิตมุ่งร้ายรอบทิศทางพลันสลายไป
“เหมือนจะได้ผลนะคะ” เธอลองก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ทุกอย่างรอบกายสงบนิ่ง ไร้ซึ่งอุบัติเหตุ
หญิงสาวรีบเดินกลับมาหาเยียนซิว ดวงตาเป็นประกายวิบวับ “คุณช่วยวาดตุนไว้ให้ฉันสักยี่สิบใบได้ไหมคะ ไม่สิ... สักสิบห้าใบก็ได้”
อาถรรพ์นี้จะค่อยๆ เจือจางลงตามกาลเวลา วันสุดท้ายคงไม่รุนแรงเท่าวันนี้ ถ้าเธอใช้อย่างมัธยัสถ์ ยันต์สิบห้าใบก็น่าจะพอคุ้มครองชีวิตเธอให้รอดปลอดภัยไปได้อีกสองวัน
ดูจากฝีมือการตวัดพู่กันที่รวดเร็วปานสายฟ้าของเยียนซิวแล้ว คำขอนี้ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงเขาเท่าไหร่
“ไม่ได้”
คำปฏิเสธสั้นห้วนทำเอาหลิ่วมู่มู่หน้าม่อยคอตก
เยียนซิวเห็นท่าทางหงอยเหงาราวกับลูกหมาตกน้ำของเธอ จึงยอมเปิดปากอธิบายขยายความ “ยันต์คุ้มกันภัยมีอายุขัย อีกสองชั่วโมงมันจะเสื่อมสภาพ”
ความฝันที่จะกักตุนยันต์เป็นอันล่มสลาย
หลิ่วมู่มู่เอื้อมมือไปดึงชายเสื้อเขาเบาๆ “ไม่มีทางอื่นแล้วเหรอคะ”
ลำพังแค่ผลข้างเคียงจากการทำนายก็หนักหนาแล้ว นี่ยังมาเจอผลจากเซียมซี ‘มหันตภัย’ ที่เธอเสี่ยงได้เมื่อเช้าอีก ถ้าไม่มีของดีคุ้มตัว วันนี้เธอคงได้ลงไปนั่งจิบชากับคุณปู่ในปรโลกแน่
“โธ่เอ๊ย จะไปคิดหาวิธีอื่นให้ปวดหัวทำไม ก็ให้เขาวาดให้เธอใหม่ทุกสองชั่วโมงสิ” ฟางชวนโพล่งขึ้นมาด้วยความภูมิใจในสติปัญญาอันเฉียบแหลมของตน
ลูกน้องข้างกายรีบศอกเข้าที่เอวเจ้านาย กระซิบเตือนสติ “หัวหน้าครับ แล้วตอนกลางคืนจะทำยังไง”
ฟางชวนชะงัก มองหน้าเยียนซิวที่เรียบเฉยไร้อารมณ์ สลับกับมองหลิ่วมู่มู่ที่ดวงตาทอประกายความหวังวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบหุบปากฉับ
บทสรุปคือเยียนซิวไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และเขาก็ไม่ได้ไล่หลิ่วมู่มู่กลับไปเผชิญชะตากรรมตามลำพัง
แม้จะเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่เนื่องจากเพิ่งรวบตัวหนิงหย่วนมาได้ ทั้งฟางชวนและเยียนซิวจึงต้องมุดหัวเข้าไปขลุกอยู่ในห้องสอบสวน ทิ้งหลิ่วมู่มู่ไว้ที่ห้องทำงานด้านนอก โดยมีเจ้าหน้าที่ใจดีอาสาไปตักข้าวราดแกงจากโรงอาหารมาประเคนให้ถึงที่
ระหว่างเดินไปห้องสอบสวน ฟางชวนขยับเข้าไปเบียดไหล่เยียนซิว กระซิบกระซาบ
“แม่หนูนั่นยอมเอาตัวเข้าแลกช่วยเราจับคนร้ายจนซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ นายเห็นฤทธิ์เดชความซวยนั่นไหม น่ากลัวขนหัวลุก จะทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่สนใจใยดีก็ดูจะใจดำไปหน่อยมั้ง”
เยียนซิวปรายตามองเพื่อนร่วมงาน “เมื่อก่อนไม่ยักเห็นนายมีจิตเมตตาธรรมค้ำจุนโลกขนาดนี้”
“อ้าว ก็แม่หนูนั่นเป็นว่าที่แฟนเด็กของนายไม่ใช่เหรอ” ฟางชวนยังคงปักใจเชื่อคำทำนายไม่เสื่อมคลาย ก็แหม... คำพูดจากปากหมอดูเทวดา เชื่อถือได้ล้านเปอร์เซ็นต์
คนหนึ่งเย็นชาหน้าตายยิ่งกว่าก้อนน้ำแข็ง อีกคนก็เป็นตัวป่วนจอมหาเรื่องที่รับมือยาก สองคนนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด!
เขาแทบจะรอดูวันที่สองคนนี้แจกการ์ดแต่งงานไม่ไหวแล้ว
“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าเธอทำนายพลาด และตอนนั้นบนตึกไม่ได้มีแค่ฉัน แต่มีคนอื่นอยู่ด้วย รวมถึงนายด้วย”
ฟางชวนโบกมือปฏิเสธพัลวัน “เฮ้ยๆ รสนิยมฉันกับแม่หนูนั่นไปกันคนละทิศคนละทาง เป็นไปไม่ได้หรอก อีกอย่างยัยหนูนั่นหาว่าฉันหน้าเหลี่ยม ฉันเหลี่ยมตรงไหนไม่ทราบ นี่เขาเรียกว่าโครงหน้าคมเข้มแบบชายชาตรีต่างหาก”
เยียนซิวยกมือนวดสันจมูก แค่รับมือความประสาทของฟางชวนในแต่ละวันก็สูบพลังงานชีวิตไปมากโข ตอนนี้ยังมีภาระเพิ่มมาอีกหนึ่งหน่อ
ฟางชวนเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบจึงได้ทีรุกต่อ “นายจะพาเธอกลับบ้านไปด้วยก็คงดูไม่งาม เอาอย่างนี้สิ เปิดห้องโรงแรมแถวนี้สักสองห้อง นายก็คอยเอาเสบียงยันต์ไปส่งให้เธอทุกสองชั่วโมง ประคับประคองให้ผ่านคืนนี้ไปได้ก็พอแล้ว”
“พรุ่งนี้ไม่มีคดีใหญ่อะไร นอกจากสอบปากคำหนิงหย่วน ก็แค่รอให้สองพี่น้องตระกูลจานฟื้นขึ้นมา นายพักสักครึ่งวันค่อยเข้ามาที่สำนักงานก็ได้ นายว่าไง”
สถานการณ์ย่อมมีหนักเบา ความปลอดภัยของหลิ่วมู่มู่ในตอนนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องมาก่อน ฟางชวนจึงจัดการวางแผนให้เสร็จสรรพ
จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูห้องสอบสวน ฟางชวนถึงได้ยินเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ จากคนข้างกาย “อืม”
ตลอดช่วงบ่าย การสอบปากคำหนิงหย่วนดำเนินไปอย่างทุลักทุเล
ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถามอะไรก็ตอบฉะฉาน แต่น่าเจ็บใจตรงที่ไม่มีคำตอบไหนเลยที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี หากปราศจากหลักฐานมัดตัวที่แน่นหนา ก็อย่าหวังว่าจะงัดปากคนอย่างเขาได้
[จบบท]