บทที่ 50: ปากแข็ง
“คุณตำรวจทั้งสองครับ สิ่งที่ควรพูดผมก็พูดไปหมดแล้ว ถ้าพวกคุณจะยืนยันว่าผมเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ ข้อหานี้ผมยอมรับแต่โดยดี ถึงเวลาขึ้นศาลท่านจะตัดสินออกมาอย่างไรก็สุดแท้แต่จะพิจารณา”
“ส่วนเรื่องของคุณจานหงเย่ ผมกับเขาก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างหมอดูและลูกค้าทั่วไปเท่านั้น เขาเสียชีวิตไปผมเองก็เสียใจด้วย แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผมจริงๆ นะครับ”
“จานหงเย่มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน คุณรู้จักพวกเขาไหมครับ” คำให้การเดิมๆ ที่ฟางชวนฟังชายตรงหน้าพูดวนไปวนมาอยู่หลายรอบไม่ได้ทำให้เขาคล้อยตามแต่อย่างใด
“รู้จักครับ ลูกชายของเขาผมเคยเจอสมัยที่พวกเราไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนลูกสาวเคยพบหน้ากันที่งานศพของคุณจานหงเย่ครับ”
นับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้ หนิงหย่วนก็ตระหนักได้ทันทีว่าที่นี่คือที่ไหน ทว่าเขากลับยังคงพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าตนเองจะสามารถรอดพ้นออกไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
เขาเก็บกวาดร่องรอยปิดท้ายงานได้อย่างหมดจด ไม่ทิ้งเงื่อนงำใดๆ ไว้ให้สืบสาวได้ ต่อให้คนตรงหน้าจะเป็นตำรวจหน่วยพิเศษที่เข้ามาแทรกแซงวงการศาสตร์เสวียนโดยเฉพาะ แต่หากไร้ซึ่งพยานวัตถุและพยานบุคคล ก็อย่าหวังว่าจะเอาผิดเขาได้
“คุณเจอกับสองพี่น้องตระกูลจานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
“ก็พบกันครั้งเดียวในงานศพไงครับ”
“งั้นเหรอ” ฟางชวนเงยหน้าขึ้นสบตากับหนิงหย่วน
“แต่จานนีไม่ได้ให้การแบบนี้นะครับ”
ร่างกายของหนิงหย่วนเกร็งเขม็งขึ้นมาชั่ววูบ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แม้จะเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับผู้ที่จับจ้องสังเกตเขาอยู่ตลอดเวลานั้น ภาพดังกล่าวกลับปรากฏชัดเจนในสายตา
หนิงหย่วนพยายามขยับมุมปากฝืนยิ้ม “คุณตำรวจ ผมกับแม่หนูตระกูลจานคนนั้นไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรต่อกัน ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมเธอถึงพูดใส่ร้ายผมแบบนั้น”
ฟางชวนไม่คิดจะเออออไปตามน้ำ เขาจี้จุดกลับไปว่า “เมื่อครู่ตอนที่ผมเอ่ยชื่อจานนีขึ้นมา คุณดูตื่นตระหนกมากนะครับ”
นายตำรวจหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สร้างแรงกดดัน “หรือเป็นเพราะคุณคิดว่าเธอตายไปแล้วใช่ไหมครับ”
คราวนี้หนิงหย่วนรูดซิปปากเงียบสนิท ดูท่าทางแล้วเขาคงไม่คิดจะปริปากพ่นคำใดออกมาอีก
ฟางชวนลองโยนคำถามไปอีกสองสามข้อ แต่อีกฝ่ายก็นั่งนิ่งไม่ตอบสนองใดๆ กลับมา
หลังจากเก็บข้าวของเดินออกมาจากห้องสอบสวน ฟางชวนก็หันไปเปรยกับเยียนซิวที่รออยู่ด้านนอก “หลิ่วมู่มู่นี่เก่งจริงๆ นะ ไอ้หมอนี่มีความเป็นไปได้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นคนบงการเบื้องหลัง”
ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของหนิงหย่วนในตอนแรก รวมถึงปฏิกิริยาตอบรับหลังจากได้รับรู้ว่าจานนียังมีชีวิตอยู่ ล้วนเป็นเครื่องยืนยันคำตอบที่แท้จริงแก่พวกเขา
“น่าเสียดายที่ประวัติของเขาถูกล้างจนขาวสะอาดเกินไป เขาถูกใครว่าจ้างมากันแน่ ตรวจสอบไม่เจอเบาะแสเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ไม่เป็นไรหรอก” เยียนซิวสอดมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกง สายตาคมกริบทอดมองไปทางห้องสอบสวน ใบหน้าด้านข้างดูเย็นชาเคร่งขรึม
“ข่าวที่ว่าสองพี่น้องตระกูลจานยังมีชีวิตอยู่ถูกปิดเงียบ หากข้อสันนิษฐานของพวกเราถูกต้อง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีคนโผล่หัวออกมารับช่วงต่อมรดกทุกอย่างของตระกูลจานแน่นอน”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”
“เมื่อกี้ทางโรงพยาบาลส่งข่าวมาว่า ช่วงสี่โมงกว่าจานหุยเทียนฟื้นแล้ว” เยียนซิวแจ้งข่าวแก่ฟางชวน
ฟางชวนแสดงสีหน้ายินดี “งั้นไป ไปดูเขาที่โรงพยาบาลกันเถอะ”
เดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ฟางชวนก็ชะงักฝีเท้าแล้วถอยกลับมา “จะหนีบหลิ่วมู่มู่ไปด้วยกันไหม ถ้าคืนนี้ไม่มีธุระอะไร พวกนายก็จะได้ตรงไปที่โรงแรมเลย?”
เยียนซิวไม่ได้เอ่ยคัดค้าน ฟางชวนจึงถือวิสาสะเหมาเอาเองว่าเขาตกลง
หลิ่วมู่มู่ถูกขังลืมอยู่ในห้องทำงานมาตลอดช่วงบ่าย เยียนซิวโผล่หน้ามาเปลี่ยนยันต์ให้เธอทุกสองชั่วโมง เวลาที่เหลือนอกเหนือจากนั้นเธอก็ไม่เห็นเงาหัวใครเลย
โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี เพื่อนคุยแก้เหงาก็ไม่มี เธอทำได้เพียงฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะทำงาน ใช้กระดาษกับปากกาขีดเขียนวาดรูปนกตัวอ้วนกลมไปเรื่อยเปื่อยเพื่อฆ่าเวลา
ฟางชวนเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายเธอแล้วก้มลงมอง “เธอวาดตัวอะไรน่ะ กลมดิกเชียว?”
หลิ่วมู่มู่หันขวับมามอง ทอดสายตาตัดพ้อใส่คนทั้งสองที่เพิ่งปรากฏตัวในห้องทำงาน “นี่คือแองกรี้เบิร์ด เป็นตัวแทนอารมณ์โกรธเกรี้ยวของฉันในตอนนี้ค่ะ”
ฟางชวนรีบกระโดดถอยหลังไปสองก้าว ไม่อยากจะโดนเจ้านกพิโรธตัวนี้พาลหาเรื่องใส่ตัว
“พวกเราจะไปเยี่ยมจานหุยเทียนที่โรงพยาบาล เธอจะไปด้วยกันไหม ถือโอกาสไปดูอาการเพื่อนที่เธอช่วยชีวิตไว้ด้วย?”
“ไปค่ะ!” หลิ่วมู่มู่ดีดตัวลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวออกไปข้างนอกอย่างไว
ฟางชวนควงกุญแจรถเดินนำออกไป ทว่าเมื่อเดินถึงลานจอดรถ จู่ๆ เขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกระซิบปรึกษากับเยียนซิวเสียงเบา “ไม่งั้นพวกเราขับรถนายไปดีไหม”
‘ภรรยา’ คันงามของเขาเพิ่งจะสู่ขอเข้าบ้านได้เพียงเดือนเดียว เขาไม่อยากให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจนต้องกลายเป็นหมาโสดกลางคัน
เยียนซิวล้วงกุญแจรถโยนให้อีกฝ่าย ฟางชวนรับกุญแจมาด้วยรอยยิ้มระรื่นแก้มแทบปริ จากนั้นก็โยนกุญแจรถของตัวเองส่งต่อให้กับลูกน้องสองคนที่เดินตามมาด้านหลัง
เมื่อทั้งสามคนเดินเข้าไปใกล้รถหรู หลิ่วมู่มู่ก็ขยับเข้าไปพินิจดูตราสัญลักษณ์หน้ารถ เป็นรูปเทวดาน้อยมีปีกกำลังกางปีกโบกสะบัด แม้จะไม่รู้จักยี่ห้อ แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่า “รถคันนี้ดูแพงจังเลยนะคะ”
หลังจากฟางชวนหย่อนก้นลงประจำที่นั่งคนขับก็เริ่มแนะนำ “นี่คือหนึ่งในยานพาหนะคู่กายของที่ปรึกษาเยียนของเราเลยนะ”
หลิ่วมู่มู่ขึ้นมานั่งบนรถแล้วเอ่ยถามฟางชวน “คุณจนกรอบขนาดนี้ ไปจ้างเขาไหวได้ยังไงคะ”
ดูจากโหงวเฮ้งของฟางชวนแล้ว ชีวิตนี้คงไม่มีดวงสมพงศ์กับเรื่องเงินทองเท่าไหร่นัก แต่เส้นวาสนาเรื่องงานนั้นถือว่าโดดเด่นมาก หวังว่าเธอคงจะดูไม่ผิด
ฟางชวนถอนหายใจยาว “ลำพังฉันจะไปจ้างไหวได้ยังไง กรมของพวกเราก็ไม่มีปัญญาจ้างเขาหรอก ค่าใช้จ่ายของเขาทั้งหมดสำนักงานใหญ่เป็นคนเบิกจ่าย แม้แต่เงินเดือนเบื้องบนก็เป็นคนจ่ายเข้าบัญชีโดยตรง คนละระบบกับพวกเรา”
แผนกของพวกเขาเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน แต่ละพื้นที่จะมีที่ปรึกษาถูกส่งลงมาประจำการหนึ่งคน ได้ยินแว่วๆ ว่าต่อจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านการอบรมหลักสูตรพิเศษย้ายตามมาสมทบ แต่ในเวลานี้กำลังคนยังขาดแคลน แต่ละพื้นที่ต่างบ่นกันระงม
แต่ฟางชวนรู้สึกว่าเยียนซิวเก่งกาจกว่าที่ปรึกษาคนอื่นอยู่นิดหน่อย คดีที่พวกเขาร่วมมือกันสืบสวนมาสองสามคดีถือว่าราบรื่นดี และไม่มีพี่น้องคนไหนต้องมาสละชีพในหน้าที่
คดีพวกนี้ดูผิวเผินเหมือนไม่ซับซ้อน แต่ความจริงแล้วแฝงไปด้วยอันตรายรอบด้าน หากไม่ระวังให้ดีก็อาจต้องเอาชีวิตไปทิ้ง
“ว้าว ได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอคะ” หลิ่วมู่มู่ถามด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เอาเป็นว่าเยอะกว่าพวกเรามากโขก็แล้วกัน”
คนทั้งสองทำราวกับว่าเยียนซิวเป็นธาตุอากาศ ปรึกษาหารือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินเดือนของเจ้าตัวกันอย่างเปิดเผย
“รวยจังเลยนะคะ...” หลิ่วมู่มู่ลูบไล้เบาะหนังราคาแพง ด้วยความรู้สึกอิจฉาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ฟางชวนมองหลิ่วมู่มู่ผ่านกระจกมองหลังแล้วถามเธอ “พวกหมอดูอย่างพวกเธอไม่มีเงินหรือไง แค่ดูดวงให้เศรษฐีสักครั้ง เรียกเก็บค่าครูสักไม่กี่แสนก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ”
“คุณดูสภาพดวงของก่อนฉัน กล้าดูให้คนอื่นซี้ซั้วได้ที่ไหนล่ะคะ”
“นั่นสินะ” ฟางชวนพยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เขาเคยตรวจสอบประวัติหลิ่วมู่มู่มาแล้ว จึงรู้ว่าเธอเพิ่งถูกต่งเจิ้งหาวรับตัวกลับไปเมื่อไม่นานมานี้
เขารู้สึกว่าสถานการณ์แบบหลิ่วมู่มู่ การหาพ่อรวยๆ คอยเลี้ยงดู ย่อมดีกว่าต้องออกมาดิ้นรนปากกัดตีนถีบข้างนอกด้วยตัวเองแน่นอน อย่างน้อยๆ ก็คงจะอายุยืนกว่า
“งั้นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาดูหมอให้เธอ... หรือว่า?” ฟางชวนลังเลเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรใช้สรรพนามเรียกขานอย่างไรให้เหมาะสม
“ปู่ของฉันเองค่ะ ท่านไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรหรอก เผลอๆ ลูกค้าจะน้อยกว่าตาบอดหลิวที่อยู่ถนนถัดไปเสียอีก” หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ใส่ใจท่าทีลองเชิงของฟางชวน และไม่รังเกียจที่จะบอกเขาตามตรงว่าวิชาความรู้ของเธอใครเป็นคนสอน
[จบบท]