บทที่ 60: โรคระบาดเทียม
หากพิจารณาแล้วว่าอาการป่วยนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายและสภาวะทางจิตใจ เช่นนั้นแล้วเราคงต้องหันมาพิจารณาสาเหตุจากปัจจัยอื่นดูบ้าง
เยียนซิวเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “อาการที่พบมีเพียงเท่านี้ใช่ไหม”
“เท่าที่รู้ตอนนี้ก็มีแค่นี้ค่ะ”
เยียนซิวเงียบขรึมไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังประมวลผลข้อมูลในหัว “อาการลักษณะนี้มีความเป็นไปได้หลายทาง แต่โรคฮิสทีเรียเทียมที่เธอพูดถึงก็จัดอยู่ในข่ายความเป็นไปได้จริงๆ”
“เอ๊ะ ฟังดูน่าสนใจนะคะ ไหนคุณลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ” หลิ่วมู่มู่หันขวับไปทางเขาด้วยความกระตือรือร้น
“ในสมัยโบราณ พื้นที่บางแห่งทางตอนเหนือมักจะมีพวกสิบแปดมงกุฎออกอาละวาด คนพวกนี้จะใช้วิธีสร้างสถานการณ์โรคระบาด แล้วอุปโลกน์ตัวเองเป็นเทพเซียนลงมาโปรดสัตว์เพื่อฉวยโอกาสกอบโกยทรัพย์สินชาวบ้าน”
“สร้างสถานการณ์โรคระบาด คุณหมายถึงโรคระบาดจริงๆ เหรอคะ”
“ใช่ พอคนกลุ่มนี้เดินทางไปถึงที่ไหน พื้นที่นั้นก็จะเกิดโรคระบาดขึ้น อาการที่ปรากฏคือผู้ป่วยจะไออย่างรุนแรงจนกระอักเลือดติดต่อกันหลายวัน แต่จะไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต”
คิ้วเรียวของหลิ่วมู่มู่ขมวดมุ่นทันทีที่ได้ฟัง “แบบนี้จะเรียกว่าโรคระบาดได้เหรอคะ”
ในวงการนักพรตเสวียน ย่อมมีทั้งคนดีมีคุณธรรมและคนชั่วช้าปะปนกันไปเป็นธรรมดา
แม้ร่องรอยการมีอยู่ของนักพรตเสวียนในหน้าประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะถูกกาลเวลากลบฝังไปจนสิ้น
แต่ในเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เธอเคยรับรู้มา เคยมีนักพรตเสวียนบางกลุ่มพยายามสั่นคลอนราชบัลลังก์ และเพื่อการนั้นพวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะใช้วิธีการโหดเหี้ยมอำมหิตสังเวยชีวิตผู้คนบริสุทธิ์มากมาย
โรคระบาดเองก็เป็นสิ่งที่เคยมีคนพยายามบงการมาก่อน โดยใช้วิธีการปรุงแต่งซากศพเพื่อเพาะเชื้อร้าย แต่มีตำนานเล่าขานต่อมาว่า ในท้ายที่สุดนักพรตเสวียนเหล่านั้นก็ถูกผลกรรมสะท้อนกลับจนต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ
เมื่อเทียบกับเหล่านักพรตเสวียนที่ทะเยอทะยานอยากจะเหาะเหินเดินอากาศเหล่านั้นแล้ว นักพยากรณ์ระดับปรมาจารย์อย่างมากก็แค่เข้าไปมีส่วนร่วมในเกมอำนาจ ซึ่งถือว่ายังมีมโนธรรมกว่าคนพวกนั้นอยู่หลายส่วน
เรื่องราวเหล่านี้คุณปู่หลิ่วเป็นคนถ่ายทอดให้เธอฟังเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้เธอตระหนักถึงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนและซับซ้อนระหว่างนักพรตเสวียนกับนักพยากรณ์
แต่ลึกๆ แล้วหลิ่วมู่มู่แอบคิดว่า ปู่อาจจะแค่หมั่นไส้ที่วิธีการของพวกนักพรตเสวียนนั้นมีลูกเล่นแพรวพราวและหวือหวากว่านักพยากรณ์ก็เป็นได้
ทว่าวิธีการอันชั่วร้ายผิดมนุษย์มนาอย่างการควบคุมโรคระบาดนั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบัน ก็แทบไม่มีนักพรตเสวียนคนไหนทำได้อีกแล้ว
“ดังนั้นฉันถึงบอกว่าคนพวกนี้เป็นแค่พวกต้มตุ๋น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่นับว่าเป็นโรคระบาดที่แท้จริง เป็นเพียงผลจากผงพิษที่สกัดมาจากเกสรดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีฤทธิ์ค่อนข้างอ่อน”
“คือคุณจะบอกว่า เพื่อนของฉันถูกวางยาเหรอคะ”
“ที่ฉันจะบอกคือ ถ้าเพื่อนของเธออาศัยอยู่ทางเหนือ เขาอาจจะบังเอิญไปสัมผัสกับพืชชนิดนั้นในป่าแล้วสูดดมละอองเกสรเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เกิดอาการเช่นนี้ แต่แน่นอน เราก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่องการถูกวางยา”
หลิ่วมู่มู่เริ่มเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว สิ่งที่เรียกว่าโรคฮิสทีเรียเทียม แท้จริงแล้วควรเรียกว่าโรคระบาดเทียมเสียมากกว่า และเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเยียนซิว เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
“แล้วเธอจำเป็นต้องรักษาไหมคะ หรือแค่รอให้เกสรดอกไม้ถูกขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติ ฉันได้ยินมาว่าเธอเป็นแบบนี้มาหนึ่งปีแล้ว”
“หากมั่นใจว่าเป็นโรคระบาดเทียม ก็สามารถเลือกที่จะไม่รักษาได้ครับ ตราบใดที่ไม่สูดดมเกสรเพิ่ม ร่างกายจะใช้เวลาประมาณสองถึงสามปีในการฟื้นฟูจนเป็นปกติ ส่วนวิธีรักษาก็พอมีอยู่ แต่เป็นสูตรยาพื้นบ้าน”
“ลองบอกมาหน่อยสิคะ” ในเมื่อมีวิธีที่ทำให้หายเร็วขึ้น จะต้องทนทรมานรอไปอีกสองสามปีทำไม หลิ่วมู่มู่ถามด้วยความร้อนใจ
“ใช้ถั่วห้าสี แช่ในน้ำส้มสายชูห้าวัน จากนั้นตักขึ้นมา เลือกกินถั่วที่สีต่างกันวันละห้าเม็ด กินติดต่อกันห้าวันอาการน่าจะเริ่มดีขึ้น ถ้ากินต่อเนื่องจนครบสามคอร์สการรักษา ก็จะสามารถขับพิษเกสรดอกไม้ในร่างกายออกจนหมด”
“ฟังดูไม่ค่อยจะเป็นวิทยาศาสตร์เลยนะคะ” นี่มันวิธีถอนพิษพิสดารอะไรกัน แล้วใครมันช่างคิดค้นวิธีแบบนี้ขึ้นมาได้
เยียนซิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนอ่อนใจ “ฉันถึงบอกว่าเป็นสูตรยาพื้นบ้านไง”
ระหว่างนักพยากรณ์กับนักพรตเสวียน มานั่งถกกันเรื่องวิทยาศาสตร์ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลเท่าไรนัก
“ก็ได้ค่ะ...” แม้จะรู้สึกทะแม่งๆ กับสูตรยาพิสดารนี้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีหนทาง
“ฉันจะกลับไปบอกให้เธอลองทำดูค่ะ”
ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และขนาดสวีหลานยังยอมไปพึ่งพาคนทรงเจ้าเข้าทรงได้ หากรู้ว่ารูมเมตของตัวเองเป็นหมอดู เธอก็น่าจะยอมรับได้ไม่ยาก
“สรุปว่าเธอดูหมอเป็นจริงๆ เหรอ”
ในเมื่อสวีหลานยังไม่กลับมา หลิ่วมู่มู่จึงตัดสินใจเปิดอกคุยกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ให้รู้เรื่องก่อน
และผลที่ตามมาคือ เธอถูกรูมเมตทั้งสองต้อนจนจนมุมติดผนังห้อง
หลิ่วมู่มู่ชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “ปกติฉันทำนายได้แค่เรื่องขี้ปะติ๋วเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ”
เว่ยเสวี่ยรีบคว้านิ้วของเธอไว้แน่น “สอบปลายภาคจะผ่านไหม ทำนายล่วงหน้าได้หรือเปล่า”
“ได้มันก็ได้อยู่หรอก...แต่เธอก็ต้องขยันอ่านหนังสือด้วยตัวเองนะ”
เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่ยอมน้อยหน้า คว้ามืออีกข้างของเธอไปกุมไว้ “ก่อนจะไปสารภาพรัก ช่วยคำนวณโอกาสสำเร็จให้หน่อยได้ไหม”
“อันนี้ก็ได้เหมือนกัน...”
ตอนนี้หลิ่วมู่มู่ถูกยึดมือไปทั้งสองข้าง สภาพไม่ต่างจากตัวประกันที่ถูกลักพาตัว
“ต่อไปนี้เธอคือพี่น้องคนละแม่ของพวกเรา!”
แม้เพื่อนร่วมห้องจะเชื่อใจเธออย่างง่ายดาย แต่หลิ่วมู่มู่ก็ยังแสดงฝีมือเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเธอได้ประจักษ์เพื่อความมั่นใจ โดยการทำนายว่า อีกสักครู่จะมีคนนำชานมมาส่งให้ที่ห้อง
สองสาวไปยืนชะเง้อรอที่หน้าประตูด้วยใจจดจ่อ เพียงยี่สิบนาทีต่อมา หญิงสาวจากห้องข้างๆ ก็เดินถือแก้วชานมตรงดิ่งมาหาเว่ยเสวี่ย ก่อนจะยื่นถุงในมือให้
“เมื่อกี้เจอผู้ชายคนหนึ่งข้างล่าง เขาบอกว่าเป็นคนบ้านเดียวกับเธอ ฝากให้เอามาให้น่ะ”
เว่ยเสวี่ยรับแก้วชานมมาด้วยมือที่สั่นเทา “ขอบใจนะ ขอบใจมาก”
จากนั้นเธอก็วิ่งหน้าตั้งกลับเข้ามาในห้องด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ทิ้งให้เพื่อนข้างห้องมองตามด้วยความงุนงง แค่หนุ่มที่ชอบซื้อของมาให้ ทำไมต้องดีใจเวอร์วังขนาดนั้น
เฉียนเสี่ยวเหมิงเดินวนรอบตัวหลิ่วมู่มู่ด้วยสีหน้าตื่นตะลึง “พระเจ้าช่วยกล้วยทอด มีคนเอาชานมมาส่งจริงๆ ด้วย เธอทำนายออกมาได้ยังไง แม่นราวจับวางเลย”
สายตาของเธอมองหลิ่วมู่มู่ราวกับอยากจะจับมาชำแหละดูโครงสร้างภายใน
เว่ยเสวี่ยเองก็ดูจะมีสติสตังมากกว่าเฉียนเสี่ยวเหมิงเพียงแค่หางอึ่ง
ประสบการณ์มหัศจรรย์ประเภทที่ว่า ‘รูมเมตฉันเป็นจอมขมังเวท’ ดันเกิดขึ้นกับพวกเธอจริงๆ เสียแล้ว
แน่นอนว่าการได้รับการยกย่องให้เป็นผู้วิเศษไม่ใช่จุดประสงค์หลักของหลิ่วมู่มู่ เธอเพียงต้องการสร้างความเชื่อถือเพื่อปรึกษาเรื่องอาการป่วยของสวีหลาน
ในเมื่อโลกกลมเหวี่ยงให้สวีหลานมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง และตัวเธอเองก็พอจะมีหนทางช่วยเหลืออีกฝ่ายได้ ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแกล้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
หลิ่วมู่มู่เลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนักพรตเสวียน เพียงบอกแค่ว่าเธอรู้สูตรยาพื้นบ้านโบราณที่อาจช่วยรักษาอาการของสวีหลานได้
เฉียนเสี่ยวเหมิงและเว่ยเสวี่ยเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้ “ยังไงก็แค่ถั่วแช่น้ำส้มสายชู ของพรรค์นี้กินเข้าไปก็ไม่ถึงตายหรอก ลองดูก็ไม่เสียหาย เผื่อว่าฟลุคหายจริงๆ ขึ้นมาล่ะ”
เว่ยเสวี่ยเสริมขึ้นอย่างรอบคอบ “ฉันคิดว่าสวีหลานน่าจะยอมลองนะ แต่ช่วงนี้เราอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับคนนอกกลุ่มเราดีกว่า โดยเฉพาะแฟนของเธอ ฉันเห็นเขารักสวีหลานมาก ถ้าเกิดรักษาไม่หาย เดี๋ยวเขาจะพาลมาโกรธเธอเอาได้”
หลิ่วมู่มู่พยักหน้ารับ “ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้เธอกลับมาแล้วค่อยบอก”
เช้าวันรุ่งขึ้น สวีอันเจ๋อมาส่งสวีหลานที่หอพัก หลิ่วมู่มู่ฉวยจังหวะช่วงพักเที่ยงแอบกระซิบเรื่องนี้กับเธอ และสวีหลานก็ตอบตกลงที่จะลองดูจริงๆ
พวกเธอวางแผนกันว่าจะดองถั่วหนึ่งขวดทุกๆ ห้าวัน ด้วยวิธีนี้ เพียงแค่ยี่สิบวันทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อย
[จบบท]