บทที่ 64: คำอธิษฐาน
“ท่านอาจารย์พูดถูก เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ยังไงก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนถึงจะพูดได้เต็มปาก ถ้าเขาเหยียบเรือสองแคมจริงๆ เราก็ต้องมีหลักฐานที่แน่นหนากว่านี้ เรื่องความสัมพันธ์ของคนอื่น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังให้มาก”
เจิ้งเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ช่วยพูดเตือนสติด้วยน้ำเสียงสุขุม
เฉียนเสี่ยวเหมิงไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลจนไม่เข้าใจตรรกะข้อนี้ แต่ความโกรธที่พุ่งพล่านอยู่ในอกก็ยากจะระงับได้ง่ายๆ
หญิงสาวคว้าโทรศัพท์มือถือออกมา หามุมเหมาะเจาะแล้วกดถ่ายรูปคนทั้งคู่รัวๆ หลายช็อต ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮึดฮัดอย่างเจ็บใจ
“ครั้งนี้ฉันจะเก็บรูปถ่ายไว้เป็นหลักฐานก่อน คนอย่างหมอนั่นไม่ช้าก็เร็วฉันต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาพร้อมหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุดแน่”
ในเมื่อทุกคนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ถ้าตั้งใจจะจับตามองเสียอย่าง ยังไงสุนัขจิ้งจอกก็ต้องเผยหางออกมาให้เห็นเข้าสักวัน
“ท่านอาจารย์ดูโหงวเฮ้งเขาไม่ได้เหรอ ว่าผู้ชายคนนี้เจ้าชู้เหยียบเรือสองแคมจริงหรือเปล่า” เจิ้งเซวียนหันมาถามด้วยความสงสัย
หลิ่วมู่มู่ส่ายหน้าเบาๆ แววตาฉายแววเสียดายเล็กน้อย “ฉันไม่เชี่ยวชาญศาสตร์การดูโหงวเฮ้งหรอก อย่างมากก็เห็นแค่เปลือกนอกตื้นๆ หรือไม่ก็ต้องเป็นลักษณะที่โดดเด่นชัดเจนมากๆ ถึงจะพอมองออก”
ถ้าสวีอันเจ๋อเสี่ยงทายด้วยตัวเอง บางทีเธออาจจะพอคำนวณอะไรได้บ้าง แต่ในเมื่อเขาไม่ได้ทำ เธอก็จนปัญญา
ทันใดนั้นหลิ่วมู่มู่ก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวูบหนึ่ง ในเมื่อคำนวณดวงสวีอันเจ๋อโดยตรงไม่ได้ เธอก็เลี่ยงไปคำนวณดวงของสวีหลานได้นี่นา แค่หาโอกาสให้สวีหลานเสี่ยงทายดูสักครั้ง ก็น่าจะพอเห็นเค้าลางอะไรได้บ้าง
ในจังหวะที่พวกเขากำลังปรึกษากันอยู่นั้น สวีอันเจ๋อกับจัวหร่านก็พากันเดินมุ่งหน้าไปทางช่องตรวจความปลอดภัยแล้ว
เมื่อเป้าหมายเดินจากไป พวกหลิ่วมู่มู่เองก็หมดอารมณ์จะเฝ้าสังเกตการณ์ต่อ จึงพากันเดินออกมาพร้อมกับเจิ้งเซวียน
ตอนขามาอารมณ์ยังแจ่มใสอยู่แท้ๆ ใครจะไปรู้ว่าจู่ๆ ต้องมาเจอเรื่องบั่นทอนจิตใจแบบนี้เข้าให้
ก่อนจะก้าวเข้าสู่ช่องตรวจความปลอดภัย จู่ๆ จัวหร่านก็หันกลับมามองกวาดสายตาไปรอบๆ ราวกับสัมผัสอะไรบางอย่างได้ แต่น่าเสียดายที่เธอไม่รู้จักหลิ่วมู่มู่ แม้สายตาจะกวาดผ่านพวกเธอไป ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจหรือนึกสงสัยอะไร
“เป็นอะไร” สวีอันเจ๋อเอ่ยถามเมื่อเห็นหญิงสาวชะงักไป
“รู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องพวกเราอยู่เลย” จัวหร่านยิ้มมุมปาก แววตามีเลศนัย
“นายลองทายดูสิว่าเราจะเจอคนรู้จักของนายไหม ถ้าบังเอิญอีกฝ่ายเอาเรื่องที่เห็นพวกเราวันนี้ไปฟ้องแฟนสาวตัวน้อยของนาย นายจะทำยังไง”
สวีอันเจ๋อทำหน้าตึงขึ้นมาทันที น้ำเสียงเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด “เธอช่วยทำตัวสงบเสงี่ยมหน่อยได้ไหม”
“โกรธเหรอ” จัวหร่านหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มนั้นดูร้ายกาจชอบกล
“เมื่อก่อนเวลาอยู่ต่อหน้าคุณพ่อกับคุณแม่ นายไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญฉันแบบนี้เลยนี่นา ก็แค่ใช้งานให้นายก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้หน่อยเดียวเอง ไม่ได้จะเอาชีวิตนายสักหน่อย ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้”
สี่ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินทะยานขึ้นจากน่านฟ้าชิ่งเฉิงและร่อนลงจอดที่สนามบินปักกิ่งอย่างปลอดภัย
ทันทีที่เดินพ้นประตูโถงผู้โดยสารขาเข้า สวีอันเจ๋อก็เห็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคนยืนรอรับอยู่ไกลๆ พร้อมกับโบกมือให้ “หร่านหร่าน เสี่ยวเจ๋อก็กลับมาด้วย”
สวีอันเจ๋อรีบก้าวเข้าไปหาพร้อมกับทำความเคารพทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองด้วยกิริยานอบน้อม “สวัสดีครับคุณอาจัว คุณน้าหลิน”
“เสี่ยวเจ๋อเกรงใจกันเกินไปแล้ว ไม่เจอกันแค่ปีกว่า ทำตัวห่างเหินกับพวกอาไปได้ยังไง”
จัวหย่งฉีตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะยิงคำถามที่ทำให้บรรยากาศชะงักกึก “ได้ข่าวว่าเสี่ยวเจ๋อมีแฟนแล้วเหรอ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสวีอันเจ๋อแข็งค้างไปในทันที
จัวหร่านเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี จึงรีบเดินเข้าไปควงแขนสวีอันเจ๋ออย่างสนิทสนม พลางเอ่ยเสียงอ้อน “คุณพ่อคะ อันเจ๋อเป็นคนที่คุณพ่อเห็นมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก เขาเป็นคนยังไง คุณพ่อยังไม่รู้อีกเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ ใช่แล้ว พวกเขาสองคนรักใคร่ปรองดองกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่อย่างนั้นตอนแรกเราคงไม่ให้หมั้นหมายกันหรอกจริงไหม” หลินชิว แม่ของจัวหร่านรีบพูดแทรกขึ้นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ
“เสี่ยวเจ๋อเป็นคนหนักแน่นพึ่งพาได้มาตลอด อากับน้าเชื่อใจเธอนะ” จัวหย่งฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทำเหมือนลืมประโยคคำถามแทงใจดำเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
มุมปากของสวีอันเจ๋อกระตุกเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไป ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า พ่อกับแม่รู้ดีอยู่แล้วว่าที่นายมีแฟนก็เพื่อฉัน พวกท่านไม่ได้โกรธจริงๆ หรอก แค่กำลังเตือนสตินายว่าอย่าลืมว่านายไปทำอะไรที่นั่น”
จัวหร่านขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของสวีอันเจ๋อ กระซิบถ้อยคำเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้ยิน
***
เจิ้งเซวียนขับรถมาส่งหลิ่วมู่มู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยก่อนจะขอตัวกลับ หลังจากลงจากรถ สองสาวก็แวะซื้ออาหารเช้าชุดหนึ่งติดมือกลับไปฝากสวีหลานที่หอพักด้วย
เมื่อคืนสวีหลานมีไข้ต่ำๆ กินยาไปแล้วไม่รู้ว่าอาการจะดีขึ้นบ้างหรือยัง
เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาก็พบว่าสวีหลานตื่นนอนแล้ว เฉียนเสี่ยวเหมิงยื่นถุงอาหารเช้าให้เพื่อน พลางถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วง “ยังตัวรุมๆ อยู่ไหม ตอนบ่ายต้องไปให้น้ำเกลือหรือเปล่า”
สวีหลานรับอาหารเช้ามาวางพลางส่งยิ้มให้เพื่อน “ขอบใจนะ เมื่อคืนกินยาไปแล้ว ตอนนี้ไข้ลดแล้วล่ะ”
หลิ่วมู่มู่นั่งหันข้างอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง มองดูสวีหลานที่กำลังก้มหน้าตักโจ๊กเข้าปาก จู่ๆ เธอก็พูดชวนขึ้นมาว่า “พรุ่งนี้ฉันกับเสี่ยวเหมิงว่าจะไปเดินเล่นที่วัดชิงซานแถวๆ นี้ เธอไปด้วยกันไหมล่ะ”
แววตาของสวีหลานฉายประกายความสนใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เพียงครู่เดียวเธอก็มีสีหน้าลังเล “แต่อาเจ๋อ...”
ก่อนสวีอันเจ๋อจะเดินทางไปปักกิ่ง เขากำชับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าช่วงสองสามวันนี้ให้พักผ่อนเยอะๆ ห้ามออกไปซนที่ไหน
“โธ่เอ๊ย ยังไงเขาก็ไม่อยู่แล้ว พวกเราก็รูดซิปปากเงียบไม่บอกเขาหรอก” เฉียนเสี่ยวเหมิงขยับเข้าไปนั่งเบียดสวีหลาน เขย่าแขนเพื่อนเบาๆ อย่างออดอ้อน
“ไปเถอะนะ รถก็หาไว้เรียบร้อยแล้ว แค่ออกไปเดินเล่นสูดอากาศเฉยๆ ไม่เป็นอะไรหรอก ต่อให้เธอร่างกายไม่แข็งแรง แต่จะให้อุดอู้อยู่แต่ในหอพักตลอดก็ไม่ได้นะ เฉาตายพอดี”
ตอนนี้เฉียนเสี่ยวเหมิงรู้สึกต่อต้านสวีอันเจ๋อแบบสุดกู่อะไรที่หมอนั่นสั่งห้ามไม่ให้สวีหลานทำ เธอจะยุยงส่งเสริมให้สวีหลานทำมันให้หมด
“...ก็ได้ งั้นฉันไปด้วย”
เดิมทีสวีหลานก็เป็นคนรักสนุกชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว น่าเสียดายที่พักหลังมานี้สุขภาพมีปัญหา เธอไม่อยากให้ครอบครัวและแฟนหนุ่มเป็นห่วง ถึงได้กลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวแบบนี้
ลองคิดดูดีๆ มันก็แค่ช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานี้เองที่เธอเปลี่ยนไป
เมื่อตกลงกันได้ว่าจะยกก๊วนไปเที่ยว หลิ่วมู่มู่เลยถือโอกาสนอนค้างที่หอพักเพื่อนต่ออีกคืน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สามสาวสะพายเป้ใบเก่งที่อัดแน่นไปด้วยขนมและน้ำดื่ม มายืนรอเจิ้งเซวียนอยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
เจิ้งเซวียนยังคงเป็นสุภาพบุรุษที่พึ่งพาได้เสมอ เขาขับรถมารอก่อนเวลานัดหมายถึงสิบนาที เมื่อรับสมาชิกครบองค์ประชุมแล้ว เขาก็พาทุกคนมุ่งหน้าตรงไปยังวัดชิงซานทันที
บรรยากาศเป็นไปตามที่เขาแนะนำ วัดชิงซานมีผู้คนมากราบไหว้ขอพรอย่างเนืองแน่น แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในละแวกนั้นและนักท่องเที่ยวท้องถิ่น คนต่างถิ่นจึงมีไม่มากนัก
และเช่นเดียวกับวัดดังทั่วไป กลิ่นธูปควันเทียนลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศขลังปนแสบตาเล็กน้อย
หลังจากเดินผ่านประตูวัด พวกเธอแวะรับธูปฟรีสามดอกที่จุดบริการซึ่งมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งดูแลอยู่หน้าประตู หันหน้าไหว้ไปรอบทิศทางด้วยความเคารพ ก่อนจะปักธูปลงในกระถางใบมหึมากลางลานวัด
จากนั้นก็พากันไปต่อแถวรอไหว้พระขอพรที่วิหารหลัก
ไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยได้จริงไหม แต่อย่างน้อยการได้ขอพรก็ทำให้มีความหวังหล่อเลี้ยงหัวใจ
กว่าจะถึงคิวของหลิ่วมู่มู่ คนที่คุกเข่าพนมมืออยู่หน้าพระพุทธรูปข้างๆ เธอคือคุณป้าวัยกลางคนท่านหนึ่ง น้ำเสียงขอพรของคุณป้าออกจะดังฟังชัดไปสักหน่อย ทำให้เธอได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
คุณป้าพนมมือแนบอก ไหว้ปะหลกๆ ปากก็พึมพำร่ายยาวเป็นชุด “สาธุ ขอกวนอิมคุ้มครองให้เจ้าหลานชายคนเล็กของฉันสอบได้คะแนนเต็มร้อยทั้งสองวิชาด้วยเถิด”
“ขอให้ลูกสาวของฉันขายออกได้แต่งงานเร็วๆ นี้ ลูกเขยไม่ต้องรวยล้นฟ้าก็ได้ ขอแค่หน้าตาหล่อเหลาหน่อยก็พอ แล้วก็ขอให้ฉันเล่นไพ่นกกระจอกมือขึ้นมีแต่ชนะไม่แพ้ ทางที่ดีช่วยดลบันดาลให้ตาเฒ่าหูบ้านข้างๆ แพ้จนหมดตัวไปเลยยิ่งดี...”
เอิ่ม... หลิ่วมู่มู่รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ เรียนรู้วิธีการไหว้พระแบบแอดวานซ์เข้าให้แล้ว แต่น่าเสียดายที่สไตล์นี้คงไม่ค่อยเหมาะกับเธอเท่าไหร่
หญิงสาวพนมมือตั้งจิตอธิษฐานด้วยความศรัทธา นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับปากพึมพำออกมาว่า
“สาธุ... ขอกวนอิมเมตตาแบ่งแฟนให้หนูสักหลายๆ คนเถอะค่ะ ขอสเปกแบบขายาวๆ หน้าตาหล่อๆ ใส่ชุดสูทแล้วต้องดูดีมีราศี ที่สำคัญดวงต้องแข็งโป๊ก... แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ช่วยยกเยียนซิวให้หนูเถอะค่ะ”
[จบบท]