บทที่ 72: ความกังวล
ความลับเรื่องอาการป่วยของจัวหร่านหนักหนาเกินกว่าที่สวีอันเจ๋อจะปริปากบอกใครได้ในเวลานี้
ชายหนุ่มได้แต่ปลอบประโลมตัวเองในใจว่าให้อดทนอีกนิด ขอเพียงผ่านวันเกิดนี้ไปได้ ทุกอย่างก็จะหวนคืนสู่สภาวะปกติเอง
“ไม่ต้องหรอก”
สวีหลานส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ลึกๆ แล้วเธอเชื่อใจว่าจัวหร่านไม่ได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อแฟนหนุ่มของเธอ แววตาของคนที่แอบมีใจย่อมไม่ใช่อะไรแบบนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเธอบีบตัวอย่างรุนแรงกลับเป็นท่าทีของสวีอันเจ๋อเอง
ที่ผ่านมาเธอหลงคิดว่าความรักระหว่างเรานั้นเรียบง่ายและบริสุทธิ์ ไร้สิ่งเจือปน ใครจะคาดคิดว่าในวันนี้เธอจะได้ตาสว่างและพบความจริงว่า ตรงกลางระหว่างเรายังมีเงาของคนอื่นซุกซ่อนอยู่
ความรู้สึกนี้เปรียบเสมือนการค้นพบว่าแฟนหนุ่มของเรามีเพื่อนต่างเพศที่แสนดี คนที่พวกเขาสามารถสนิทสนมชิดเชื้อ พูดคุยกันได้ทุกเรื่องอย่างไม่มีกำแพงกั้น ในขณะที่ตัวเราเองกลับกลายเป็นส่วนเกินที่ยืนมองพวกเขาจากวงนอก
“ฉันก็แค่แวะมาดูให้แน่ใจว่านายไม่เป็นไร ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ฉันขอตัวก่อน”
หญิงสาวหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป สวีอันเจ๋อยังคงยืนนิ่งไม่ก้าวตามมา หรือแม้แต่จะเอ่ยปากชวนกลับพร้อมกัน เขาก็ไม่ทำ
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มลอยไล่หลังมาเพียงแผ่วเบา
“รอฉันกลับไป แล้วฉันจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง โอเคไหม”
สวีหลานไม่รู้หรอกว่าจัวหร่านป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ ถึงได้มีความสำคัญคุ้มค่าให้เขาต้องแสดงอาการตื่นตระหนกและห่วงใยจนออกนอกหน้าขนาดนี้
จังหวะที่เธอหันหลังเดินจากมา ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเฉียบราวกับจับน้ำแข็ง ปลายนิ้วสั่นระริกน้อยๆ อย่างไม่อาจควบคุม
หลิ่วมู่มู่และเพื่อนอีกสองคนรีบปรี่เข้ามาหา ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความเป็นห่วง เฉียนเสี่ยวเหมิงคว้ามือเพื่อนสาวมากุมไว้แน่นพร้อมถามเสียงตื่น
“หลานหลาน เธอโอเคนะ”
“ไม่เป็นไร กลับกันเถอะ”
ใบหน้าของสวีหลานเรียบเฉยจนน่ากลัว ไม่มีใครอ่านออกเลยว่าภายใต้หน้ากากอันสงบนิ่งนั้น จิตใจของเธอกำลังกรีดร้องหรือแตกสลายไปแล้ว
ความปกติจอมปลอมนั้นดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงช่วงหัวค่ำ
ภายในห้องพัก หญิงสาวนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่บนเตียง ดวงตาจับจ้องความว่างเปล่า ในขณะที่หน้าจอโทรศัพท์มืดสนิท ไร้ซึ่งแสงสว่างจากการแจ้งเตือนข้อความใดๆ
บรรยากาศในห้องพักเต็มไปด้วยความอึดอัดระคนระมัดระวัง ทุกคนต่างพยายามทำตัวให้เงียบที่สุด เฉียนเสี่ยวเหมิงที่กำลังตากผ้าอยู่ตรงระเบียงพยายามขยับปากทำท่าทางตาเหลือกตาตั้งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากหลิ่วมู่มู่ที่นั่งอยู่ในห้อง
‘มู่มู่! ส่งไม้แขวนเสื้อมาให้หน่อย’
หลิ่วมู่มู่มองปากเพื่อนแล้วทำหน้ามึนงง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบช็อกโกแลตสนิกเกอร์ยื่นส่งให้หน้าตาเฉย
เฉียนเสี่ยวเหมิงถึงกับเอามือกุมหน้าแกล้งทำท่าเป็นลมล้มพับกับความซื่อบื้อของเพื่อน
สวีหลานที่นั่งซึมอยู่บนเตียงชั้นสองมองเห็นฉากตลกธรรมชาตินั้นพอดี ความตึงเครียดที่สะสมมาทั้งวันทลายลงจนหลุดขำพรืดออกมา
เสียงหัวเราะนั้นเหมือนสัญญาณปลดล็อกความกังวลของทุกคน เพื่อนทั้งสามต่างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พวกเธอว่า... วันนี้ฉันทำเกินไปไหม”
น้ำเสียงของสวีหลานเต็มไปด้วยความลังเลและความไม่มั่นใจ
เว่ยเสวี่ยละสายตาจากหนังสือในมือ เธอขยับแว่นพลางกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อปรับโหมดเป็นผู้เชี่ยวชาญ
“เธออยากให้ฉันหักล้างข้อสงสัยของเธอจากมุมมองไหนดีล่ะ”
สวีหลานที่เจอรัศมีท่านผู้รู้ของเพื่อนเข้าไปถึงกับไปไม่เป็น
“มะ... มุมมองคนปกติก็ได้”
“เสี่ยวเหมิง บอกหลานหลานไปซิว่าคนปกติเขาทำยังไงกัน”
“ก็เล่นงานมันสิวะ!”
เฉียนเสี่ยวเหมิงตะโกนตอบอย่างลื่นไหลขณะทำสงครามกับกองผ้าเปียก
“พูดดีๆหน่อย”
“อ๋อ... ก็ซัดเขาสักป้าบ”
เฉียนเสี่ยวเหมิงรีบเปลี่ยนคำพูดให้ดูซอฟต์ลงทันทีแต่ความหมายยังคงเดิม
“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดล่ะ”
“เป็นขนาดนั้นแล้วยังจะเข้าใจผิดอะไรอีก แฟนฉันต้องเป็นทาสรับใช้ฉันคนเดียว ฉันไม่ยอมให้เขาไปเสนอหน้าทำดีกับผู้หญิงอื่นหรอกนะ”
เว่ยเสวี่ยผายมือไปทางเฉียนเสี่ยวเหมิง พร้อมทำหน้าตาประมาณว่า ‘เชิญทัศนา’
“นั่นแหละ คือมุมมองของคนปกติ”
“งั้น... แล้วถ้ามุมมองที่ไม่ปกติล่ะ”
สิ้นคำถาม ทั้งสวีหลานและเว่ยเสวี่ยต่างหันขวับไปมองหลิ่วมู่มู่ที่กำลังแกะห่อช็อกโกแลตเข้าปากอย่างพร้อมเพรียง
หลิ่วมู่มู่เอียงคอครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบเรียบๆ
“ถ้าเป็นแฟนฉันน่ะเหรอ...”
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้ม
“ตอนฉันกลับบ้าน น้องชายลูกติดแม่เลี้ยงเคยทำตัวซ่านิดหน่อย แล้วขามันก็หัก ถ้าเปลี่ยนเป็นแฟนฉัน... ฉันคงจัดกระดูกให้เขาหักใหม่ทั้งตัว”
คุณพระ... นี่มันโหดระดับฆาตกรต่อเนื่อง
เพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนเอนหลังหนีรัศมีอำมหิตโดยพร้อมเพรียง
ในที่สุดเว่ยเสวี่ยก็เป็นคนสรุปจบประเด็น
“เธอไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดพวกนี้มากหรอก ยัยสองคนนี้มันโสดมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนป่านนี้ยังหาแฟนไม่ได้ ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจว่าจะเลิกหรือไม่เลิก แล้วก็ไม่ต้องมานั่งทรมานตัวเองด้วยความลังเล”
“เธอคบกับเขาต่อไปได้ ปีแรกมันคือช่วงโปรโมชั่น ฮอร์โมนความรักมันบังตาทำให้สมองเธอไม่ว่างประมวลผล แต่ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เธอจะได้มองเขาให้ชัดๆ ลองทบทวนดูว่ายังอยากไปต่อไหม”
“รับได้หรือเปล่าที่เขามีความลับท่วมหัวแบบนั้น เขาอาจจะดูแลเธอดีก็จริง แต่นิสัยชอบดูแลคนของเขา มันถูกฝึกมาจากการดูแลจัวหร่านตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นไอ้ความจริงใจที่เขามีให้เธอเนี่ย... เธอต้องเอามาประเมินใหม่ให้ละเอียด”
สวีหลานพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามทุกคำพูด
เฉียนเสี่ยวเหมิงกับหลิ่วมู่มู่มองเว่ยเสวี่ยด้วยสายตาเลื่อมใสระคนหวาดหวั่น นี่ไม่ใช่แค่การให้คำปรึกษาปัญหาหัวใจพี่อ้อยพี่ฉอดแล้ว นี่มันจิตวิทยาการล้างสมองขั้นสูงชัดๆ
ปากบอกว่าอย่าเพิ่งเลิก แต่ฉวยโอกาสตอนจิตใจคนกำลังอ่อนแอ ใส่ชุดข้อมูลความคิดของตัวเองเข้าไปรัวๆ ไม่ยั้ง
แชมป์โต้วาทีระดับเมืองนี่เขาน่ากลัวกันขนาดนี้เชียวหรือ
“อีกอย่าง ฉันว่าไหนๆ มู่มู่ก็มีความสามารถที่อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่แล้ว งั้นเราลองใช้วิธีไสยศาสตร์เข้าช่วยดูหน่อยจะเป็นไรไป”
เว่ยเสวี่ยยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนขงเบ้งผู้กุมชะตาฟ้าดิน
“ไสยศาสตร์ยังไง”
สวีหลานถามอย่างหมดทางสู้
“เธออยากรู้ใช่ไหมว่าสวีอันเจ๋อจะไปกับเธอรอดหรือเปล่า มานั่งคิดเองก็ปวดหัวเปล่าๆ เลือกเองก็อาจจะเสียใจทีหลัง”
“ให้มู่มู่ดูดวงให้เลยสิว่าสุดท้ายแล้วหมอนั่นใช่เนื้อคู่ของเธอไหม ถ้าผลออกมาว่าไม่ใช่ ก็ถือซะว่าคบกันขำๆ ฆ่าเวลา ไม่ต้องไปทุ่มเทใจให้เจ็บตัว”
เว่ยเสวี่ยเสนอทางออกสุดท้ายที่ฟังดูเข้าท่าที่สุดในตอนนี้
“ดูได้เหรอ”
สวีหลานหันขวับไปมองหลิ่วมู่มู่ด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
หลิ่วมู่มู่ไม่ได้ปฏิเสธทันที ถ้าเสาร์หน้าคุณพ่อต่งเจิ้งหาวทำตัวว่านอนสอนง่ายอยู่ติดบ้าน ไม่แอบหนีไปซิ่งที่ไหน
เธอก็พอจะเจียดเวลาดูให้ได้ อีกอย่าง... สำหรับปัญหาความสัมพันธ์คาราคาซังระหว่างสวีหลานกับสวีอันเจ๋อ จู่ๆ เธอก็เกิดไอเดียบางอย่างขึ้นมา
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้”
หลิ่วมู่มู่ตอบรับง่ายๆ
“แต่เธออยากได้ความแม่นระดับไหนล่ะ ถ้าแค่เขย่าเหรียญเสี่ยงทายแบบธรรมดา ความแม่นยำก็พื้นๆ ฉันบอกได้แค่ว่าพวกเธอจะได้ไปต่อหรือพอแค่นี้ ลึกกว่านั้นฉันคำนวณให้ไม่ได้นะ”
“อ้าว แล้วมีแบบไม่ธรรมดาด้วยเหรอ”
เพื่อนๆ ต่างหูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าหน้านิ่ง
“วิธีดูดวงแบบพรีเมียมต้องจ่ายค่าครูมาหนึ่งหมื่นหยวน และดูได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต”
“โห แล้วมันแม่นขนาดไหน”
สวีหลานถามเสียงสั่น
“แม่นขนาดที่คำนวณได้ว่า ชีวิตในอนาคตของเธอจะเป็นยังไงในสองเส้นทาง ระหว่างเลือกที่จะเลิกกับเขา หรือเลือกที่จะคบต่อไป”
“เวอร์วังอะไรขนาดนั้น พวกเราขอดูบ้างได้ไหมเนี่ย”
ฟังจากสรรพคุณที่หลิ่วมู่มู่อวดอ้าง นี่มันแทบจะไม่ต่างจากการเปิดดูสปอยล์ชีวิตล่วงหน้าแล้ว เฉียนเสี่ยวเหมิงตาลุกวาวด้วยความสนใจ
ทว่าหลิ่วมู่มู่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่แนะนำให้พวกเธอดูหรอก การล่วงรู้อนาคตของตัวเอง... บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
เหตุผลจริงๆ ที่เธอยอมเปิดเผยความลับสวรรค์ให้สวีหลาน ก็เพราะตัวเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า นายสวีอันเจ๋อคนดีศรีสังคมคนนั้น แท้จริงแล้วมีแผนการอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้กันแน่
สวีหลานขบเม้มริมฝีปากแน่น ใช้เวลาชั่งใจเพียงครู่เดียวก่อนตัดสินใจเด็ดขาด
“โอเค ฉันยอมจ่าย”
เงินหนึ่งหมื่นหยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ สำหรับนักศึกษา แต่โชคดีที่เธอเป็นคนเก็บหอมรอมริบเงินแต๊ะเอียมาตลอด ถ้าเงินจำนวนนี้สามารถซื้อคำตอบที่ชัดเจนและทำให้เธอหลุดพ้นจากความสงสัยที่กัดกินใจได้ เธอก็ยินดีที่จะจ่ายมัน
[จบบท]