บทที่ 74: ละครฉากเก่า
สวีหลานเอาแต่นั่งก้มหน้า มองดูข้าวในถาดหลุมราวกับมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโลก
เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม เพราะรู้จุดอ่อนของตัวเองดีว่า ถ้าได้เห็นแววตาคู่นั้นเมื่อไหร่ กำแพงในใจที่ก่อไว้อาจจะพังทลายลงมาง่ายๆ
สวีอันเจ๋อแค่นยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างขมขื่น “นี่เธอโกรธฉันถึงขนาดไม่อยากจะมองหน้ากันแล้วเหรอ”
หญิงสาวยังคงปิดปากเงียบ
“ฉันรู้... ฉันรู้ว่าเธอโกรธที่ฉันมีความลับกับเธอ แล้วก็โกรธที่เห็นฉันยอมจัวหร่านทุกอย่างทั้งที่ตัวฉันอยู่กับเธอแท้ๆ”
แพขนตายาวของสวีหลานกระตุกวูบ มือที่กำตะเกียบเกร็งขึ้นเล็กน้อย
“ที่ฉันไม่ยอมบอกเธอตั้งแต่แรก ก็เพราะฉันไม่อยากให้เธอรู้ว่าอดีตของฉันน่ะมันน่าสมเพชแค่ไหน เธอรู้ไหมหลานหลาน จริงๆ แล้วฉันมันก็แค่เด็กในบ้านที่ตระกูลจัวรับเลี้ยงไว้”
“เป็นลูกบุญธรรมแค่ในนาม แต่หน้าที่จริงๆ คือเป็นเพื่อนเล่นแล้วก็เป็นที่รองรับอารมณ์ของจัวหร่านมาตั้งแต่เด็ก”
คราวนี้สวีหลานถึงกับเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกตะลึง
“เวลาจัวหร่านไม่พอใจ เธอจะด่าว่าหรือทุบตีฉันยังไงก็ได้ ส่วนฉันมีหน้าที่เดียวคือห้ามทำให้เธอโกรธ ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ของเธอก็พร้อมจะไล่ฉันออกจากบ้านได้ทุกเมื่อ”
ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของแฟนสาว ถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาทางสายตา
“หลานหลาน เธอคงนึกภาพไม่ออกหรอกว่า ช่วงเวลาที่ฉันได้ออกมาจากบ้านตระกูลจัว มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้ฉันได้มาเจอกับเธอ...”
“ทำไมนายไม่เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฉันฟังเลย”
สวีหลานถามเสียงแผ่ว เธอไม่ได้หลบสายตาเขาอีกแล้ว ความสงสารเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
แต่ทว่า... ลึกลงไปในความรู้สึก เธอกลับรู้สึกว่าถ้อยคำดราม่าพวกนี้มันดูลอยๆ พิกล เหมือนบทละครที่ถูกท่องจำมาอย่างดีมากกว่าจะเป็นความรู้สึกจริงๆ
ที่เขาพูดมาทั้งหมดนี่... มันคือเรื่องจริงแน่เหรอ
“ก็เพราะฉันไม่อยากให้เธอมองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีตอนนี้ มันแลกมาด้วยการก้มหัวประจบสอพลอพ่อแม่ของจัวหร่านไงล่ะ”
“ชีวิตฉันมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นแหละที่ฉันกล้าขัดใจพวกเขา คือตอนที่ฉันดื้อดึงจะสอบเข้าที่นี่ เพียงเพราะฉันอยากจะมาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอ”
เรื่องนี้สวีหลานรู้ดีแก่ใจ ผลการเรียนของสวีอันเจ๋อนั้นยอดเยี่ยมกว่าเธอแบบเทียบไม่ติด เขามีศักยภาพพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำในปักกิ่งได้สบายๆ แต่เขากลับเลือกมาเรียนที่นี่
ตอนนั้นอาจารย์แนะแนวพากันมากล่อมเขาจนหัวหมุน แต่เขาก็ยังยืนกรานคำเดิม
เพื่อนๆ ที่รู้เรื่องนี้ต่างก็พากันอิจฉาเธอ บอกว่าสวีอันเจ๋อรักเธอมาก ยอมทิ้งอนาคตที่ดีกว่าเพื่อมาอยู่ใกล้เธอ
สวีหลานเคยคิดว่า ลำพังแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เธอก็ควรมอบความไว้วางใจให้เขาได้อย่างหมดใจ
แต่ทว่า... เสียงเตือนของเว่ยเสวี่ยกลับดังแทรกขึ้นมาในหัว ราวกับเปิดเทปย้อนหลัง
เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ตอนที่หลิ่วมู่มู่ไม่อยู่และเฉียนเสี่ยวเหมิงออกไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ในห้องเหลือกันอยู่แค่สองคน
เธอปรับทุกข์กับเว่ยเสวี่ย เล่าเรื่องความรักระหว่างเธอกับสวีอันเจ๋อ รวมถึงวีรกรรมความรักอันยิ่งใหญ่ที่เขาทิ้งโอกาสไปเรียนต่อที่ปักกิ่งเพื่อเธอ
วันนั้นเว่ยเสวี่ยพูดสวนกลับมาทันทีว่า 'คอยดูนะ อีกไม่กี่วันสวีอันเจ๋อจะต้องวิ่งแจ้นมาขอโทษเธอ และเพื่อจะทำให้เธอใจอ่อน เขาจะต้องงัดไม้ตายเรื่องที่เขาสละสิทธิ์มหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งมาอ้างบุญคุณแน่นอน'
ตอนนั้นสวีหลานฟังแล้วก็ผ่านเลยไป เพราะปกติอาเจ๋อทำอะไรเพื่อเธอตั้งมากมายแต่ไม่เคยเอามาลำเลิกบุญคุณ
แต่ทำไมวันนี้... เขาถึงพูดออกมาเหมือนที่เว่ยเสวี่ยทำนายไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
ประโยคสุดท้ายที่เว่ยเสวี่ยทิ้งท้ายไว้ ยังคงดังก้องอยู่ในหัว 'เธอต้องคิดให้ดีๆ นะสวีหลาน ว่าที่เขาทุ่มเททำทั้งหมดนั่นน่ะ เขาทำเพื่อเธอจริงๆ หรือเปล่า อย่าลืมสิว่าจัวหร่านเองก็เรียนอยู่ที่นี่เหมือนกัน'
นั่นสิ เรื่องมันบังเอิญเกินไปไหมที่จัวหร่านก็มาอยู่ที่นี่
ใครๆ ก็รู้ว่าฝีมือระดับจัวหร่าน เข้าวิทยาลัยดนตรีที่ปักกิ่งได้สบายๆ แต่ทำไมถึงลดตัวลงมาเรียนที่นี่
สรุปแล้วสวีอันเจ๋อตามจัวหร่านมา หรือจัวหร่านตามสวีอันเจ๋อมากันแน่
แล้วตกลง... เขาทำเพื่อเธอจริงๆ หรือเปล่า
กำแพงความเชื่อใจของสวีหลานเริ่มสั่นคลอน
ตอนนี้เธอแยกไม่ออกแล้วว่าคนตรงหน้าพูดความจริงกี่ส่วน โกหกกี่ส่วน
หรือบางที เขาอาจจะไม่ได้โกหก แต่เป็นใจของเธอเองที่มันไม่ยอมเชื่อเขาเหมือนเดิมอีกแล้ว
***
บรรยากาศด้านนอกโรงอาหารร้อนอบอ้าว หลิ่วมู่มู่กับเว่ยเสวี่ยกำลังยืนดูดไอศกรีมแท่งยี่ห้อสวัสดิการมหาวิทยาลัยราคาห้าเหมาอย่างสบายใจเฉิบ
สองสาวดูใจเย็นราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่ง ผิดกับเฉียนเสี่ยวเหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รายนั้นเอาแต่ยืดคอชะเง้อมองเข้าไปในโรงอาหารด้วยความเป็นห่วงเพื่อนจนนั่งไม่ติด
“นี่พวกเธอสองคนไม่สงสัยเลยเหรอว่าอีตานั่นกำลังเป่าหูอะไรหลานหลานอยู่”
หลิ่วมู่มู่ผู้ซึ่งรู้อนาคตล่วงหน้าอยู่แล้ว คิดในใจว่า 'อย่าว่าแต่สงสัยเลย ฉันเบื่อจะแย่อยู่แล้วเนี่ย'
ส่วนเว่ยเสวี่ยที่อ่านเกมของสวีอันเจ๋อขาดกระจุย ก็กัดไอศกรีมดังกร็อบแล้วพูดขึ้น
“จะมีอะไรน่าสงสัย มุกผู้ชายเวลาจะง้อผู้หญิง มันก็มีอยู่ไม่กี่อย่างหรอก แกล้งทำตัวน่าสงสาร บีบน้ำตาหน่อยๆ แล้วก็ร่ายยาวว่าตัวเองเคยเสียสละเพื่อเธอมามากแค่ไหน”
“ตายแล้ว! ถ้ามาไม้นี้หลานหลานเสร็จแน่ ยัยนั่นยิ่งขี้สงสารอยู่ด้วย สวีอันเจ๋อพูดไม่กี่คำก็คงใจอ่อนยวบแล้วมั้ง” เฉียนเสี่ยวเหมิงได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งหน้าเครียด
“ถ้าหลานหลานไม่รู้บทล่วงหน้า ก็คงจะใจอ่อนตามระเบียบ แต่ถ้าเธอรู้สคริปต์อยู่แล้วล่ะ” เว่ยเสวี่ยพูดพลางเลียไอศกรีมที่เริ่มละลาย
มันก็เหมือนกับการทำข้อสอบที่ยากแสนยาก แต่ดันไปเห็นเฉลยมาก่อนนั่นแหละ ความรู้สึกภาคภูมิใจหรืออินไปกับมันที่ควรจะมีเต็มร้อย สุดท้ายมันก็กร่อย เหลือความรู้สึกจริงๆ แค่นิดเดียว
เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ความซาบซึ้งที่สวีอันเจ๋อหวังจะได้รับ คราวนี้คงเหลือไม่ถึงครึ่ง
หลังจากเปิดใจเคลียร์กันที่โรงอาหาร ดูเหมือนว่าสวีหลานกับสวีอันเจ๋อจะกลับมาคุยกันเหมือนเดิม
ทั้งคู่เริ่มไปกินข้าวด้วยกัน ออกไปเดตกันบ้าง แต่สังเกตได้ว่าสวีหลานกลับหอพักเร็วขึ้นทุกที และสีหน้าก็ไม่ได้ดูมีความสุขสดใสเหมือนคนมีความรักอย่างเมื่อก่อน
ช่วงนี้เว่ยเสวี่ยสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครพูดถึงเรื่องสวีอันเจ๋อต่อหน้าสวีหลาน พอเฉียนเสี่ยวเหมิงเซ้าซี้ถามเหตุผล เธอก็ทำหน้าลึกลับแบบผู้ทรงภูมิ
“ถ้าขืนเธอเอาแต่กรอกหูหลานหลานทุกวันว่าแฟนของเธอไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวสัญชาตญาณการปกป้องมันจะทำงาน กลายเป็นแรงต้านกลับ”
“เพราะยังไงซะเมื่อก่อนหมอนั่นก็เคยทำตัวดีจริงๆ เอาเป็นว่าไอ้ที่ควรเตือนเราก็เตือนไปหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่รอจังหวะเหมาะๆ แล้วค่อยสะกิดเบาๆ ก็พอ”
พูดจบ เธอก็หันไปส่งสายตารู้กันกับหลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย “ถูก ตามหลักสูตรของพวกระดับปรมาจารย์เขาทำกันแบบนี้แหละ”
จะให้ไปวิ่งไล่ป้อนข้าวป้อนน้ำถึงปาก มันเสียศักดิ์ศรีปรมาจารย์แย่
แชมป์โต้วาทีอย่างเว่ยเสวี่ยก็คงคิดไม่ต่างกัน ระดับแชมป์เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เน้นซัดเข้าจุดตายทีเดียวจอด ไม่เปลืองน้ำลาย
เฉียนเสี่ยวเหมิงมองเพื่อนซี้สองคนที่ทำตัวเป็นปราชญ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน แล้วก็ได้แต่ก้มหน้าครุ่นคิด หรือว่าเธอควรจะไปหาเรียนวิชาชีพพิเศษอะไรติดตัวบ้างดีนะ อยู่กับสองคนนี้แล้วรู้สึกตัวเองไร้ประโยชน์ยังไงก็ไม่รู้
เช้าวันศุกร์มีเรียนแค่วิชาเดียว พอเสียงออดหมดเวลาดังขึ้น นักศึกษาทุกคนก็ดีดตัวออกจากเก้าอี้ราวกับสปริง พากันพุ่งตัวออกจากห้องเรียนแยกย้ายไปตามทางของตน
สำหรับสมาชิกห้อง 413 จุดหมายมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการกิน
ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมาตรงหน้า ก็ไม่อาจขัดขวางภารกิจการเติมเต็มกระเพาะอาหารของพวกเธอได้
โชคดีที่วันนี้เมนูเด็ดของโรงอาหารที่สองไม่ใช่ปลาย่างรสชาติเหมือนถุงเท้าหมัก พ่อครัวมือหนึ่งกลับมาทวงคืนความอร่อยได้ตามมาตรฐานเดิม ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีน้ำตาไหลพราก
สวีหลานเขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างใจลอย
พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของเธอแล้ว หลิ่วมู่มู่เคยบอกไว้ว่า ถึงวันเกิดเธอจะตัดสินใจได้เอง แต่จนป่านนี้... เธอก็ยังมองไม่เห็นทางออกเลยสักนิด
“เฮ้ย ผู้หญิงคนนั้นเดินมาทางนี้ทำไมอะ” เฉียนเสี่ยวเหมิงกระซิบเสียงตื่นๆ
สวีหลานเงยหน้าขึ้นจากจานข้าว ก็เห็นจัวหร่านในชุดสวยสง่ากำลังเดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะของพวกเธอ
แม้จะเพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นาน แต่รัศมีของจัวหร่านก็แผ่ไปทั่ว ใครๆ ก็รู้จักเธอ ระหว่างทางที่เดินมา ไม่ใช่แค่เพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่รุ่นพี่ปีสูงๆ ต่างก็พากันส่งเสียงทักทายเธอกันเกรียวกราว
[จบบท]