บทที่ 83: รอยร้าวของความสัมพันธ์
สวีหลานขยับริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยตัดบทว่าไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป ทว่าหางตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวบริเวณบันไดหน้าสถานีตำรวจ
นายตำรวจคนที่เพิ่งเข้ามาสอบปากคำเธอกำลังเดินลงมา พร้อมกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาผู้มีบรรยากาศรอบกายโดดเด่นแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ถัดไปด้านหลังคือเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายที่กำลังควบคุมตัวสวีอันเจ๋อเดินตามลงมา
ใบหน้าของสวีอันเจ๋อในยามนี้ดูหม่นหมองไร้ราศี ราวกับคนที่เพิ่งถูกกระชากความหวังจนพังทลายไม่มีชิ้นดี
ทันทีที่ดวงตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของสวีหลานที่ยืนรออยู่ ฝีเท้าที่ก้าวเดินอย่างคนหมดอาลัยตายอยากก็ชะงักลง
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขนาบข้างไม่ได้เร่งเร้าหรือผลักดันให้เขาเดินต่อ คล้ายกับจงใจเปิดช่องว่างแห่งความเงียบงันให้คนทั้งสองได้สะสางความค้างคาใจเป็นครั้งสุดท้าย
สวีอันเจ๋อมองสบตาหญิงสาวตรงหน้า ริมฝีปากแห้งผากขยับเอ่ยเสียงแผ่ว
“หลานหลาน...”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเจือความรวดร้าว
“ฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายเธอ... ที่ฉันทำไปทั้งหมด ก็แค่เพื่อสร้างอนาคตของเรา...”
สวีหลานไม่ได้เข้าใจรายละเอียดลึกซึ้งในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธอโต้ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าลับหลังฉัน นายทำเรื่องแย่ๆ อะไรไว้บ้าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่นายเข้าใจผิดถนัด” เธอสูดหายใจเข้าลึก น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“อนาคตของเราไม่ใช่สิ่งที่นายมีสิทธิ์ตัดสินใจได้เพียงลำพัง และในวินาทีที่นายมีความคิดเผด็จการแบบนี้เกิดขึ้น มันก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเส้นทางของเราสองคนคงไม่มีวันมาบรรจบกันได้อีก”
เรื่องของจัวหร่าน ที่จริงแล้วเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกิริยา เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอมองเห็นความจริงที่ถูกมองข้ามมาตลอดว่าระหว่างเธอกับเขามันไปกันไม่ได้
การปรากฏตัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นเพียงหลักฐานยืนยันว่าความสัมพันธ์นี้เปราะบางเพียงใด ในอดีตเธอขลุกอยู่แต่ในสังคมแคบๆ หลงวนเวียนอยู่ในความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาจนตาบอดมองไม่เห็นความจริงข้อนี้
“ความจริงฉันคิดทบทวนเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตั้งใจว่ารอให้จบงานวันเกิดจัวหร่านเมื่อไหร่จะคุยกับนายให้รู้เรื่อง” สวีหลานจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยรักด้วยแววตามั่นคง
“ตอนนี้ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว... สวีอันเจ๋อ ฉันคิดว่าเราเข้ากันไม่ได้ เราเลิกกันเถอะ”
สวีอันเจ๋อยืนนิ่งงัน ดวงตาจดจ้องใบหน้าของอดีตคนรัก เขาพยายามค้นหาความโกรธเกลียดหรือความเสียใจในแววตานั้น แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าอันสงบนิ่ง สุดท้ายมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่นเย้ยหยันตัวเอง
“เข้าใจแล้ว”
สายตาของเขาเลื่อนผ่านสวีหลานไปยังหญิงสาวอีกสามคนที่ยืนเคียงข้างเธอ เพื่อนของสวีหลาน... ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แฟนสาวของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
สมัยเรียนมัธยมในเมืองเล็กๆ แม้เขาจะมีคนมารุมล้อมเอาใจมากมาย แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะมอบความจริงใจให้สวีหลานอย่างแท้จริง ทว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่
เธอได้พบกับเพื่อนกลุ่มนี้ สวีหลานที่เคยพึ่งพาเขาในทุกเรื่องเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง เริ่มยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเอง และเข้มแข็งขึ้นจนเขาตามไม่ทัน
บางทีสิ่งที่เธอพูดอาจถูกต้อง พวกเขาไม่เหมาะสมกันมาตั้งแต่ต้น ความสัมพันธ์นี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่ผิดพลาด และไม่มีวันยั่งยืน
เรื่องราวความรักที่ผ่านมา... มีเพียงเขาคนเดียวที่หลอกตัวเอง
ฟางชวนยืนกอดอกมองฉากจบความสัมพันธ์ตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะสะบัดมือสั่งลูกน้อง
“พาตัวไป”
ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด เนื่องจากพิธีกรรมแลกชีวิตถูกขัดขวางจนล้มเหลว สวีอันเจ๋อจึงมีความผิดเพียงข้อหาพยายามกระทำความผิด หากคดีขึ้นสู่ศาล โทษทัณฑ์ทางกฎหมายอาจไม่หนักหนาสาหัส
แม้ปากคำของสวีอันเจ๋อจะพยายามเลี่ยงบาลี แต่ระดับฟางชวนแล้ว แค่มองตาก็อ่านเกมออกทะลุปรุโปร่ง ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของสวีหลานที่ถูกนำมาใช้ในพิธี จะเป็นใครไปได้ที่ขโมยออกมาถ้าไม่ใช่คนใกล้ตัวอย่างหมอนี่
ปากพร่ำบอกว่ารัก แต่เนื้อแท้คือนักต้มตุ๋นที่หากินกับความรู้สึกคน ผู้ชายพรรค์นี้ ยิ่งเขี่ยออกไปให้ห่างจากชีวิตได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นกุศลกับตัวเองมากเท่านั้น
ก่อนจะเดินจากไป ฟางชวนส่งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งให้หลิ่วมู่มู่ ราวกับจะบอกว่า ‘เรื่องนี้ยังไม่จบ ไว้วันหลังฉันจะมาคุยกับเธอ’
หลิ่วมู่มู่เมินหน้าหนีทำเป็นมองไม่เห็น เธอไม่มีเรื่องอะไรอยากเสวนาด้วย
เมื่อรถตำรวจแล่นออกไปแล้ว หลิ่วมู่มู่และเพื่อนๆ ทั้งสี่ชีวิตจึงรีบวิ่งหน้าตั้งไปเรียกรถแท็กซี่หน้าสถานีตำรวจ โชคดีที่รถแท็กซี่พาพวกเธอบึ่งมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัยก่อนเวลาหอพักปิดเพียงครึ่งชั่วโมง เรียกว่าเฉียดฉิวเส้นตายไปอย่างหวุดหวิด
เมื่อกลับเข้ามาในพื้นที่ปลอดภัยอย่างห้องพัก ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ทุกคนต่างพร้อมใจกันลากเก้าอี้มานั่งล้อมวงรอบโต๊ะของหลิ่วมู่มู่ สายตาทุกคู่จับจ้องเธอเป็นจุดเดียวเพื่อรอคอยคำตอบ
หลิ่วมู่มู่ถอนหายใจเบาๆ เรียบเรียงข้อมูลในหัวครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก
“เรื่องมันเริ่มจากตอนที่ฉันดูดวงเนื้อคู่ให้หลานหลาน ตอนนั้นฉันเห็นนิมิตว่าจัวหร่านวางแผนจะทำพิธีสลับชะตากับเธอ”
เมื่อเห็นเพื่อนๆ ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เธอจึงขยายความต่อ
“อธิบายง่ายๆ ก็คือ หลานหลานกับจัวหร่านมีดวงสมพงศ์กันในทางร้าย เกิดวันเดือนปีและเวลาตกฟากเดียวกันเป๊ะ”
“ซึ่งมันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำพิธีสลับชะตา จัวหร่านเขาคิดว่าดวงของเธอดีกว่า ก็เลยโลภอยากจะสลับเอาดวงดีๆ ไป แล้วโยนดวงซวยๆ หรือเคราะห์กรรมที่ควรจะเกิดกับตัวเองมาใส่หลานหลานแทน”
สวีหลานเบิกตากว้าง ความสงสัยที่ค้างคาใจมานานถูกไขกระจ่างในวินาทีนี้
“ที่เมื่อก่อนร่างกายฉันสามวันดีสี่วันไข้... เกี่ยวกับไอ้พิธีบ้านี่ด้วยหรือเปล่า”
สุขภาพของเธอเดี๋ยวดีเดี๋ยวทรุด บทจะป่วยก็ป่วยหนัก บทจะหายก็หายเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อก่อนเธอคิดแค่ว่าร่างกายอ่อนแอ หมอก็หาสาเหตุไม่เจอ แต่พอฟังหลิ่วมู่มู่พูด ทุกจิ๊กซอว์ก็ต่อกันจนเห็นภาพชัดเจน
“กรี๊ด!” เฉียนเสี่ยวเหมิงหวีดร้องขึ้นมาหน้าตาตื่น
“ยันต์นั่น! หรือว่าจะเป็นยันต์อันนั้นที่เธอเผาไป”
ภาพยันต์กระดาษที่ลุกไหม้เป็นจุณในมือหลิ่วมู่มู่ยังติดตาเธอไม่หาย
หลิ่วมู่มู่พยักหน้ารับ
“ใช่ สวีอันเจ๋อน่าจะเป็นคนคอยส่งเสบียงให้จัวหร่าน เขาเป็นคนเอาของใช้ส่วนตัวของหลานหลานไปให้ทางนั้นทำพิธี”
“ส่วนยันต์คุ้มกันภัยที่เขาให้หลานหลานพกติดตัว ก็คงเป็นหนึ่งในสื่อกลาง อาการป่วยออดๆ แอดๆ ของเธอ ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการที่โดนขโมยดวงชะตาไปทีละนิดนั่นแหละ”
เฉียนเสี่ยวเหมิงหน้าซีดบ่นกระปอดกระแปด
“เรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ ทำไมเธอไม่รีบบอกพวกเราก่อน ปล่อยให้พวกเราเดินดุ่มๆ ไปงานวันเกิดทั้งที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แบบนั้น น่ากลัวจะตายชัก”
เว่ยเสวี่ยที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถามจริงเถอะ ถ้ามู่มู่บอกก่อน แล้วเธอมีปัญญาแก้ปัญหาเหรอ”
เฉียนเสี่ยวเหมิงเถียงข้างๆ คูๆ
“ก็อย่างน้อยเราก็ป้องกันตัวได้นี่ ไม่เห็นต้องไปเหยียบถ้ำเสือที่บ้านนั้นเลย”
เว่ยเสวี่ยส่ายหน้า ถอนหายใจยาว
“เธอจำไม่ได้เหรอว่าสวีอันเจ๋อกับหลานหลานคบกันมานานแค่ไหน พวกเขาวางแผนกันข้ามปี ขนาดแฟนที่คบกันยังเป็นคนของฝั่งนั้นส่งมาประกบตัว เธอคิดว่าถ้าพวกเขาตั้งใจจะลงมือกับหลานหลานจริงๆ ลำพังหลานหลานจะมีโอกาสรอดเหรอ”
พูดจบ เธอก็หันไปส่งสายตาขอความเห็นจากหลิ่วมู่มู่
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าช้าๆ
“หลบวันนี้พ้น ก็ใช่ว่าจะรอดวันหน้า”
ในเมื่อเธอมองเห็นแผนการทั้งหมดแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการบุกเข้าไปทำลายพิธีกรรมให้พังพินาศคาตา ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซาก จะได้ไม่มีโอกาสกลับมาแว้งกัดได้อีก
เฉียนเสี่ยวเหมิงนิ่งคิดตามก่อนจะพยักหน้ายอมจำนน
“ก็... มีเหตุผล แต่ยังไงเธอก็น่าจะกระซิบกันบ้าง เธอเล่นไปลุยเดี่ยวกับพวกคนจิตใจสกปรกพวกนั้น ถ้าเกิดพลาดพลั้งเป็นอันตรายขึ้นมา พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยจะเข้าไปช่วยทันได้ยังไง”
คำพูดของเฉียนเสี่ยวเหมิงเรียกเสียงสนับสนุนจากเพื่อนคนอื่นในห้อง
หลิ่วมู่มู่ยิ้มแห้งๆ รับคำอย่างว่าง่าย
“โอเคๆ ฉันสัญญาว่าคราวหน้าจะระวัง”
แม้สำหรับเธอแล้ว สถานการณ์เมื่อครู่จะห่างไกลจากคำว่าอันตรายอยู่โข แต่ความอบอุ่นจากความเป็นห่วงของเพื่อนๆ ก็ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย
จัวหร่านจะขยับตัวแบบไหน มีหมอผีหน้าไหนมาช่วยทำพิธี เธอเห็นภาพล่วงหน้าทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว โอกาสพลาดแทบจะเป็นศูนย์ และต่อให้มีอะไรผิดพลาดจริงๆ คนที่จะต้องหลั่งเลือดก็คงไม่ใช่เธอ
ด้วยดวงชะตาพิฆาตคนรอบข้างระดับจักรวาลของเธอ ถ้าจัวหร่านคิดจะมางัดข้อด้วย รับรองว่าคนซวยต้องเป็นฝ่ายนั้น ไม่ใช่ตัวเธอแน่นอน
ถึงกระนั้น หลิ่วมู่มู่ก็ยังหันไปกล่าวกับเพื่อนสาวด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษนะหลานหลาน ที่ฉันปิดบังเรื่องนี้มาตลอด”
สวีหลานรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ในหัวของเธอตอนนั้นวุ่นวายอยู่แต่กับเรื่องความรักที่พังทลาย คิดแต่ว่าจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร
แต่หลิ่วมู่มู่กลับกำลังวางแผนเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยชีวิตเธอ แล้วแบบนี้เธอจะกล้าโกรธเพื่อนที่ดีที่สุดคนนี้ลงได้อย่างไร
[จบบท]