บทที่ 84: ความจริงหลังผ่านพ้น
เมื่อความจริงกระจ่างชัด สวีหลานจึงได้ตระหนักว่าตนเองเฉียดใกล้หายนะมากเพียงใด หญิงสาวไม่อาจสลัดความหวาดหวั่นออกจากใจได้ง่ายๆ ทว่าในความโชคร้ายยังนับว่ามีความโชคดีที่เรื่องราวทุกอย่างถูกคลี่คลายลงแล้ว
สวีหลานมองเพื่อนสาวคนสนิทที่ช่วยชีวิตเธอไว้ แล้วส่ายหน้าช้าๆ
“มู่มู่ เธอไม่ต้องขอโทษฉันหรอก ฉันดีใจด้วยซ้ำที่มารู้ความจริงเอาตอนสุดท้าย เรื่องแบบนี้จะรู้หรือไม่รู้ สำหรับฉันมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นแล้ว”
หากเธอรู้ล่วงหน้า จิตใจของเธอคงรับไม่ไหวและพังทลายลงเสียก่อน การได้รับรู้เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลงแล้วทำให้ในใจหลงเหลือเพียงความโล่งอก กระทั่งความแค้นเคืองชิงชังที่มีต่อสวีอันเจ๋อ ยังไม่ทันจะได้ก่อตัวขึ้นก็เลือนหายไปดุจหมอกควัน
วินาทีที่เขาถูกสวมกุญแจมือและถูกตำรวจคุมตัวออกไป เขาได้กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า เป็นแค่ผู้ผ่านทางที่ไร้ความหมายในชีวิตของเธอโดยสมบูรณ์
เมื่อบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย สวีหลานจึงเริ่มมีกะจิตกะใจถามถึงเรื่องอื่น
“อ้อ จริงสิมู่มู่ ตำรวจคนนั้นรู้จักเธอเหรอ”
หลิ่วมู่มู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“อ้อ... เคยเจอกันไม่กี่ครั้ง ถือว่าพอมีคนรู้จักกันบ้างมั้ง”
‘คนรู้จัก’ ที่หิ้วปีกเธอเข้าห้องสอบสวนถึงสองครั้งเนี่ยนะ หญิงสาวแอบจดบัญชีแค้นในใจ เขายังไม่ได้ขอโทษเธอเรื่องที่ทำให้เสียเวลาวันก่อนเลยด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อเห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นของสวีหลาน หลิ่วมู่มู่จึงขยายความต่อ
“ยันต์คุ้มกันภัยที่ฉันให้เธอพกไว้ก่อนหน้านี้ ก็ได้ที่ปรึกษาของสถานีตำรวจพวกเขานั่นแหละเป็นคนวาดให้ ผู้ชายที่ใส่สูทคนนั้น เธอคงเห็นแล้วใช่ไหม”
ยังไม่ทันที่สวีหลานจะได้ตอบรับ เฉียนเสี่ยวเหมิงที่นั่งฟังอยู่บนเตียงก็ยกมือปิดหน้าแล้วกรีดร้องออกมาด้วยความขัดเขิน
“กรี๊ด! ฉันเห็นแล้ว เขาหล่อมาก!”
ภาพชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง เอวสอบ ขายาว กับบุคลิกที่ดูภูมิฐานและลึกลับดึงดูดสายตาของทุกคน แต่น่าเสียดายที่บรรยากาศรอบตัวเขาดูเย็นชาและเข้าถึงยาก เป็นความงามสง่าที่ทำได้เพียงมองชื่นชมอยู่ไกลๆ เท่านั้น
หลิ่วมู่มู่พยักหน้าเห็นด้วยทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
“ใช่ป้ะ ใช่ป้ะ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ ตาถึงนะเนี่ยเรา”
เว่ยเสวี่ยที่นั่งฟังอยู่ถึงกับทำหน้าไม่ถูก หัวข้อสนทนาเปลี่ยนจากเรื่องคอขาดบาดตายมาเป็นเรื่องผู้ชายหล่อๆ ได้อย่างไรกัน หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจสาดน้ำเย็นดับฝันเพื่อน
“ตื่นค่ะคุณหนูหลิ่ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน ทั้งอายุ ฐานะ หรือประสบการณ์ทางสังคม พวกเธอไม่เหมาะสมกันเลยสักนิด”
แม้ว่าเขาจะดูเจริญหูเจริญตาจริงๆ ก็ตาม แต่ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง
“ไม่เป็นไร”
หลิ่วมู่มู่ลุกขึ้นหมุนตัวหนึ่งรอบอย่างอารมณ์ดี
“ฉันใช้เหรียญบรรพบุรุษเสี่ยงทายดูแล้ว เราสองคนเป็นเนื้อคู่กัน!”
เว่ยเสวี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ อดไม่ได้ที่จะย้อนความหลัง
“วันก่อนเธอก็ใช้เหรียญบรรพบุรุษทำนายรักแรกพบของเสี่ยวเหมิง ผลคือยังไง ระหว่างทางยัยนั่นดันไปตกหลุมรักลูกแมวตัวเท่าฝ่ามือเข้าจังเบอร์”
เรื่องมีอยู่ว่า มีคนเพิ่งซื้อลูกแมวตัวผู้มาจากร้านสัตว์เลี้ยง แล้วเดินสวนกับเฉียนเสี่ยวเหมิงกลางทาง เพื่อนสาวตัวดีก็เกิดอาการ ‘โดนตก’ จนแทบจะเดินต่อไม่ไหว
นี่หรือคืออาการใจเต้นที่เหรียญทำนายไว้ จะหวั่นไหวกับผู้ชายปกติหน่อยไม่ได้หรือไง ต่างสายพันธุ์ขนาดนี้ ยังไงก็ไม่มีทางสมหวังหรอก
บางครั้งเว่ยเสวี่ยก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เหรียญของมู่มู่นั้นศักดิ์สิทธิ์จริงหรือเปล่า หรืออย่างน้อย... มันก็น่าจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง
สวีหลานยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก เสียดายก็แต่ลูกแมวตัวผู้ที่เสี่ยวเหมิงหลงรักมีเจ้าของเสียแล้ว เพิ่งจะเริ่มหวั่นไหวก็ต้องอกหักเสียแล้ว
ขณะที่ทั้งสี่สาวกำลังคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไฟในหอพักก็ดับวูบลงโดยไม่มีการแจ้งเตือน
ได้เวลาห้าทุ่มตรง เวลาดับไฟของหอพัก
ความมืดทำให้ทุกคนหมดอารมณ์จะคุยเล่นต่อ ต่างคนต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดโหมดไฟฉายวางไว้หัวเตียง แสงสลัวส่องกระทบความวุ่นวายเล็กๆ ขณะที่พวกเธอรีบเปลี่ยนชุดนอนและไปจัดการธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
ไม่ว่าจะผ่านเรื่องราวน่าตื่นเต้นหรือเฉียดตายมาแค่ไหน สุดท้ายแล้วพวกเธอก็ยังเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา โชคดีที่วันพรุ่งนี้ยังเป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน เมื่อตื่นขึ้นมา เรื่องร้ายๆ คงกลายเป็นเพียงอดีต
ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป และโลกใบนี้ก็ยังคงสวยงามเหมือนเดิม
ในขณะที่หลิ่วมู่มู่หลับสนิทไปแล้วในหอพักของมหาวิทยาลัย บรรยากาศที่บ้านตระกูลจัวในเมืองปักกิ่งกลับตึงเครียดและวุ่นวาย เพราะจนป่านนี้พวกเขายังติดต่อจัวหร่านและปรมาจารย์สวีไม่ได้
นาฬิกาบอกเวลาดึกสงัด แต่หลินชิวยังข่มตานอนไม่ลง เธอเดินวนไปวนมา พร่ำถามสามีที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาด้วยความกังวล
“ทำไมหร่านหร่านยังไม่ติดต่อมาอีก พิธีกรรมเกิดผิดพลาดหรือเปล่าคะคุณ”
จัวหย่งฉีพยายามรักษาความเยือกเย็น เขาเอ่ยปลอบภรรยาเสียงเรียบ
“วางใจเถอะ ต่อให้เกิดผิดพลาดกลางคันก็ยังแก้ไขได้”
หากไม่ใช่เพราะคราวที่แล้วพวกเขาเสียท่าที่เมืองชิ่งเฉิงจนต้องเสียหมากอย่างหนิงหย่วนไป ซ้ำยังโดนตำรวจทางนั้นตลบหลังจนสืบสาวมาถึงเบาะแสบางอย่าง
เขาคงไม่ระมัดระวังตัวจนต้องส่งปรมาจารย์สวีไปเพียงลำพังเช่นนี้ เพราะเกรงว่าหากเคลื่อนไหวเอิกเกริกจะถูกจับตามอง
แต่เด็กที่เป็น ‘ตัวตายตัวแทน’ คนนั้นดันรนหาที่ ดึงดันจะไปเรียนต่อที่เมืองชิ่งเฉิง ทำให้ลูกสาวของเขาจำต้องออกจากปักกิ่งติดตามไปด้วย นับว่าเป็นคราวซวยจริงๆ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีหนึ่งกว่า เสียงโทรศัพท์บ้านตระกูลจัวก็กรีดร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด หลินชิวถลันเข้าไปรับสายทันที
“หร่านหร่าน...”
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค คำพูดที่เหลือก็พลันจุกอยู่ในลำคอ
ปลายสายแจ้งข่าวบางอย่างด้วยน้ำเสียงเป็นทางการ ส่งผลให้หลินชิวกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ
“พวกคุณพูดบ้าอะไร! อะไรคือลูกสาวฉันทำพิธีกรรมแลกชีวิตผิดกฎหมาย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน... อะไรนะ! พวกคุณทำอะไรเธอ เธอสุขภาพไม่ดีนะ ถ้าเธอเป็นอะไรไปฉันไม่ยอมจบเรื่องแน่!”
สิ้นเสียงตะคอก เธอก็กระแทกหูโทรศัพท์ลงกับเครื่องอย่างแรง
หลินชิวยืนตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ หันกลับมามองสามีด้วยใบหน้าซีดเผือด
“พิธีกรรมแลกชีวิตล้มเหลว... หร่านหร่านโดนจับแล้ว ตำรวจบอกว่าตอนนี้ลูกหมดสติไม่รู้สึกตัว คุณคะ... ทำยังไงดี”
ใบหน้าของจัวหย่งฉีมืดครึ้มลงทันตา เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ไป... เราจะไปเมืองชิ่งเฉิงกัน”
จัวหร่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของพวกเขา แน่นอนว่าคนเป็นพ่อจะนิ่งดูดายไม่ได้
“แต่ว่าพวกเขาจะ...”
หลินชิวมีสีหน้าลังเล แม้ตระกูลจัวจะมีอิทธิพลกว้างขวางในปักกิ่ง แต่นั่นคือเมืองชิ่งเฉิง เป็นพื้นที่ต่างถิ่น
โบราณว่ามังกรพลัดถิ่นมิอาจสู้งูเจ้าที่ พวกเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของสถานการณ์ทางฝั่งนั้น หากบุ่มบ่ามเข้าไป เกรงว่าจะเปิดช่องให้ตำรวจเล่นงานเอาได้
“ไม่เป็นไร ผมจะบอกกับจัวเจียเยว่ไว้ก่อน”
จัวเจียเยว่ น้องสาวแท้ๆ ของจัวหย่งฉี แต่งงานเข้าตระกูลฉีซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านศาสตร์เร้นลับ สถานะของตระกูลฉีกับตระกูลจัวนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ตระกูลฉีเป็นตระกูลใหญ่ที่สืบทอดวิชามานับร้อยปี มีรากฐานมั่นคง
ต่อให้เขาโดนกักตัวไว้ที่เมืองชิ่งเฉิงจริงๆ ขอแค่น้องเขยอมออกหน้าช่วยเหลือ ย่อมไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่นอน
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินชิวก็พยักหน้ารัวเร็ว ความหวังเริ่มกลับมา
“งั้นได้ค่ะ คุณรีบโทรหาจัวเจียเยว่เถอะ ฉันจะไปเก็บของ เราไปกันคืนนี้เลย”
สองสามีภรรยาตระกูลจัวเดินทางมาถึงเมืองชิ่งเฉิงในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่หลินชิวทำคือการอาละวาดที่สถานีตำรวจ เรียกร้องจะพบลูกสาวให้ได้โดยไม่สนกฎระเบียบใดๆ
สุดท้ายหลังจากการเจรจาอย่างตึงเครียด ฟางชวนยอมอนุญาตให้พวกเขาไปดูอาการจัวหร่านได้เพียงครู่เดียว และมีข้อแม้ว่าห้ามเข้าใกล้ผู้ต้องหา
หลินชิวจำใจต้องตกลง แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลและเห็นลูกสาวนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย หัวใจคนเป็นแม่ก็แทบสลาย เธอพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปหา แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตูขวางเอาไว้ได้ทัน
หลินชิวยืนเกาะขอบประตู กอดแขนจัวหย่งฉีร้องไห้โฮอย่างไม่อาจระงับอารมณ์ ปากก็พร่ำพรรณนาถึงความอยุติธรรมในมุมมองของตน
“หร่านหร่านของแม่ทำไมน่าสงสารแบบนี้ ก็แค่ทำผิดนิดๆ หน่อยๆ ใครกันช่างใจร้ายทำร้ายลูกได้ถึงขนาดนี้”
ในสายตาของเธอ การที่ลูกสาวพยายามขโมยชีวิตคนอื่นเป็นเพียงความผิดเล็กน้อย ทว่าผลกรรมที่ลูกได้รับกลับเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
จัวหย่งฉีลูบหลังภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม สายตาคมกริบจ้องมองลูกสาวที่นอนไร้สติอยู่ด้านใน แววตาฉายประกายอำมหิตและอาฆาตมาดร้ายอย่างน่ากลัว
[จบบท]